วัยยี่สิบคือมาราธอนขนานแท้ สังคมปล่อยให้เราวิ่งในวันที่จบจากสถานศึกษา เราเริ่มวิ่งทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องวิ่งไปทางไหน หรือชีวิตต่อจากนี้จะวิ่งไปอย่างไร มันคือวิชาที่มหาวิทยาลัยไม่เคยสอน
.
บางคนก็พร้อมวิ่งและรู้ว่าตัวเองจะวิ่งไปทางไหน เพราะเตรียมตัวมาอย่างดี บางคนถูกบังคับให้วิ่งเพราะสถานการณ์รายล้อมบังคับ ในขณะที่บางคนต้องวิ่งทั้งๆ ที่ยังต้องแบกสารพัดภาระไว้บนบ่า บางคนยังไม่อยากวิ่งด้วยซ้ำ แต่สังคมแกมบังคับบอกเราว่า อย่างไรคุณก็ต้องเริ่มวิ่งเมื่อเข้าสู่วัยยี่สิบ การวิ่งเล่นบนสนามเด็กเล่นจบลงแล้ว ต่อจากนี้เขาออกคำสั่งให้พวกเราวิ่งไปตามเส้นทางที่เขากำหนด
.
วัยยี่สิบเราล้วนเริ่มต้นที่จุดสตาร์ทที่แตกต่างกัน แต่อยู่บนกฎกติกาที่แทบจะเดียวกัน ที่บอกเราว่า คนชนะคือคนที่วิ่งได้รวดเร็วและมั่นคง ทำตามกติกาที่เขากำหนด หากเราอยากได้รับการยอมรับในฐานะนักวิ่งที่ดี
.
เราออกวิ่งไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยผู้คน มันเหมือนการแข่งขันที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ คนที่ต้นทุนดีกว่าเหมือนจะได้เปรียบในช่วงแรก แต่ผมก็พบว่าวัยยี่สิบมันไม่ได้เป็นมาราธอน ที่วัดกันว่าใครวิ่งได้ไวกว่ากัน แต่มันวัดกันว่าใครวิ่งได้อึดกว่ากัน และความอึดเป็นคุณสมบัติของพวกเดินบนดิน
.
มันเป็นการวิ่งที่เต็มไปด้วยคำถาม ที่เราเริ่มตั้งต่อกติกาที่สังคมกำหนดให้เรา และเมื่อเราพยายามออกนอกกติกานั้น ก็พบว่าไม่ใช่เรื่องง่าย มันเต็มไปด้วยคำขู่ ความว่างเปล่า ความวิตกกังวล ภายใต้กติกาที่ไม่เคยสนับสนุนให้เราออกนอกเส้นทาง หลายคนออกไปและก็เลือกกลับมา ในขณะที่หลายคนก็ออกนอกเส้นทาง และตัดสินใจไม่กลับมายังเส้นทางเดิมอีกเลย
.
เมื่อเราเริ่มวิ่งไปสักพัก เราจะจับจังหวะ Pace ของตนเองได้ รู้ว่าตนเองเหมาะกับรองเท้าแบบใด และเส้นทางแบบไหน บางช่วงของเส้นทางก็มีคนมาวิ่งเคียงข้างเรา ในขณะที่บางช่วงเวลาก็ต้องเรียนรู้ที่จะต้องวิ่งคนเดียว เราสูญเสียอะไรต่อมิอะไรไปมากมายระหว่างมาราธอนนี้ ในขณะที่เราก็ได้เก็บเกี่ยวอะไรต่อมิอะไรมามากมายเช่นกัน ที่แน่ที่สุดคือ มันเป็นช่วงวัยที่ใครหลายคนได้เรียนรู้ว่าตนเองเหมาะสมหรือเลือกจะไปในทิศทางใด
.
จากหนทางหลัก เส้นทางก็แตกแขนงออกไปที่ทำให้เพื่อนร่วมทาง และทางแคบลงไปเรื่อยๆ ลู่วิ่งที่เราเคยมองว่ากว้างใหญ่ กลับแคบลงและชัดเจนขึ้นตามทางของแต่ละคน และเราก็รู้ว่ากติกาไม่ได้มีความสำคัญต่อเราขนาดนั้น การออกนอกเส้นทางไม่เท่ากับถูกปรับแพ้ การหยุดพักไม่เท่ากับการถูกแซง และการหกล้ม เป็นเรื่องที่เกิดกับนักวิ่งทุกคน
.
