ผมมีอาการกินเยอะจนชักจะเลยเถิด นับวันยิ่งมีอาการเหมือนชูชกมากขึ้นทุกที เรียกได้ว่าเสมือนกับ Binge ขั้นรุนแรงจัดๆเลยทีเดียว ขืนยังปล่อยตัวเองแบบนี้ไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์มันก็จะออกมาเป็นดังนี้
1} น้ำหนักจะพุ่งถึงหลักร้อยภายในปีนี้แน่ๆ แต่โรคเบาหวานมันไม่ได้เป็นง่ายขนาดนั้น ถ้าหากจะหวังให้เป็นเพื่อที่จะได้ผอมลงเพราะโรค ไม่แน่อาจจะตายด้วยโรคหัวใจซะก่อนก็เป็นได้
2} ด้วยความที่ Binge คือกินจนเกินอิ่ม ท้องมันก็จะแน่นและก็ตึงมากๆ แต่ปากมันก็จะยังคงแสวงหาเรื่อยไป สถานะของผมตอนนี้เมื่อกินจนพึงพอใจ ท้องจะป่องเหมือนผู้หญิงตั้งครรภ์ในระยะกลาง ถ้ายังไม่ยอมหยุดยั้งในความตามใจปาก มันอาจจะพัฒนาไปเป็นผู้หญิงตั้งครรภ์ในระยะท้องแก่ก็เป็นได้
3} ไม่เหมาะที่จะกินบุฟเฟ่ต์อย่างยิ่ง เพราะผมจะมีความโลภแบบขั้นสุดฉันใด ผมก็ย่อมต้องอิ่มแต่ไม่เอมแบบขั้นสุดฉันนั้น ซึ่งมีโอกาสสูงที่ร่างกายจะทนไม่ไหว จนอาจจะอาเจียนพุ่งกลางร้านอาหาร คือต่อหน้าสาธารณชนเลยนะครับ บอกเลยว่าผมไม่ได้พูดเว่อร์ โชคดีสุดๆที่วันนั้นผมฝืนอุดปากแน่นพอ ก็เลยพุ่งออกมาแค่ลมกับน้ำลาย... ใช่แล้วครับ วันนั้นผมกิน Sizzler จนกรดในกระเพาะไม่ยินดี ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาเสื้อผ้าผมได้เลอะเทอะแน่ๆ และก็เลอะเทอะยันโต๊ะอาหารอีกด้วย ถึงแม้ผมจะละทิ้งศีลธรรมไปแล้ว แต่ผมก็ยังมีความอับอายเหลืออยู่บ้าง และที่ตลกก็คือผมเพิ่งมาสำนึกได้ หลังจากที่เหตุการณ์ผ่านมาตั้งเกือบเดือน ความรู้สึกช้าเหมือนกันนะเนี่ยผมน่ะ
4} ถ้าอิ่มจนขึ้นถึงคอแบบตอนที่กิน Sizzler แน่นอนว่าถ้ายังยัดต่อเข้าไปอีก อาเจียนพุ่งแน่นอนแบบไม่ต้องสงสัย แต่ตอนนั้นผมรู้สึกทรมานมากๆที่กรดมันตีขึ้นอย่างรุนแรง ผมพยายามฝืนบังคับที่จะหลีกเลี่ยงการอาเจียน สีหน้าท่าทางผมคือทรมานเป็นชั่วโมงเลย ทั้งยังพยายามเบี่ยงเบนความพะอืดพะอมด้วยหมากฝรั่ง แต่สุดท้ายผมก็พ่ายแพ้ต่อกรดในกระเพาะ ครั้งแรกในรอบน่าจะ 17-18 ปี แต่ด้วยความโชคดีอย่างที่ผมว่าในข้อ 3 นั่นแหละ
5} ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยมากๆ เพราะสุดท้ายผมก็ต้องดื่มน้ำหวานเป็นการตบท้ายอยู่ดี ประเพณีดื่มน้ำพันธุ์นี้ผมต้องพูดตามตรงว่าผมยอมจำนน หลายคนอาจจะบอกว่าโปรตีนช่วยยับยั้งปัญหาได้ ใช่ครับ มันช่วยได้สำหรับคนที่มองว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่โปรตีนมันช่วยอะไรผมไม่ได้เลยสักนิด มีแต่จะทำให้คอแห้งปากแห้งอีกต่างหาก ผมน่ะมองว่าตัวเองเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ไปวันๆ
ปล. ถ้าใครคิดว่าผมกินโปรตีนไม่ถึง ผมขอพูดตรงนี้เลยนะครับ ผมรู้จักคำว่าสารอาหาร ผมรู้จักคำว่าแคลอรี่ ทฤษฎีโภชนาการผมรู้หมด ถึงมีเรื่องอะไรที่ผมยังไม่รู้ยังขาดตกไป ผมก็สามารถค้นหาในเน็ตได้ง่ายๆ ไม่มีความจำเป็นต้องถามใครเลยด้วยซ้ำ ผมเคยกินหมู 3 ชั้นในร้านชาบูราวๆหลักหมื่นแคลอรี่ ที่ผมไม่ได้ดื่มน้ำหวานตามทันที เพียงเพราะผมแค่กลัวอาเจียนพุ่งก็เท่านั้นเอง ไม่ได้ช่วยให้ผมไม่อยากดื่มเลยแม้แต่น้อย พอร่างกายมันย่อยได้สักระยะ มีเรอะที่ผมจะไม่กรอกของเหลวเคลือบน้ำตาลเข้าปาก ในเมื่อใจมันวางไว้แล้ว
