ที่มา :-
https://mgronline.com/goodhealth/detail/9690000038393
เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอ...ตอนเที่ยงเดินออกไปสู้ชีวิตกลางแดด 40°C เพื่อข้าวกะเพราจานเดียว พอกลับเข้าออฟฟิศปุ๊บ สิ่งแรกที่ทำคือพุ่งตัวไปยืนจ่อหน้าแอร์ให้ฉ่ำปอด! แต่รู้ไหมว่าพฤติกรรมแบบนี้ กำลังทำให้ร่างกายคุณเกิดภาวะ Thermal Shock หรือที่เรียกกันว่า “น็อกเย็น” แบบไม่รู้ตัว!
* ทำไมแค่เปลี่ยนอุณหภูมิถึงเป็นเรื่องใหญ่?*
เพราะร่างกายมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรที่กดปุ่มเปลี่ยนโหมดได้ทันที เมื่อเราสลับจากโหมด “ร้อนจัด” ไป “เย็นจัด” ในเวลาไม่กี่วินาที สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในคือความวุ่นวายระดับ 10 ริกเตอร์
หลอดเลือดแพนิค: ตอนร้อน หลอดเลือดจะขยายตัวเพื่อระบายความร้อน แต่พอเจอแอร์เย็นฮวบ หลอดเลือดจะหดตัวฉับพลัน! ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้ทัน จนหลายคนรู้สึก “มึนหัวตุ้บๆ” ขึ้นมาทันที
ภูมิคุ้มกันชะงัก: เมื่อหลอดเลือดหดตัว เม็ดเลือดขาวที่เปรียบเหมือนทหารยามในทางเดินหายใจก็เดินทางไปดักจับเชื้อโรคได้ยากขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมแค่เดินเข้าออฟฟิศที่แอร์ฉ่ำๆ ก็ “น้ำมูกไหล” หรือ “จาม” ทันที เพราะร่างกายเปิดทางให้เชื้อโรคเข้าโจมตีเรียบร้อยแล้ว
ระเหยความร้อนผิดปกติ: ถ้าตัวเราเปียกเหงื่อแล้วเจอแอร์ ความชื้นจะดึงความร้อนออกจากผิวเร็วเกินไป จนอุณหภูมิข้างในลดฮวบ ทำให้เรารู้สึก “ครั่นเนื้อครั่นตัว” เหมือนจะเป็นไข้หลังกินข้าวเสร็จทุกที
** อาการแบบไหนที่เรียกว่าเริ่ม “น็อก”? **
ปวดขมับ มึนหัวกะทันหัน
คัดจมูก น้ำมูกใสๆ ไหลทันทีที่เจอแอร์
จามไม่หยุด ทั้งที่ไม่ได้เป็นภูมิแพ้
รู้สึกวูบ หน้ามืด หรือใจสั่น
*** สู้แดดได้...แต่ต้องรู้วิธี “คูลดาวน์” แบบฉลาด ***
ถ้าเลี่ยงอากาศร้อนไม่ได้ ก็ต้องรู้จักวิธีเข้าหาความเย็นให้ปลอดภัย ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
พักที่โถงตึกก่อน: อย่าพุ่งเข้าออฟฟิศทันที ให้หยุดยืนพักบริเวณโถงอาคารหรือจุดที่อากาศถ่ายเทสัก 2-3 นาที ให้ร่างกายเริ่มปรับตัว
ซับเหงื่อให้แห้ง: อย่าปล่อยให้แอร์เป่าเสื้อที่เปียกเหงื่อจนเย็นเจี๊ยบ
เสื้อคลุมต้องเข้า: พกเสื้อคลุมติดโต๊ะไว้ โดยเฉพาะการคลุมช่วง “ต้นคอและท้ายทอย” จะช่วยให้ระบบประสาทและหลอดเลือดสำคัญไม่ช็อกกะทันหัน
จิบน้ำอุณหภูมิห้อง: ก่อนจะซดน้ำแข็งเย็นจัด ให้จิบน้ำปกติเพื่อปรับสมดุลจากข้างในก่อน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเย็นน่ะคือสวรรค์ แต่ถ้าเย็นเร็วไปร่างกายอาจจะรับไม่ไหว ดูแลตัวเองด้วยนะชาวออฟฟิศทุกคน
(ข้อมูลประกอบบางส่วนจากเพจ Paolo Hospital)
ชาวออฟฟิศระวัง ‘น็อกเย็น’ ฝ่าแดดร้อนไปกินข้าวเที่ยง กลับมาเจอแอร์ฉ่ำ ร่างกายปรับไม่ทัน วูบไม่รู้ตัว!
