เข้าเรื่องเลยเนาะ…
วิธีการเอาตัวรอดของเรา เรียนรู้ถูกผิดจากประสบการณ์การอาศัยอยู่แคนาดาคนเดียว9ปี ฉบับไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่สะดวกยืมเงินคนอื่นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ 🇨🇦
1. ค่าโทรศัพท์ในแคนาดาสูงเกินเบอร์ แถมอินเตอร์เน็ตยังห่างชั้นกับเมืองไทยมากโข่ แรกเริ่มเราใช้แบบ prepaid จำได้ว่าตอนนั้นมันเริ่มที่ประมาณ $15-25ต่อเดือนคร่าวๆ ได้อินเตอร์เน็ตแค่ประมาณ 500MB โทรได้ 200-300นาที ส่งข้อความได้ฟรี เวลาที่เราออกไปข้างนอกเราใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อดู GPS หรือเวลาออกไปข้างนอกนั่งคาเฟ่หรือร้านอาหารเค้าก็จะมี Wi-Fi offer ทีนี้หลังจากนั้นเค้าก็จะเริ่ม Offer โปรที่มันแพงขึ้น โห่..คิดอีกทีตอนนี้ก็ตกหลุมพรางเค้าอยู่ เปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ เราตั้งระบบจ่ายอัตโนมัติก็จะได้ส่วนลดเพิ่มอีก5-10$ ตอนนี้เราจ่ายประมาณ 33 เหรียญต่อเดือน อินเทอร์เน็ต 45GB ความเร็วที่ 5G เพราะส่วนมากใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอยู่แล้วมี Wi-Fi ที่บ้านก็เลือกถูกที่สุดเหมือนกันจ่ายที่ประมาณ 48 เหรียญต่อเดือน ทำงานที่บ้านสามารถขอคืนภาษีค่าอินเตอร์เน็ต คิดมาตอนนี้เราอาจจะต้องลดค่าอินเตอร์เน็ตมือถือลงอีก…
2. ค่าอาหารไปซื้อที่ชอบที่ชอบ? Costco: ไข่ไก่ซื้อสองสามแพ็กเลยค่ะสำหรับสองวีคหรือสามวีคขึ้นไป เราก็จะมีพวก เนื้อ ปลา wonton บร็อกโคลี frozen หอมหัวใหญ่แครอทผักขม ของใช้ในบ้านแบบขนาดใหญ่family sizeไว้เลยโดยเฉพาะช่วงที่เค้าลดราคาอย่างเช่นน้ำยาล้างจานน้ำยาซักผ้าสบู่แชมพูครีมทาผิวเวลาที่เห็นอะไรลดเราก็ต้องตุนไว้ก่อนล่วงหน้า ร้านเอเชียน: ซอสต่างๆจากเมืองไทย หรือผักที่มันหาไม่ได้ในคอสโก้ ถั่วต่างๆ เราขี้เกียจไปซื้อของหลายที่ จ่ายประมาณ$300ต่อเดือนเราทานแค่สองมื้อเป็นการลดน้ำหนักไปด้วย ทานข้าวสวยน้อยลงมากบางทีก็สองสามวันต่ออาทิตย์ กินมื้อเที่ยงหนักแล้วก็มื้อเย็นเบา มื้อเช้าเป็นกาแฟหนึ่งแก้วจบ..