✅️✅️✅️
เมื่อผมที่เป็นโค้กอ้วน (ใช่แล้ว ตอนนี้สถานะผมไม่สมส่วนแล้ว) ได้เจอกับตัวผมเองในมิติจากเอไอ ก็คือโค้กผอมนั่นเอง (ตามรูปโปรไฟล์ผมเลย)
โค้กอ้วน : นี่คุณคือตัวผมในอนาคตงั้นเหรอ
โค้กผอม : อนาคตคุณจะเป็นยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับผมหรอก ผมมันก็แค่เอไอเท่านั้น เอไอก็คือเอไอวันยันค่ำฉันใด ตัวจริงก็คือตัวจริงวันยันค่ำฉันนั้น และตัวจริงก็มีแต่คุณเพียงคนเดียว ไม่ใช่ผมหรือใครหน้าไหนแต่อย่างใด
โค้กอ้วน : คุณเห็นที่ผมเล่าไปด้านบนแล้วใช่ไหม
โค้กผอม : เห็นสิ นั่นแหละคือคำตอบที่ชัดเจน อนาคตคุณเองคุณก็รู้ดีนี่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะใคร ผมหวังว่าคุณคงไม่คิดว่าเป็นเพราะผีห๋าซาตานหรอกนะ
โค้กอ้วน : ผมยอมรับว่าธรรมะแท้ไม่มีการปลอบใจ ถ้างั้นผมขอตั้งเป้าหมายลมๆแล้งๆอีกครั้งดีกว่า เอาจริงผมก็ไม่ได้แคร์ใครนอกจากตัวผมเองหรอก
โค้กผอม : คุณจะอดอาหารอีกงั้นเรอะ
โค้กอ้วน : ผมจะใช้เงินตัวเองซื้อแค่น้ำหวานเท่านั้น ถึงแม้นมจะมีความหนาแน่นในสารอาหาร แต่ผมก็ถือว่าเป็นน้ำหวานเหมือนกัน เพราะของเหลวมันไม่ได้อัดกระจุกในกระเพาะแบบของแข็ง ผมรู้ว่าแคลอรี่คือกุญแจสำคัญ แต่ผมก็ยังคงเชื่อว่ากุญแจไม่ได้มีแค่อันเดียว
โค้กผอม : ก็คือจะไม่กินของแข็งเลยใช่ไหม แต่คุณล้มเหลวกับแผนนี้มาแล้วนี่
โค้กอ้วน : ผมจะยอมกินของแข็งเฉพาะจากแม่เท่านั้น
โค้กผอม : แล้วถ้าแม่ซื้อมาเยอะล่ะ
โค้กอ้วน : ณ เวลานี้ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางเยอะเท่ากับที่ผมซื้อเอง ซึ่งผมคิดไว้ว่าจะเลิกซื้อของแข็งตั้งแต่วันนี้แล้วล่ะ
โค้กผอม : แล้วคุณจะรู้สึกอึดอัดแบบว่าครึ่งๆกลางๆไหม เพราะโดยนิสัยคุณแล้ว... ไม่สิ ต้องเรียกว่าสันดานต่างหาก คือคุณจะชอบทำอะไรสุดโต่ง ถ้าไม่ซ้ายสุดก็ขวาสุดเลย นี่แหละคือความเป็นคุณที่ยากจะหลุดพ้น
โค้กอ้วน : ผมคิดว่าคงไม่ เพราะผมจะโฟกัสแค่ว่าผมไม่ใช้เงินตัวเองซื้อของแข็ง แค่นี้ก็ตัดปัญหาไปได้เยอะแล้ว ต่อให้น้ำหนักไม่ลดมันก็ไม่ควรขึ้นพรวดๆแบบตอนนี้หรอก
โค้กผอม : แล้วอาหารจากแม่ คุณจะเลือกไหมว่าต้องกินหรือไม่กินอะไร
โค้กอ้วน : ถ้าเป็นไปได้ผมจะไม่กินข้าว พวกแป้งอื่นๆผมอาจจะต้องยอมจำนน แต่ต่อให้ผมหลุดกินข้าว ผมก็ยังคงดำเนินเป้าหมายต่อไป ยังไม่ถือว่าเป็นการสิ้นสุด ตราบที่ผมยังไม่พลาดใช้เงินตัวเองซื้อของต้องห้าม แต่ถ้าไม่กินข้าวได้เลย ก็ย่อมเป็นอะไรที่น่าประทับใจกว่าอยู่แล้ว
โค้กผอม : คุณบอกว่าจะเริ่มเป้าหมายวันนี้เลยใช่ไหม