เราจะค่อยๆ เรียนรู้การดูทิศทางอย่างแม่นยำ จากนักวิ่งฝึกหัด เราก็กลายเป็นนักวิ่งมืออาชีพ ที่ได้เรียนรู้ว่ากำลังเรามีแค่ไหน ที่จะไปแข่งขันการวิ่งกับนักวิ่งคนอื่น..ใช่ เรายังหลีกเลี่ยงการแข่งขันไม่ได้ซะทีเดียว จนกระทั่งถึงจุดที่เราได้ตระหนักว่า เราไม่ได้จำเป็นต้องวิ่งแข่งกับใคร ขอเพียงแค่วิ่งไปตามเส้นทางของเราที่วางแผนไว้ มาราธอนของวัยยี่สิบไม่ได้วัดว่าใครเข้าเส้นชัยก่อนกัน แต่มันตัดสินกันที่ใครยังวิ่งได้อยู่ หรือล้มหายตายจากไประหว่างทาง
.
มาราธอนของคนวัยยี่สิบมองว่าสนุกก็ได้ ท้าทายก็ไม่ผิด หรือแม้กระทั่งเป็นมาราธอนแรก ที่เราต้องวิ่งโดยไม่มีคนคอยประคองอีกต่อไปแล้ว เส้นทางของมาราธอนยาวไกล และโดดเดี่ยวเสมอ คนที่สามารถเรียนรู้การวิ่งคนเดียวได้ ดูเหมือนจะไปได้ไกลและวิ่งได้นานกว่าคนอื่น แต่คนที่มีคนที่วิ่งเคียงข้างกันไปด้วยตลอดทาง ก็น่าอิจฉาและทำให้รู้ว่าเราไม่ได้วิ่งอยู่บนลู่นี้อย่างเดียวดาย
.
จะอย่างไรก็แล้วแต่ มาราธอนในวัยยี่สิบสอนผมว่า จากจุดเริ่มต้นที่ดูเหมือนเส้นทางที่ค่อนข้างยาวไกล คนที่เริ่มวิ่งอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ดูจะไปได้ไกลกว่าคนที่หักโหมวิ่งอย่างรวดเร็วในช่วงแรก และสุดท้ายก็หมดแรงและต้องเปลี่ยนเส้นทาง อย่างไรก็แล้วแต่มาราธอนไม่มีสูตรสำเร็จ มันเป็นการฝึกซ้อมของใครของมัน กติกาที่เขาบอกก็ไม่มีอยู่จริง ระยะทางของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน บางคนเลือกที่จะหยุดวิ่งและค่อยๆ เดินเมื่อถึงวัย 30 บางคนเลือกหยุดพักอยู่จุดใดจุดหนึ่งที่ตนเองพอใจ ในขณะที่ใครอีกหลายคนก็ยังวิ่งต่อไป วิ่งตามกติกาที่บอกพวกเขา หรือวิ่งต่อไปตามเจตจำนงค์เสรีของตนเอง
วัยยี่สิบคือมาราธอนขนานแท้
.
บางคนก็พร้อมวิ่งและรู้ว่าตัวเองจะวิ่งไปทางไหน เพราะเตรียมตัวมาอย่างดี บางคนถูกบังคับให้วิ่งเพราะสถานการณ์รายล้อมบังคับ ในขณะที่บางคนต้องวิ่งทั้งๆ ที่ยังต้องแบกสารพัดภาระไว้บนบ่า บางคนยังไม่อยากวิ่งด้วยซ้ำ แต่สังคมแกมบังคับบอกเราว่า อย่างไรคุณก็ต้องเริ่มวิ่งเมื่อเข้าสู่วัยยี่สิบ การวิ่งเล่นบนสนามเด็กเล่นจบลงแล้ว ต่อจากนี้เขาออกคำสั่งให้พวกเราวิ่งไปตามเส้นทางที่เขากำหนด
.
วัยยี่สิบเราล้วนเริ่มต้นที่จุดสตาร์ทที่แตกต่างกัน แต่อยู่บนกฎกติกาที่แทบจะเดียวกัน ที่บอกเราว่า คนชนะคือคนที่วิ่งได้รวดเร็วและมั่นคง ทำตามกติกาที่เขากำหนด หากเราอยากได้รับการยอมรับในฐานะนักวิ่งที่ดี
.
เราออกวิ่งไปบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยผู้คน มันเหมือนการแข่งขันที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ คนที่ต้นทุนดีกว่าเหมือนจะได้เปรียบในช่วงแรก แต่ผมก็พบว่าวัยยี่สิบมันไม่ได้เป็นมาราธอน ที่วัดกันว่าใครวิ่งได้ไวกว่ากัน แต่มันวัดกันว่าใครวิ่งได้อึดกว่ากัน และความอึดเป็นคุณสมบัติของพวกเดินบนดิน
.
มันเป็นการวิ่งที่เต็มไปด้วยคำถาม ที่เราเริ่มตั้งต่อกติกาที่สังคมกำหนดให้เรา และเมื่อเราพยายามออกนอกกติกานั้น ก็พบว่าไม่ใช่เรื่องง่าย มันเต็มไปด้วยคำขู่ ความว่างเปล่า ความวิตกกังวล ภายใต้กติกาที่ไม่เคยสนับสนุนให้เราออกนอกเส้นทาง หลายคนออกไปและก็เลือกกลับมา ในขณะที่หลายคนก็ออกนอกเส้นทาง และตัดสินใจไม่กลับมายังเส้นทางเดิมอีกเลย
.