3. พวกครีมบำรุงผิว เราซื้อจากร้าน Korea storeบ้างของบางอย่าง และคนที่นี้จะชอบซื้อจาก shoppers drug mart คล้ายๆเซเว่น + watsonบ้านเราแต่จะแบบใหญ่กว่า ความแตกต่างคือเซเว่นมีอาหารให้เลือกเยอะแต่ช็อปเปอร์มีน้อยกว่า ถ้าครีมตัวไหนเภสัชกรจ่ายใบสังยาให้เราได้เราก็จะได้ส่วนลดจากประกันไม่ต้องจ่ายราคาเต็ม ส่วนครีมอื่นๆที่ช็อปเปอร์เค้ามีช่วงที่ลดราคา และราคาเต็ม เวลาที่เราซื้อของบางทีเราต้องรอให้มันลดอีกราคานึง ช่วงที่เค้าลดเราก็ซื้อตุนไว้สี่ถึงห้าเดือนพอของเริ่มน้อยลงก็ต้องเริ่มดูแล้วว่ามันเค้าจะลดอีกทีเมื่อไหร่ อันนี้เหมือนเป็นกลไกการตลาดของเค้า เค้าจะวางไว้แค่ ห้าชิ้นถึงหกชิ้นเท่านั้น เราไม่ควรซื้อราคาเต็มนะ มีแอฟสะสมคะแนนไว้แลกส่วนลดด้วย อีกร้านนึง dollars store คล้ายๆร้าน 10-20บาทบ้านเรา อย่างเช่นพวกของที่เอาไว้ทำความสะอาดบ้านถุงมือ เราจะไม่ซื้อของกินหรือครีมทาผิวจากที่นี่คุณภาพจะต่างกัน อะไรที่สำหรับใช้งานภายนอกเท่านั้น
4. เสื้อผ้ากระเป๋าต่างๆ ช้อปสนุกช้อปกระจาย ดูของจนเวียนหัว? I’ll shop until i drop ชอบไปดูของที่วินเนอร์มาแชลแบรนอเมริกาทั้งนั้น เพราะว่าเค้าจะมีของแบรนด์เนมมารวมกันปะปนในราคาที่ถูกกว่ามากอารมณ์แบบโละสต๊อกมาจากหลายปีก่อนจากมากมายหลายแบรนด์ บางทีเราก็โชคดีมีชัยได้ของที่เราชอบหรือตามมานาน มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย55 ของที่ดีหน่อยมาเร็วไปไหนเร็วไปไหนแล้วก็ไม่รู้ บางคนก็ทำเป็นอาชีพตามหาของที่มีคุณภาพนิยม เอาไปขายต่อในราคาที่แพงขึ้น ถ้าซื้อของแบรนด์เนมอื่นๆก็ซื้อจากห้าง retailได้เลยบางทีช่วงปลายปีก็จะจะมีลด 40% ถึง 50% หรือ 70% ซึ่งซื้อของช่วงคริสต์มาสจะสนุกที่สุด black Friday คนก็จะไปเดินห้างกันอย่างกับเดินประท้วง ส่วนตัวเราไม่ได้ติดว่าต้องเป็นแบรนด์เนมถ้าใช้งานได้คุ้มก็จะดีที่สุดถ้าเราชอบ ตอนนี้เราซื้อของน้อยลงมาก… เก็บเงินไปเที่ยวเมืองไทยมีความสุขที่สุด ❤️🇹🇭
5. ประหยัดจากการไม่ซื้อ เราไม่ชอบทานข้าวนอกบ้านถ้าคนที่เคยทำร้านอาหารในต่างประเทศจะเข้าใจว่าทำไม😁 เรารู้สึกว่าทำอาหารทานที่บ้านสบายใจกว่าประหยัดอร่อยถูกปาก พยายามปรุงอาหารให้มีรสชาติที่จืดที่สุด ถ้าไปนั่งคาเฟ่ก็ไปนั่งเพื่อเสพบรรยากาศ, เผือกเรื่องชาวบ้านดื่มกาแฟให้อร่อยเท่านั้น นั่งอ่านหนังสือ หรือว่านัดเจอเพื่อนร้านใหม่ๆ กรุบกริบพอเป็นพิธี… จะมีพิพิธภัณฑ์ห้องสมุดสถานที่รัฐบาลที่เปิดให้เข้าฟรีสวยงามเข้าไปดูได้เค้าไม่คิดตังค์แต่ก็บริจาคได้ ต้องดูว่าเค้ามีจัดกิจกรรมอะไร ถ้าคนเยอะเกินไป เราก็หลีกเลี่ยง สิ่งที่อะเมซิ่งที่สุดก็คือ ห้องสมุดในแคนาดา แน่นอนว่ายืมหนังสือฟรี เรามีแอปออนไลน์ดูหนังฟังเพลงฟรี มีบัตรยืมไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟรี เครื่องดนตรียืมฟรี มีคาสเรียนต่างๆฟรีและอีกมากมายกายกอง ห้องสมุดที่นี่มีแทบทุกเมืองมีเยอะมากเราว่าตรงนี้แหละเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในแคนาดา🇨🇦 อวยยศให้แล้วจ้า..