โค้กอ้วน : แม่นแล้วครับพี่น้อง 23/4/2026 ผมเชื่อว่าวิธีการนี้ง่ายที่สุดเท่าที่ผมคิดได้ และผมก็เชื่อว่าสามารถดำเนินได้ในระยะยาวนานเท่านาน ซึ่งวันนี้ผมก็ได้ไปซื้อเครื่องดื่มใน 7-11 มาแล้ว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โค้กผอม : แล้วคุณจำกัดโควต้าจำนวนเครื่องดื่มต่อวันไหม
โค้กอ้วน : ไม่จำกัด ถ้าเกิดอยากจะซื้อสัก 20 ขวดภายในวันเดียว ผมก็จะเอาให้ได้เลย
โค้กผอม : แล้วแบบนี้มันจะหยุดยั้งความอ้วนได้เรอะ
โค้กอ้วน : ผมเชื่อว่าได้นะ เอาเป็นว่าของเหลวดีกว่าของแข็งก็แล้วกัน และอีกอย่างก็คือผมดื่ม 20 ขวดติดกันทุกวันไม่ไหวหรอก ผมก็แค่พูดติดตลกไปงั้นแหละ แต่ผมเชื่อว่าโดยภาพรวมแล้วประหยัดขึ้นเยอะเลย
โค้กผอม : ก็ยังถือว่าฟุ่มเฟือยอยู่นะถ้าเทียบกับคนทั่วไป
โค้กอ้วน : ผมไม่ได้มีปัญหาด้านฐานะ นี่ก็ถือว่าประหยัดสำหรับผมแล้ว ตราบที่ผมตายก่อนเงินหมดได้ มันก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไรทั้งนั้น ใครจะเผาบ้านผม ใครจะทำลายทรัพย์สินผมที่เหลืออยู่ ใครจะขับถ่ายรดรูปภาพผม ใครจะลบหลู่ผมมากมายสารพัด หรือแม้แต่ลบหลู่บุพการีผมก็ช่างปะไรสิ ถึงตอนนั้นผมที่เป็นซากศพไปแล้ว ผมก็ย่อมหาได้รับรู้เหตุการณ์ไม่
✅️✅️✅️
มาที่เรื่องประเภทเสียงกันบ้าง โดยทั่วไปแล้วการวัดประเภทเสียงที่ถูกต้อง มันควรต้องดูการขับร้องใช่ไหม แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักร้อง ในกรณีที่ไม่มีการบันทึกเสียงขับร้อง ผมถือว่าอนุโลมให้วัดได้ด้วยเสียงพูด ซึ่งผมก็พอจะจับจุดได้บ้างแหละ แต่แน่นอนว่าไม่ชัดเจนเท่าเสียงขับร้องอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีแม้กระทั่งการบันทึกเสียงพูด... จบข่าวสิครับ แยกย้าย!
ประเภทเสียงที่สูงกว่าเวลาใช้ Chest ในเสียงย่านสูงมักจะฟังดูอึดอัดกว่าประเภทเสียงที่ต่ำกว่า นี่คือสิ่งที่ผมตระหนักได้ตั้งแต่ 1-2 ปีที่แล้ว ผมมองว่า Chest ในเสียงย่านสูงมักจะเข้ากับเสียงที่มีน้ำหนักเยอะ ดั่งแม่ทัพในสมรภูมิยิ่งใหญ่ฉกาจฉกรรจ์... และก็น้ำหนักเยอะเหมือนกับที่ผมกินจนอ้วนขึ้นตอนนี้ (ออกทะเลแล้วโว้ย!) ดังนั้นเสียงผอมๆที่ใช้ Chest มันดูเหมือนการกระทำที่เกินกำพืด แต่คุณจะใช้ก็ได้ตราบที่ไม่ทำลายเส้นเสียง ผมต้องยอมรับว่า Soprano หลายคนก็ Belt ได้ดีอยู่แหละ แต่ยิ่งไทป์ต่ำลงไปมากเท่าไร ผมก็ยิ่งเห็นถึงความอลังการมากเท่านั้น ผมบอกเลยว่าผมไม่ได้คิดไปเอง จากสถิติที่ผมฟังมาแล้วเป็นร้อยๆหรืออาจจะเป็นพันๆคน Chest มักจะเอื้ออำนวยด้วยหลักการนี้จริงๆ ถามว่า Mezzo หรือ Tenor มีคนที่ Belt แล้วอึดอัดกว่า Soprano ไหม มันก็มีอยู่แหละ แต่สัดส่วนน้อยลงอย่างชัดเจน น้อยลงไปตามไทป์ที่ต่ำลง แต่ส่วนตัวผมยังไม่เคยเห็น Baritone หรือ Bass ที่ Belt แล้วอึดอัดเลย