เชื่อว่าทุกคนต้องเคยเจอ...ตอนเที่ยงเดินออกไปสู้ชีวิตกลางแดด 40°C เพื่อข้าวกะเพราจานเดียว พอกลับเข้าออฟฟิศปุ๊บ สิ่งแรกที่ทำคือพุ่งตัวไปยืนจ่อหน้าแอร์ให้ฉ่ำปอด! แต่รู้ไหมว่าพฤติกรรมแบบนี้ กำลังทำให้ร่างกายคุณเกิดภาวะ Thermal Shock หรือที่เรียกกันว่า “น็อกเย็น” แบบไม่รู้ตัว!
* ทำไมแค่เปลี่ยนอุณหภูมิถึงเป็นเรื่องใหญ่?*
เพราะร่างกายมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรที่กดปุ่มเปลี่ยนโหมดได้ทันที เมื่อเราสลับจากโหมด “ร้อนจัด” ไป “เย็นจัด” ในเวลาไม่กี่วินาที สิ่งที่เกิดขึ้นข้างในคือความวุ่นวายระดับ 10 ริกเตอร์
หลอดเลือดแพนิค: ตอนร้อน หลอดเลือดจะขยายตัวเพื่อระบายความร้อน แต่พอเจอแอร์เย็นฮวบ หลอดเลือดจะหดตัวฉับพลัน! ความดันโลหิตพุ่งสูงขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้ทัน จนหลายคนรู้สึก “มึนหัวตุ้บๆ” ขึ้นมาทันที
ภูมิคุ้มกันชะงัก: เมื่อหลอดเลือดหดตัว เม็ดเลือดขาวที่เปรียบเหมือนทหารยามในทางเดินหายใจก็เดินทางไปดักจับเชื้อโรคได้ยากขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมแค่เดินเข้าออฟฟิศที่แอร์ฉ่ำๆ ก็ “น้ำมูกไหล” หรือ “จาม” ทันที เพราะร่างกายเปิดทางให้เชื้อโรคเข้าโจมตีเรียบร้อยแล้ว
ระเหยความร้อนผิดปกติ: ถ้าตัวเราเปียกเหงื่อแล้วเจอแอร์ ความชื้นจะดึงความร้อนออกจากผิวเร็วเกินไป จนอุณหภูมิข้างในลดฮวบ ทำให้เรารู้สึก “ครั่นเนื้อครั่นตัว” เหมือนจะเป็นไข้หลังกินข้าวเสร็จทุกที
** อาการแบบไหนที่เรียกว่าเริ่ม “น็อก”? **
ปวดขมับ มึนหัวกะทันหัน
คัดจมูก น้ำมูกใสๆ ไหลทันทีที่เจอแอร์
จามไม่หยุด ทั้งที่ไม่ได้เป็นภูมิแพ้
รู้สึกวูบ หน้ามืด หรือใจสั่น
ถ้าเลี่ยงอากาศร้อนไม่ได้ ก็ต้องรู้จักวิธีเข้าหาความเย็นให้ปลอดภัย ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
พักที่โถงตึกก่อน: อย่าพุ่งเข้าออฟฟิศทันที ให้หยุดยืนพักบริเวณโถงอาคารหรือจุดที่อากาศถ่ายเทสัก 2-3 นาที ให้ร่างกายเริ่มปรับตัว
ซับเหงื่อให้แห้ง: อย่าปล่อยให้แอร์เป่าเสื้อที่เปียกเหงื่อจนเย็นเจี๊ยบ
เสื้อคลุมต้องเข้า: พกเสื้อคลุมติดโต๊ะไว้ โดยเฉพาะการคลุมช่วง “ต้นคอและท้ายทอย” จะช่วยให้ระบบประสาทและหลอดเลือดสำคัญไม่ช็อกกะทันหัน
จิบน้ำอุณหภูมิห้อง: ก่อนจะซดน้ำแข็งเย็นจัด ให้จิบน้ำปกติเพื่อปรับสมดุลจากข้างในก่อน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเย็นน่ะคือสวรรค์ แต่ถ้าเย็นเร็วไปร่างกายอาจจะรับไม่ไหว ดูแลตัวเองด้วยนะชาวออฟฟิศทุกคน
(ข้อมูลประกอบบางส่วนจากเพจ Paolo Hospital)