6. จากการทำงานของเราดูเอกสารธนาคารของลูกค้าทั่วประเทศแคนาดาจากทุกมุมเมือง อย่างแรกที่เราเห็นเลยคือคนใช้เงินเพื่อสนองความอยากแบบชั่วคราวอย่างเช่นอาหารเหล้ายาหรือการพนันก็เยอะเช่นกัน เว็บออนไลน์ บริการ Netflix นู่นนี่นั่นเยอะมาก เราเห็นเว็บต่างๆที่แบบว้าวมันมีแบบนี้ด้วยหรอ เราแบบ Oh My Goshhhh เราสามารถรู้นิสัยของคนๆนั้นจากการดูการเดินเงินของเขาทุกเดือนได้เลย ถ้าอยากรู้จักตัวเองมากขึ้นให้ลองดู stateเม้นท์ของตัวเองดูนะคะ เพราะมันเห็นภาพรวมใหญ่ๆ ว่าเงินของเราไหลไปไหน ช่วงหลังๆมาเราไม่สั่งอาหารจากแอปไม่ดื่มไม่ทานข้าวนอกบ้านเลย เพราะว่าทุกอย่างมันแพงหมด ที่นี่ถ้าเราตกงานเราต้องมีเงินเก็บที่จะดูแลตัวเองได้จนกว่าจะได้งานใหม่ จริงอยู่ว่าได้เงินประกันจากรัฐบาลประมาณ 65% ของเงินเดือนเก่ายังไงแล้วเราก็ต้องพยายามประคองตัวเอง เราต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น เราต้องมีเงินสำรองไว้ บางคนก็ได้เงินปุ๊บก็ออกหมดในวันนั้นเลย แต่ที่น่าเศร้าก็คือมันไม่ได้ออกไปกับสิ่งที่จำเป็น การที่อยู่คนเดียวที่นี่ทำให้เราเห็นเลยว่าเราเคยใช้เงินฟุ่มเฟือยมากกับเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ บอกตัวเองว่าคิดใหม่เงินทุกบาททุกสตางค์เราต้องใช้เค้าให้คุ้มค่าที่สุด… คิดแบบนี้นะคะเงินที่เราหามาแบบยากลำบากอย่ายอมเอาไปให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะอบายยมุขต่างๆอาหารที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกายหรืออะไรก็ตามแต่ ถ้าเราทำเองได้ ทำเองที่บ้าน เก็บเงินนั้นไว้ดูแลตัวเองไว้ซื้อบ้านซื้อลงทุนสิ่งที่เราต้องการในอนาคต ดูแลคนที่เรารัก อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ถ้าทำแบบนี้ได้คุณจะเห็นเงินคุณเพิ่มขึ้นทุกๆวัน เราว่าวินัยนี้เราฝึกกันได้เนอะ.. เงินก็คือพลังงานถ้าเราคิดว่ามันเป็นพลังงานที่ดีเราต้องรู้จักเก็บจักใช้แต่ถ้าให้ครอบครัวที่รักนี่ใจเราอ่อนทุกทีเลย😊❤️
7. หางานทำมากกว่าหนึ่งงานก็ดีเหมือนกันนะคะ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ สังคมใหม่ มันเคยมีช่วงนึงเราเคยทำงานพร้อมกัน 3-4 ในเวลาเดียวกัน แค่ช่วงเวลาสั้นๆ พอได้งานประจำเต็มเวลาเราก็สามารถที่จะออกมาทำงานเดียวไม่ต้องเครียดมาก หลักการหางานที่นี่ก็คือเตรียมเรซูเม่ให้พร้อม ทำเรซูเม่ที่ไหน? ที่ทำให้เราได้งาน? มี2ที่แนะนำ indeed, my perfect resume