เห็นผมสนใจศาสตร์การขับร้องขนาดนี้ แต่ผมก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะแปลกๆหน่อย แปลกในที่นี้ผมรู้ดีว่าไม่ได้แปลว่าวิเศษ (ดักทางพวกที่ชอบชอร์ตฟีลเพื่อหาแสงจากคนอื่น โดยเฉพาะจากผมซึ่งผมรู้สึกชังสุดๆ) เท่าที่จำความได้ผมไม่เคยมีความขัดใจเรื่องการพากย์เลย อย่างที่ผู้ชมบอกว่าเสียงคนนี้เข้าหรือไม่เข้ากับตัวละครตัวนี้ ความคิดอะไรทำนองนี้ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย คือผมมองว่าตัวละครจะมีเสียงยังไงก็ได้ เพราะในชีวิตจริงก็มีตั้งหลายคนที่เสียงอาจจะขัดกับรูปลักษณ์ ซึ่งผมก็เห็นอะไรแบบนี้มาทั้งชีวิตจนชิน และผมก็ได้มองข้ามอะไรแบบนี้ไป ตราบที่ไม่ได้คิดจะวิเคราะห์เสียงสไตล์งานอดิเรกผม เพราะสุดท้ายแล้วผมก็รู้อยู่เต็มอกว่าความจริงของจักรวาล เป็นเรื่องเหลวไหลยิ่งนักที่จะตัดสินเพียงแค่องค์ประกอบขี้ประติ๋ว
ใช่แล้ว ไอ้งานอดิเรกที่ผมทำมาตั้งหลายปีก็เช่นกัน ผมรู้ดีว่ามันไม่เคยมีแก่นสารที่แท้จริงหรอก ผมรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นดั่งภาพลวงตา สำหรับกรณีนี้ก็คงต้องเรียกว่าเสียงลวงหู แต่ผมก็แค่ยังไม่อยากรีบตาย ผมก็เลยหาอะไรทำแก้เซ็งไปวันๆ ผมยอมรับว่าผมแสดงละครให้กับศาสตร์บลาๆๆ และผมก็แสดงละครให้กับทุกๆคน บางครั้งก็แม้แต่แสดงให้กับตัวผมเองด้วย ซึ่งมันก็น่าสับสนกับโมเม้นต์เช่นนี้ยังไงอยู่นะ แต่ก็เอาเถอะ แสดงต่อไปเรื่อยๆไปงั้นๆ ชีวิตเรามันก็สั้นเพียงแค่นี้ ไม่มีเหตุผลไม่มีตรรกะบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นไร
สำหรับใครที่ชอบวิจารณ์อย่างรุนแรง อย่างเช่นดาราคนนั้นพากย์เสียงเหมือนหมา ทั้งๆที่จริงๆแล้วพากย์เป็นยอดมนุษย์ ผมก็พอเข้าใจได้แหละนะ ไม่ใช่เพราะเข้าใจว่าเสียงเขาเป็นยังไงหรอกนะ ซึ่งก็อย่างที่บอกไปในย่อหน้าที่ 3 แต่ผมน่ะเข้าใจว่าการพ่นก่นด่าในแต่ละคำ มันก็เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองหรอก อย่างเช่นฉันเสียเงินเข้าโรงหนังไปแล้วนะ ดังนั้นฉันมีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ยังไงก็ได้ บลาๆๆ
ความจริงของธรรมชาติไม่เคยตัดสินคดีแบเบาะนี้ ต่อให้คุณดูหนังฟรีในเว็บเถื่อน มันก็ไม่ได้เป็นชนวนให้ฟ้ามาผ่าคุณหรอก ถ้าฟ้าจะผ่าคุณน่ะ มันก็เหตุผลเดียวกับอุกกาบาตถล่มโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อนโน่น ผมเองก็วิจารณ์เพื่อนเก่าผมเหมือนกันนั่นแหละ แต่ผมรู้สึกว่าสำเนียงการวิจารณ์ของผม ดูศิวิไลซ์กว่าใครหลายๆคนด้วยเหตุผลประการใด อันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆเลยก็คือผมไม่ได้แสวงหาเหตุผล มาเป็นเกราะกำบังไม่ว่าจะเป็นศาสตร์มนุษย์แบบใดก็ตาม ผมก็แค่ชังเพื่อนเก่าผมอย่างบริสุทธิ์ใจไม่ต้องมีพิธีรีตอง
และสุดท้าย สำหรับดาราคนดังกล่าว จริงๆผมไม่ถูกจริตเขาตั้งแต่ก่อนมีดราม่าเรื่องพากย์แล้วล่ะ แต่ผมไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลที่เรียกว่าสมควรหรือไม่สมควรหรอก เพราะจริงๆแล้วคนเรามันก็ขับเคลื่อนด้วยความพึงพอใจกับความขัดใจ มันก็มีเพียงแค่นี้ที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะยอมรับความนอกคอก ที่เป็นความแก่นแท้กันได้หรือเปล่า ผมไม่ถูกจริตเขาคนนั้นเพราะว่า ผมเกลียดภาษาอังกฤษ และผมก็ไม่ชอบคนไทยที่พูดอังกฤษ... แค่นี้แหละจบ