เมื่อเราเริ่มวิ่งไปสักพัก เราจะจับจังหวะ Pace ของตนเองได้ รู้ว่าตนเองเหมาะกับรองเท้าแบบใด และเส้นทางแบบไหน บางช่วงของเส้นทางก็มีคนมาวิ่งเคียงข้างเรา ในขณะที่บางช่วงเวลาก็ต้องเรียนรู้ที่จะต้องวิ่งคนเดียว เราสูญเสียอะไรต่อมิอะไรไปมากมายระหว่างมาราธอนนี้ ในขณะที่เราก็ได้เก็บเกี่ยวอะไรต่อมิอะไรมามากมายเช่นกัน ที่แน่ที่สุดคือ มันเป็นช่วงวัยที่ใครหลายคนได้เรียนรู้ว่าตนเองเหมาะสมหรือเลือกจะไปในทิศทางใด
.
จากหนทางหลัก เส้นทางก็แตกแขนงออกไปที่ทำให้เพื่อนร่วมทาง และทางแคบลงไปเรื่อยๆ ลู่วิ่งที่เราเคยมองว่ากว้างใหญ่ กลับแคบลงและชัดเจนขึ้นตามทางของแต่ละคน และเราก็รู้ว่ากติกาไม่ได้มีความสำคัญต่อเราขนาดนั้น การออกนอกเส้นทางไม่เท่ากับถูกปรับแพ้ การหยุดพักไม่เท่ากับการถูกแซง และการหกล้ม เป็นเรื่องที่เกิดกับนักวิ่งทุกคน
.
เราจะค่อยๆ เรียนรู้การดูทิศทางอย่างแม่นยำ จากนักวิ่งฝึกหัด เราก็กลายเป็นนักวิ่งมืออาชีพ ที่ได้เรียนรู้ว่ากำลังเรามีแค่ไหน ที่จะไปแข่งขันการวิ่งกับนักวิ่งคนอื่น..ใช่ เรายังหลีกเลี่ยงการแข่งขันไม่ได้ซะทีเดียว จนกระทั่งถึงจุดที่เราได้ตระหนักว่า เราไม่ได้จำเป็นต้องวิ่งแข่งกับใคร ขอเพียงแค่วิ่งไปตามเส้นทางของเราที่วางแผนไว้ มาราธอนของวัยยี่สิบไม่ได้วัดว่าใครเข้าเส้นชัยก่อนกัน แต่มันตัดสินกันที่ใครยังวิ่งได้อยู่ หรือล้มหายตายจากไประหว่างทาง
.
มาราธอนของคนวัยยี่สิบมองว่าสนุกก็ได้ ท้าทายก็ไม่ผิด หรือแม้กระทั่งเป็นมาราธอนแรก ที่เราต้องวิ่งโดยไม่มีคนคอยประคองอีกต่อไปแล้ว เส้นทางของมาราธอนยาวไกล และโดดเดี่ยวเสมอ คนที่สามารถเรียนรู้การวิ่งคนเดียวได้ ดูเหมือนจะไปได้ไกลและวิ่งได้นานกว่าคนอื่น แต่คนที่มีคนที่วิ่งเคียงข้างกันไปด้วยตลอดทาง ก็น่าอิจฉาและทำให้รู้ว่าเราไม่ได้วิ่งอยู่บนลู่นี้อย่างเดียวดาย
.
จะอย่างไรก็แล้วแต่ มาราธอนในวัยยี่สิบสอนผมว่า จากจุดเริ่มต้นที่ดูเหมือนเส้นทางที่ค่อนข้างยาวไกล คนที่เริ่มวิ่งอย่างช้าๆ แต่มั่นคง ดูจะไปได้ไกลกว่าคนที่หักโหมวิ่งอย่างรวดเร็วในช่วงแรก และสุดท้ายก็หมดแรงและต้องเปลี่ยนเส้นทาง อย่างไรก็แล้วแต่มาราธอนไม่มีสูตรสำเร็จ มันเป็นการฝึกซ้อมของใครของมัน กติกาที่เขาบอกก็ไม่มีอยู่จริง ระยะทางของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน บางคนเลือกที่จะหยุดวิ่งและค่อยๆ เดินเมื่อถึงวัย 30 บางคนเลือกหยุดพักอยู่จุดใดจุดหนึ่งที่ตนเองพอใจ ในขณะที่ใครอีกหลายคนก็ยังวิ่งต่อไป วิ่งตามกติกาที่บอกพวกเขา หรือวิ่งต่อไปตามเจตจำนงค์เสรีของตนเอง