website เอาให้ Simple ที่สุด พยามเขียนแต่เนื้อไม่มีน้ำผสมมีไฟล์ในมือถือติดไว้ตลอดเวลา และปริ้นออกมาเป็นกระดาษเตรียมไว้ ถ้าสมมติว่าไปสมัครงานในห้างเดินเข้าไปคุยกับหัวหน้าแมนเนเจอร์ ยื่นเรซูเม่ให้เค้าได้เลย ทำให้เค้าเห็นว่าเราตั้งใจทำงานเรามีความสามารถทำงานได้ สมัครออนไลน์ด้วย หางานจากคอนเนชั่นด้วย บางทีแล้วโอกาสมันจะเข้ามาไม่ทันตั้งตัว แต่ว่าเราต้องเริ่มจากที่ไหนก่อนซักที่นึง แล้วแต่ว่าสายงานเราเกี่ยวกับอะไร หรือบางทีแล้วเสนอตัวไป volunteer ไม่ต้องรับค่าจ้างในสายงานนั้น พอเราเริ่มมีประสบการณ์เขียนลงไปในเรซูเม่ประสบการณ์ทำงานจะดูดีเรื่อยๆ ส่วนมากที่ทำงานที่เรา volunteer ทำกับเขาสักพักเค้าเสนองานเสนอเงินให้เรา มนุษย์เรามีความใจอ่อนเกรงใจเป็นธรรมดาอยู่แล้วถ้าเราทำงานดีทำงานเต็มที่ เพราะเราเคยทำแบบนี้มาแล้วมันก็ทำให้เราต่อยอดได้งานที่อื่นด้วย เราต้องเริ่มจากที่ใดที่หนึ่งถึงแม้จะไม่ได้เงินค่าจ้างแต่เราได้ประสบการณ์ แคนาดาชอบจ้างคนที่มีประสบการณ์ทำงานในแคนาดา hit the ground running ก็คือสามารถเริ่มทำงานได้เลยแบบไม่ต้องสอนงานมาก Mindset ก็คือ Take no for the answer babe.
8. ไม่กลัวที่จะตั้งคำถาม ถ้าเราอยากรู้อะไรถามเก็บข้อมูลให้เยอะที่สุดคนทั่วๆไปเค้าต้องการอธิบายให้ข้อมูลเราอยู่แล้ว อีกอย่างนึงก็คือ ทักษะการฟังสำคัญมาก มันจะมีข้อมูลที่มีมีค่าแอบซ่อนอยู่ที่เขาพูดออกมาจับใจความสำคัญให้ได้นำมาปรับใช้กับชีวิตเรา เป็นผู้ฟังที่ดีจะมีแต่คนอยากช่วยเหลือเรา ถ้าเราทะเลาะกับใครแล้วเราชนะ เราคือผู้คนแพ้ที่แท้จริง ในทุกการโต้แย้งกับใครเราฟังและไม่ต้องเป็นผู้ที่ชนะ ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมืนไทยแท้ อยู่ที่ไหนเราก็รอดไม่ว่าสถานการณ์จะดีจะร้ายแค่ไหนเราต้องมีความเป็นมืออาชีพ don’t take things personal บางทีคนอื่นที่เค้าอารมณ์เสียมันไม่ได้เกี่ยวกับเรามันมาจากภายในของเค้า เราต้องปล่อยผ่านทุกอารมณ์ของคนอื่น แล้วโฟกัสที่อารมณ์ของเราเท่านั้น เราก็เป็นมนุษย์คนนึงมีพื้นที่มีร่างกายมีพลังงานของเราอย่าปล่อยให้ใครล้ำเส้นเด็ดขาด ถ้าเค้าเห็นว่าเค้าทำได้เค้าจะ push เรื่อยๆ ออนนอกแข็งใน เราเป็นคนที่เฟรนลี่แต่พร้อมบวกทุกคน 😁 ไทยแลนด์ส่งเข้าประกวด 🙏🏼🇹🇭
เดี๋ยวมาเล่าต่อโพสต์หน้านะคะขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้… good day kaaa
เอาตัวรอดยังไงฉบับตัวคนเดียวในต่างแดน?