แต่งนิยาย โค้กรวมมิตร ตอนที่ 2
1} น้ำหนักจะพุ่งถึงหลักร้อยภายในปีนี้แน่ๆ แต่โรคเบาหวานมันไม่ได้เป็นง่ายขนาดนั้น ถ้าหากจะหวังให้เป็นเพื่อที่จะได้ผอมลงเพราะโรค ไม่แน่อาจจะตายด้วยโรคหัวใจซะก่อนก็เป็นได้
2} ด้วยความที่ Binge คือกินจนเกินอิ่ม ท้องมันก็จะแน่นและก็ตึงมากๆ แต่ปากมันก็จะยังคงแสวงหาเรื่อยไป สถานะของผมตอนนี้เมื่อกินจนพึงพอใจ ท้องจะป่องเหมือนผู้หญิงตั้งครรภ์ในระยะกลาง ถ้ายังไม่ยอมหยุดยั้งในความตามใจปาก มันอาจจะพัฒนาไปเป็นผู้หญิงตั้งครรภ์ในระยะท้องแก่ก็เป็นได้
3} ไม่เหมาะที่จะกินบุฟเฟ่ต์อย่างยิ่ง เพราะผมจะมีความโลภแบบขั้นสุดฉันใด ผมก็ย่อมต้องอิ่มแต่ไม่เอมแบบขั้นสุดฉันนั้น ซึ่งมีโอกาสสูงที่ร่างกายจะทนไม่ไหว จนอาจจะอาเจียนพุ่งกลางร้านอาหาร คือต่อหน้าสาธารณชนเลยนะครับ บอกเลยว่าผมไม่ได้พูดเว่อร์ โชคดีสุดๆที่วันนั้นผมฝืนอุดปากแน่นพอ ก็เลยพุ่งออกมาแค่ลมกับน้ำลาย... ใช่แล้วครับ วันนั้นผมกิน Sizzler จนกรดในกระเพาะไม่ยินดี ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาเสื้อผ้าผมได้เลอะเทอะแน่ๆ และก็เลอะเทอะยันโต๊ะอาหารอีกด้วย ถึงแม้ผมจะละทิ้งศีลธรรมไปแล้ว แต่ผมก็ยังมีความอับอายเหลืออยู่บ้าง และที่ตลกก็คือผมเพิ่งมาสำนึกได้ หลังจากที่เหตุการณ์ผ่านมาตั้งเกือบเดือน ความรู้สึกช้าเหมือนกันนะเนี่ยผมน่ะ
4} ถ้าอิ่มจนขึ้นถึงคอแบบตอนที่กิน Sizzler แน่นอนว่าถ้ายังยัดต่อเข้าไปอีก อาเจียนพุ่งแน่นอนแบบไม่ต้องสงสัย แต่ตอนนั้นผมรู้สึกทรมานมากๆที่กรดมันตีขึ้นอย่างรุนแรง ผมพยายามฝืนบังคับที่จะหลีกเลี่ยงการอาเจียน สีหน้าท่าทางผมคือทรมานเป็นชั่วโมงเลย ทั้งยังพยายามเบี่ยงเบนความพะอืดพะอมด้วยหมากฝรั่ง แต่สุดท้ายผมก็พ่ายแพ้ต่อกรดในกระเพาะ ครั้งแรกในรอบน่าจะ 17-18 ปี แต่ด้วยความโชคดีอย่างที่ผมว่าในข้อ 3 นั่นแหละ
5} ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยมากๆ เพราะสุดท้ายผมก็ต้องดื่มน้ำหวานเป็นการตบท้ายอยู่ดี ประเพณีดื่มน้ำพันธุ์นี้ผมต้องพูดตามตรงว่าผมยอมจำนน หลายคนอาจจะบอกว่าโปรตีนช่วยยับยั้งปัญหาได้ ใช่ครับ มันช่วยได้สำหรับคนที่มองว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่โปรตีนมันช่วยอะไรผมไม่ได้เลยสักนิด มีแต่จะทำให้คอแห้งปากแห้งอีกต่างหาก ผมน่ะมองว่าตัวเองเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ไปวันๆ
ปล. ถ้าใครคิดว่าผมกินโปรตีนไม่ถึง ผมขอพูดตรงนี้เลยนะครับ ผมรู้จักคำว่าสารอาหาร ผมรู้จักคำว่าแคลอรี่ ทฤษฎีโภชนาการผมรู้หมด ถึงมีเรื่องอะไรที่ผมยังไม่รู้ยังขาดตกไป ผมก็สามารถค้นหาในเน็ตได้ง่ายๆ ไม่มีความจำเป็นต้องถามใครเลยด้วยซ้ำ ผมเคยกินหมู 3 ชั้นในร้านชาบูราวๆหลักหมื่นแคลอรี่ ที่ผมไม่ได้ดื่มน้ำหวานตามทันที เพียงเพราะผมแค่กลัวอาเจียนพุ่งก็เท่านั้นเอง ไม่ได้ช่วยให้ผมไม่อยากดื่มเลยแม้แต่น้อย พอร่างกายมันย่อยได้สักระยะ มีเรอะที่ผมจะไม่กรอกของเหลวเคลือบน้ำตาลเข้าปาก ในเมื่อใจมันวางไว้แล้ว