วิธีการเอาตัวรอดของเรา เรียนรู้ถูกผิดจากประสบการณ์การอาศัยอยู่แคนาดาคนเดียว9ปี ฉบับไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่สะดวกยืมเงินคนอื่นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ 🇨🇦
1. ค่าโทรศัพท์ในแคนาดาสูงเกินเบอร์ แถมอินเตอร์เน็ตยังห่างชั้นกับเมืองไทยมากโข่ แรกเริ่มเราใช้แบบ prepaid จำได้ว่าตอนนั้นมันเริ่มที่ประมาณ $15-25ต่อเดือนคร่าวๆ ได้อินเตอร์เน็ตแค่ประมาณ 500MB โทรได้ 200-300นาที ส่งข้อความได้ฟรี เวลาที่เราออกไปข้างนอกเราใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อดู GPS หรือเวลาออกไปข้างนอกนั่งคาเฟ่หรือร้านอาหารเค้าก็จะมี Wi-Fi offer ทีนี้หลังจากนั้นเค้าก็จะเริ่ม Offer โปรที่มันแพงขึ้น โห่..คิดอีกทีตอนนี้ก็ตกหลุมพรางเค้าอยู่ เปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆ เราตั้งระบบจ่ายอัตโนมัติก็จะได้ส่วนลดเพิ่มอีก5-10$ ตอนนี้เราจ่ายประมาณ 33 เหรียญต่อเดือน อินเทอร์เน็ต 45GB ความเร็วที่ 5G เพราะส่วนมากใช้ชีวิตอยู่ในบ้านอยู่แล้วมี Wi-Fi ที่บ้านก็เลือกถูกที่สุดเหมือนกันจ่ายที่ประมาณ 48 เหรียญต่อเดือน ทำงานที่บ้านสามารถขอคืนภาษีค่าอินเตอร์เน็ต คิดมาตอนนี้เราอาจจะต้องลดค่าอินเตอร์เน็ตมือถือลงอีก…
2. ค่าอาหารไปซื้อที่ชอบที่ชอบ? Costco: ไข่ไก่ซื้อสองสามแพ็กเลยค่ะสำหรับสองวีคหรือสามวีคขึ้นไป เราก็จะมีพวก เนื้อ ปลา wonton บร็อกโคลี frozen หอมหัวใหญ่แครอทผักขม ของใช้ในบ้านแบบขนาดใหญ่family sizeไว้เลยโดยเฉพาะช่วงที่เค้าลดราคาอย่างเช่นน้ำยาล้างจานน้ำยาซักผ้าสบู่แชมพูครีมทาผิวเวลาที่เห็นอะไรลดเราก็ต้องตุนไว้ก่อนล่วงหน้า ร้านเอเชียน: ซอสต่างๆจากเมืองไทย หรือผักที่มันหาไม่ได้ในคอสโก้ ถั่วต่างๆ เราขี้เกียจไปซื้อของหลายที่ จ่ายประมาณ$300ต่อเดือนเราทานแค่สองมื้อเป็นการลดน้ำหนักไปด้วย ทานข้าวสวยน้อยลงมากบางทีก็สองสามวันต่ออาทิตย์ กินมื้อเที่ยงหนักแล้วก็มื้อเย็นเบา มื้อเช้าเป็นกาแฟหนึ่งแก้วจบ..
3. พวกครีมบำรุงผิว เราซื้อจากร้าน Korea storeบ้างของบางอย่าง และคนที่นี้จะชอบซื้อจาก shoppers drug mart คล้ายๆเซเว่น + watsonบ้านเราแต่จะแบบใหญ่กว่า ความแตกต่างคือเซเว่นมีอาหารให้เลือกเยอะแต่ช็อปเปอร์มีน้อยกว่า ถ้าครีมตัวไหนเภสัชกรจ่ายใบสังยาให้เราได้เราก็จะได้ส่วนลดจากประกันไม่ต้องจ่ายราคาเต็ม ส่วนครีมอื่นๆที่ช็อปเปอร์เค้ามีช่วงที่ลดราคา และราคาเต็ม เวลาที่เราซื้อของบางทีเราต้องรอให้มันลดอีกราคานึง ช่วงที่เค้าลดเราก็ซื้อตุนไว้สี่ถึงห้าเดือนพอของเริ่มน้อยลงก็ต้องเริ่มดูแล้วว่ามันเค้าจะลดอีกทีเมื่อไหร่ อันนี้เหมือนเป็นกลไกการตลาดของเค้า เค้าจะวางไว้แค่ ห้าชิ้นถึงหกชิ้นเท่านั้น เราไม่ควรซื้อราคาเต็มนะ มีแอฟสะสมคะแนนไว้แลกส่วนลดด้วย อีกร้านนึง dollars store คล้ายๆร้าน 10-20บาทบ้านเรา อย่างเช่นพวกของที่เอาไว้ทำความสะอาดบ้านถุงมือ เราจะไม่ซื้อของกินหรือครีมทาผิวจากที่นี่คุณภาพจะต่างกัน อะไรที่สำหรับใช้งานภายนอกเท่านั้น
4. เสื้อผ้ากระเป๋าต่างๆ ช้อปสนุกช้อปกระจาย ดูของจนเวียนหัว? I’ll shop until i drop ชอบไปดูของที่วินเนอร์มาแชลแบรนอเมริกาทั้งนั้น เพราะว่าเค้าจะมีของแบรนด์เนมมารวมกันปะปนในราคาที่ถูกกว่ามากอารมณ์แบบโละสต๊อกมาจากหลายปีก่อนจากมากมายหลายแบรนด์ บางทีเราก็โชคดีมีชัยได้ของที่เราชอบหรือตามมานาน มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย55 ของที่ดีหน่อยมาเร็วไปไหนเร็วไปไหนแล้วก็ไม่รู้ บางคนก็ทำเป็นอาชีพตามหาของที่มีคุณภาพนิยม เอาไปขายต่อในราคาที่แพงขึ้น ถ้าซื้อของแบรนด์เนมอื่นๆก็ซื้อจากห้าง retailได้เลยบางทีช่วงปลายปีก็จะจะมีลด 40% ถึง 50% หรือ 70% ซึ่งซื้อของช่วงคริสต์มาสจะสนุกที่สุด black Friday คนก็จะไปเดินห้างกันอย่างกับเดินประท้วง ส่วนตัวเราไม่ได้ติดว่าต้องเป็นแบรนด์เนมถ้าใช้งานได้คุ้มก็จะดีที่สุดถ้าเราชอบ ตอนนี้เราซื้อของน้อยลงมาก… เก็บเงินไปเที่ยวเมืองไทยมีความสุขที่สุด ❤️🇹🇭
5. ประหยัดจากการไม่ซื้อ เราไม่ชอบทานข้าวนอกบ้านถ้าคนที่เคยทำร้านอาหารในต่างประเทศจะเข้าใจว่าทำไม😁 เรารู้สึกว่าทำอาหารทานที่บ้านสบายใจกว่าประหยัดอร่อยถูกปาก พยายามปรุงอาหารให้มีรสชาติที่จืดที่สุด ถ้าไปนั่งคาเฟ่ก็ไปนั่งเพื่อเสพบรรยากาศ, เผือกเรื่องชาวบ้านดื่มกาแฟให้อร่อยเท่านั้น นั่งอ่านหนังสือ หรือว่านัดเจอเพื่อนร้านใหม่ๆ กรุบกริบพอเป็นพิธี… จะมีพิพิธภัณฑ์ห้องสมุดสถานที่รัฐบาลที่เปิดให้เข้าฟรีสวยงามเข้าไปดูได้เค้าไม่คิดตังค์แต่ก็บริจาคได้ ต้องดูว่าเค้ามีจัดกิจกรรมอะไร ถ้าคนเยอะเกินไป เราก็หลีกเลี่ยง สิ่งที่อะเมซิ่งที่สุดก็คือ ห้องสมุดในแคนาดา แน่นอนว่ายืมหนังสือฟรี เรามีแอปออนไลน์ดูหนังฟังเพลงฟรี มีบัตรยืมไปเข้าชมพิพิธภัณฑ์ฟรี เครื่องดนตรียืมฟรี มีคาสเรียนต่างๆฟรีและอีกมากมายกายกอง ห้องสมุดที่นี่มีแทบทุกเมืองมีเยอะมากเราว่าตรงนี้แหละเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในแคนาดา🇨🇦 อวยยศให้แล้วจ้า..