✅️✅️✅️
เมื่อผมที่เป็นโค้กอ้วน (ใช่แล้ว ตอนนี้สถานะผมไม่สมส่วนแล้ว) ได้เจอกับตัวผมเองในมิติจากเอไอ ก็คือโค้กผอมนั่นเอง (ตามรูปโปรไฟล์ผมเลย)
โค้กอ้วน : นี่คุณคือตัวผมในอนาคตงั้นเหรอ
โค้กผอม : อนาคตคุณจะเป็นยังไงมันก็ไม่เกี่ยวกับผมหรอก ผมมันก็แค่เอไอเท่านั้น เอไอก็คือเอไอวันยันค่ำฉันใด ตัวจริงก็คือตัวจริงวันยันค่ำฉันนั้น และตัวจริงก็มีแต่คุณเพียงคนเดียว ไม่ใช่ผมหรือใครหน้าไหนแต่อย่างใด
โค้กอ้วน : คุณเห็นที่ผมเล่าไปด้านบนแล้วใช่ไหม
โค้กผอม : เห็นสิ นั่นแหละคือคำตอบที่ชัดเจน อนาคตคุณเองคุณก็รู้ดีนี่ว่ามันเกิดขึ้นเพราะใคร ผมหวังว่าคุณคงไม่คิดว่าเป็นเพราะผีห๋าซาตานหรอกนะ
โค้กอ้วน : ผมยอมรับว่าธรรมะแท้ไม่มีการปลอบใจ ถ้างั้นผมขอตั้งเป้าหมายลมๆแล้งๆอีกครั้งดีกว่า เอาจริงผมก็ไม่ได้แคร์ใครนอกจากตัวผมเองหรอก
โค้กผอม : คุณจะอดอาหารอีกงั้นเรอะ
โค้กอ้วน : ผมจะใช้เงินตัวเองซื้อแค่น้ำหวานเท่านั้น ถึงแม้นมจะมีความหนาแน่นในสารอาหาร แต่ผมก็ถือว่าเป็นน้ำหวานเหมือนกัน เพราะของเหลวมันไม่ได้อัดกระจุกในกระเพาะแบบของแข็ง ผมรู้ว่าแคลอรี่คือกุญแจสำคัญ แต่ผมก็ยังคงเชื่อว่ากุญแจไม่ได้มีแค่อันเดียว
โค้กผอม : ก็คือจะไม่กินของแข็งเลยใช่ไหม แต่คุณล้มเหลวกับแผนนี้มาแล้วนี่
โค้กอ้วน : ผมจะยอมกินของแข็งเฉพาะจากแม่เท่านั้น
โค้กผอม : แล้วถ้าแม่ซื้อมาเยอะล่ะ
โค้กอ้วน : ณ เวลานี้ให้ตายยังไงก็ไม่มีทางเยอะเท่ากับที่ผมซื้อเอง ซึ่งผมคิดไว้ว่าจะเลิกซื้อของแข็งตั้งแต่วันนี้แล้วล่ะ
โค้กผอม : แล้วคุณจะรู้สึกอึดอัดแบบว่าครึ่งๆกลางๆไหม เพราะโดยนิสัยคุณแล้ว... ไม่สิ ต้องเรียกว่าสันดานต่างหาก คือคุณจะชอบทำอะไรสุดโต่ง ถ้าไม่ซ้ายสุดก็ขวาสุดเลย นี่แหละคือความเป็นคุณที่ยากจะหลุดพ้น
โค้กอ้วน : ผมคิดว่าคงไม่ เพราะผมจะโฟกัสแค่ว่าผมไม่ใช้เงินตัวเองซื้อของแข็ง แค่นี้ก็ตัดปัญหาไปได้เยอะแล้ว ต่อให้น้ำหนักไม่ลดมันก็ไม่ควรขึ้นพรวดๆแบบตอนนี้หรอก
โค้กผอม : แล้วอาหารจากแม่ คุณจะเลือกไหมว่าต้องกินหรือไม่กินอะไร
โค้กอ้วน : ถ้าเป็นไปได้ผมจะไม่กินข้าว พวกแป้งอื่นๆผมอาจจะต้องยอมจำนน แต่ต่อให้ผมหลุดกินข้าว ผมก็ยังคงดำเนินเป้าหมายต่อไป ยังไม่ถือว่าเป็นการสิ้นสุด ตราบที่ผมยังไม่พลาดใช้เงินตัวเองซื้อของต้องห้าม แต่ถ้าไม่กินข้าวได้เลย ก็ย่อมเป็นอะไรที่น่าประทับใจกว่าอยู่แล้ว
โค้กผอม : คุณบอกว่าจะเริ่มเป้าหมายวันนี้เลยใช่ไหม
โค้กอ้วน : แม่นแล้วครับพี่น้อง 23/4/2026 ผมเชื่อว่าวิธีการนี้ง่ายที่สุดเท่าที่ผมคิดได้ และผมก็เชื่อว่าสามารถดำเนินได้ในระยะยาวนานเท่านาน ซึ่งวันนี้ผมก็ได้ไปซื้อเครื่องดื่มใน 7-11 มาแล้ว [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โค้กผอม : แล้วคุณจำกัดโควต้าจำนวนเครื่องดื่มต่อวันไหม