6. จากการทำงานของเราดูเอกสารธนาคารของลูกค้าทั่วประเทศแคนาดาจากทุกมุมเมือง อย่างแรกที่เราเห็นเลยคือคนใช้เงินเพื่อสนองความอยากแบบชั่วคราวอย่างเช่นอาหารเหล้ายาหรือการพนันก็เยอะเช่นกัน เว็บออนไลน์ บริการ Netflix นู่นนี่นั่นเยอะมาก เราเห็นเว็บต่างๆที่แบบว้าวมันมีแบบนี้ด้วยหรอ เราแบบ Oh My Goshhhh เราสามารถรู้นิสัยของคนๆนั้นจากการดูการเดินเงินของเขาทุกเดือนได้เลย ถ้าอยากรู้จักตัวเองมากขึ้นให้ลองดู stateเม้นท์ของตัวเองดูนะคะ เพราะมันเห็นภาพรวมใหญ่ๆ ว่าเงินของเราไหลไปไหน ช่วงหลังๆมาเราไม่สั่งอาหารจากแอปไม่ดื่มไม่ทานข้าวนอกบ้านเลย เพราะว่าทุกอย่างมันแพงหมด ที่นี่ถ้าเราตกงานเราต้องมีเงินเก็บที่จะดูแลตัวเองได้จนกว่าจะได้งานใหม่ จริงอยู่ว่าได้เงินประกันจากรัฐบาลประมาณ 65% ของเงินเดือนเก่ายังไงแล้วเราก็ต้องพยายามประคองตัวเอง เราต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น เราต้องมีเงินสำรองไว้ บางคนก็ได้เงินปุ๊บก็ออกหมดในวันนั้นเลย แต่ที่น่าเศร้าก็คือมันไม่ได้ออกไปกับสิ่งที่จำเป็น การที่อยู่คนเดียวที่นี่ทำให้เราเห็นเลยว่าเราเคยใช้เงินฟุ่มเฟือยมากกับเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ บอกตัวเองว่าคิดใหม่เงินทุกบาททุกสตางค์เราต้องใช้เค้าให้คุ้มค่าที่สุด… คิดแบบนี้นะคะเงินที่เราหามาแบบยากลำบากอย่ายอมเอาไปให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะอบายยมุขต่างๆอาหารที่ไม่มีประโยชน์กับร่างกายหรืออะไรก็ตามแต่ ถ้าเราทำเองได้ ทำเองที่บ้าน เก็บเงินนั้นไว้ดูแลตัวเองไว้ซื้อบ้านซื้อลงทุนสิ่งที่เราต้องการในอนาคต ดูแลคนที่เรารัก อดเปรี้ยวไว้กินหวาน ถ้าทำแบบนี้ได้คุณจะเห็นเงินคุณเพิ่มขึ้นทุกๆวัน เราว่าวินัยนี้เราฝึกกันได้เนอะ.. เงินก็คือพลังงานถ้าเราคิดว่ามันเป็นพลังงานที่ดีเราต้องรู้จักเก็บจักใช้แต่ถ้าให้ครอบครัวที่รักนี่ใจเราอ่อนทุกทีเลย😊❤️