โค้กอ้วน : ไม่จำกัด ถ้าเกิดอยากจะซื้อสัก 20 ขวดภายในวันเดียว ผมก็จะเอาให้ได้เลย
โค้กผอม : แล้วแบบนี้มันจะหยุดยั้งความอ้วนได้เรอะ
โค้กอ้วน : ผมเชื่อว่าได้นะ เอาเป็นว่าของเหลวดีกว่าของแข็งก็แล้วกัน และอีกอย่างก็คือผมดื่ม 20 ขวดติดกันทุกวันไม่ไหวหรอก ผมก็แค่พูดติดตลกไปงั้นแหละ แต่ผมเชื่อว่าโดยภาพรวมแล้วประหยัดขึ้นเยอะเลย
โค้กผอม : ก็ยังถือว่าฟุ่มเฟือยอยู่นะถ้าเทียบกับคนทั่วไป
โค้กอ้วน : ผมไม่ได้มีปัญหาด้านฐานะ นี่ก็ถือว่าประหยัดสำหรับผมแล้ว ตราบที่ผมตายก่อนเงินหมดได้ มันก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไรทั้งนั้น ใครจะเผาบ้านผม ใครจะทำลายทรัพย์สินผมที่เหลืออยู่ ใครจะขับถ่ายรดรูปภาพผม ใครจะลบหลู่ผมมากมายสารพัด หรือแม้แต่ลบหลู่บุพการีผมก็ช่างปะไรสิ ถึงตอนนั้นผมที่เป็นซากศพไปแล้ว ผมก็ย่อมหาได้รับรู้เหตุการณ์ไม่
✅️✅️✅️
มาที่เรื่องประเภทเสียงกันบ้าง โดยทั่วไปแล้วการวัดประเภทเสียงที่ถูกต้อง มันควรต้องดูการขับร้องใช่ไหม แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักร้อง ในกรณีที่ไม่มีการบันทึกเสียงขับร้อง ผมถือว่าอนุโลมให้วัดได้ด้วยเสียงพูด ซึ่งผมก็พอจะจับจุดได้บ้างแหละ แต่แน่นอนว่าไม่ชัดเจนเท่าเสียงขับร้องอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่มีแม้กระทั่งการบันทึกเสียงพูด... จบข่าวสิครับ แยกย้าย!
ประเภทเสียงที่สูงกว่าเวลาใช้ Chest ในเสียงย่านสูงมักจะฟังดูอึดอัดกว่าประเภทเสียงที่ต่ำกว่า นี่คือสิ่งที่ผมตระหนักได้ตั้งแต่ 1-2 ปีที่แล้ว ผมมองว่า Chest ในเสียงย่านสูงมักจะเข้ากับเสียงที่มีน้ำหนักเยอะ ดั่งแม่ทัพในสมรภูมิยิ่งใหญ่ฉกาจฉกรรจ์... และก็น้ำหนักเยอะเหมือนกับที่ผมกินจนอ้วนขึ้นตอนนี้ (ออกทะเลแล้วโว้ย!) ดังนั้นเสียงผอมๆที่ใช้ Chest มันดูเหมือนการกระทำที่เกินกำพืด แต่คุณจะใช้ก็ได้ตราบที่ไม่ทำลายเส้นเสียง ผมต้องยอมรับว่า Soprano หลายคนก็ Belt ได้ดีอยู่แหละ แต่ยิ่งไทป์ต่ำลงไปมากเท่าไร ผมก็ยิ่งเห็นถึงความอลังการมากเท่านั้น ผมบอกเลยว่าผมไม่ได้คิดไปเอง จากสถิติที่ผมฟังมาแล้วเป็นร้อยๆหรืออาจจะเป็นพันๆคน Chest มักจะเอื้ออำนวยด้วยหลักการนี้จริงๆ ถามว่า Mezzo หรือ Tenor มีคนที่ Belt แล้วอึดอัดกว่า Soprano ไหม มันก็มีอยู่แหละ แต่สัดส่วนน้อยลงอย่างชัดเจน น้อยลงไปตามไทป์ที่ต่ำลง แต่ส่วนตัวผมยังไม่เคยเห็น Baritone หรือ Bass ที่ Belt แล้วอึดอัดเลย
เห็นผมสนใจศาสตร์การขับร้องขนาดนี้ แต่ผมก็รู้สึกว่าตัวเองอาจจะแปลกๆหน่อย แปลกในที่นี้ผมรู้ดีว่าไม่ได้แปลว่าวิเศษ (ดักทางพวกที่ชอบชอร์ตฟีลเพื่อหาแสงจากคนอื่น โดยเฉพาะจากผมซึ่งผมรู้สึกชังสุดๆ) เท่าที่จำความได้ผมไม่เคยมีความขัดใจเรื่องการพากย์เลย อย่างที่ผู้ชมบอกว่าเสียงคนนี้เข้าหรือไม่เข้ากับตัวละครตัวนี้ ความคิดอะไรทำนองนี้ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย คือผมมองว่าตัวละครจะมีเสียงยังไงก็ได้ เพราะในชีวิตจริงก็มีตั้งหลายคนที่เสียงอาจจะขัดกับรูปลักษณ์ ซึ่งผมก็เห็นอะไรแบบนี้มาทั้งชีวิตจนชิน และผมก็ได้มองข้ามอะไรแบบนี้ไป ตราบที่ไม่ได้คิดจะวิเคราะห์เสียงสไตล์งานอดิเรกผม เพราะสุดท้ายแล้วผมก็รู้อยู่เต็มอกว่าความจริงของจักรวาล เป็นเรื่องเหลวไหลยิ่งนักที่จะตัดสินเพียงแค่องค์ประกอบขี้ประติ๋ว
ใช่แล้ว ไอ้งานอดิเรกที่ผมทำมาตั้งหลายปีก็เช่นกัน ผมรู้ดีว่ามันไม่เคยมีแก่นสารที่แท้จริงหรอก ผมรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นดั่งภาพลวงตา สำหรับกรณีนี้ก็คงต้องเรียกว่าเสียงลวงหู แต่ผมก็แค่ยังไม่อยากรีบตาย ผมก็เลยหาอะไรทำแก้เซ็งไปวันๆ ผมยอมรับว่าผมแสดงละครให้กับศาสตร์บลาๆๆ และผมก็แสดงละครให้กับทุกๆคน บางครั้งก็แม้แต่แสดงให้กับตัวผมเองด้วย ซึ่งมันก็น่าสับสนกับโมเม้นต์เช่นนี้ยังไงอยู่นะ แต่ก็เอาเถอะ แสดงต่อไปเรื่อยๆไปงั้นๆ ชีวิตเรามันก็สั้นเพียงแค่นี้ ไม่มีเหตุผลไม่มีตรรกะบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นไร
สำหรับใครที่ชอบวิจารณ์อย่างรุนแรง อย่างเช่นดาราคนนั้นพากย์เสียงเหมือนหมา ทั้งๆที่จริงๆแล้วพากย์เป็นยอดมนุษย์ ผมก็พอเข้าใจได้แหละนะ ไม่ใช่เพราะเข้าใจว่าเสียงเขาเป็นยังไงหรอกนะ ซึ่งก็อย่างที่บอกไปในย่อหน้าที่ 3 แต่ผมน่ะเข้าใจว่าการพ่นก่นด่าในแต่ละคำ มันก็เป็นสัญชาตญาณตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องหาเหตุผลมาเข้าข้างตัวเองหรอก อย่างเช่นฉันเสียเงินเข้าโรงหนังไปแล้วนะ ดังนั้นฉันมีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ยังไงก็ได้ บลาๆๆ
ความจริงของธรรมชาติไม่เคยตัดสินคดีแบเบาะนี้ ต่อให้คุณดูหนังฟรีในเว็บเถื่อน มันก็ไม่ได้เป็นชนวนให้ฟ้ามาผ่าคุณหรอก ถ้าฟ้าจะผ่าคุณน่ะ มันก็เหตุผลเดียวกับอุกกาบาตถล่มโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อนโน่น ผมเองก็วิจารณ์เพื่อนเก่าผมเหมือนกันนั่นแหละ แต่ผมรู้สึกว่าสำเนียงการวิจารณ์ของผม ดูศิวิไลซ์กว่าใครหลายๆคนด้วยเหตุผลประการใด อันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ที่แน่ๆเลยก็คือผมไม่ได้แสวงหาเหตุผล มาเป็นเกราะกำบังไม่ว่าจะเป็นศาสตร์มนุษย์แบบใดก็ตาม ผมก็แค่ชังเพื่อนเก่าผมอย่างบริสุทธิ์ใจไม่ต้องมีพิธีรีตอง
และสุดท้าย สำหรับดาราคนดังกล่าว จริงๆผมไม่ถูกจริตเขาตั้งแต่ก่อนมีดราม่าเรื่องพากย์แล้วล่ะ แต่ผมไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลที่เรียกว่าสมควรหรือไม่สมควรหรอก เพราะจริงๆแล้วคนเรามันก็ขับเคลื่อนด้วยความพึงพอใจกับความขัดใจ มันก็มีเพียงแค่นี้ที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะยอมรับความนอกคอก ที่เป็นความแก่นแท้กันได้หรือเปล่า ผมไม่ถูกจริตเขาคนนั้นเพราะว่า ผมเกลียดภาษาอังกฤษ และผมก็ไม่ชอบคนไทยที่พูดอังกฤษ... แค่นี้แหละจบ