7. หางานทำมากกว่าหนึ่งงานก็ดีเหมือนกันนะคะ ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ สังคมใหม่ มันเคยมีช่วงนึงเราเคยทำงานพร้อมกัน 3-4 ในเวลาเดียวกัน แค่ช่วงเวลาสั้นๆ พอได้งานประจำเต็มเวลาเราก็สามารถที่จะออกมาทำงานเดียวไม่ต้องเครียดมาก หลักการหางานที่นี่ก็คือเตรียมเรซูเม่ให้พร้อม ทำเรซูเม่ที่ไหน? ที่ทำให้เราได้งาน? มี2ที่แนะนำ indeed, my perfect resume website เอาให้ Simple ที่สุด พยามเขียนแต่เนื้อไม่มีน้ำผสมมีไฟล์ในมือถือติดไว้ตลอดเวลา และปริ้นออกมาเป็นกระดาษเตรียมไว้ ถ้าสมมติว่าไปสมัครงานในห้างเดินเข้าไปคุยกับหัวหน้าแมนเนเจอร์ ยื่นเรซูเม่ให้เค้าได้เลย ทำให้เค้าเห็นว่าเราตั้งใจทำงานเรามีความสามารถทำงานได้ สมัครออนไลน์ด้วย หางานจากคอนเนชั่นด้วย บางทีแล้วโอกาสมันจะเข้ามาไม่ทันตั้งตัว แต่ว่าเราต้องเริ่มจากที่ไหนก่อนซักที่นึง แล้วแต่ว่าสายงานเราเกี่ยวกับอะไร หรือบางทีแล้วเสนอตัวไป volunteer ไม่ต้องรับค่าจ้างในสายงานนั้น พอเราเริ่มมีประสบการณ์เขียนลงไปในเรซูเม่ประสบการณ์ทำงานจะดูดีเรื่อยๆ ส่วนมากที่ทำงานที่เรา volunteer ทำกับเขาสักพักเค้าเสนองานเสนอเงินให้เรา มนุษย์เรามีความใจอ่อนเกรงใจเป็นธรรมดาอยู่แล้วถ้าเราทำงานดีทำงานเต็มที่ เพราะเราเคยทำแบบนี้มาแล้วมันก็ทำให้เราต่อยอดได้งานที่อื่นด้วย เราต้องเริ่มจากที่ใดที่หนึ่งถึงแม้จะไม่ได้เงินค่าจ้างแต่เราได้ประสบการณ์ แคนาดาชอบจ้างคนที่มีประสบการณ์ทำงานในแคนาดา hit the ground running ก็คือสามารถเริ่มทำงานได้เลยแบบไม่ต้องสอนงานมาก Mindset ก็คือ Take no for the answer babe.
8. ไม่กลัวที่จะตั้งคำถาม ถ้าเราอยากรู้อะไรถามเก็บข้อมูลให้เยอะที่สุดคนทั่วๆไปเค้าต้องการอธิบายให้ข้อมูลเราอยู่แล้ว อีกอย่างนึงก็คือ ทักษะการฟังสำคัญมาก มันจะมีข้อมูลที่มีมีค่าแอบซ่อนอยู่ที่เขาพูดออกมาจับใจความสำคัญให้ได้นำมาปรับใช้กับชีวิตเรา เป็นผู้ฟังที่ดีจะมีแต่คนอยากช่วยเหลือเรา ถ้าเราทะเลาะกับใครแล้วเราชนะ เราคือผู้คนแพ้ที่แท้จริง ในทุกการโต้แย้งกับใครเราฟังและไม่ต้องเป็นผู้ที่ชนะ ยิ้มแย้มแจ่มใสเหมืนไทยแท้ อยู่ที่ไหนเราก็รอดไม่ว่าสถานการณ์จะดีจะร้ายแค่ไหนเราต้องมีความเป็นมืออาชีพ don’t take things personal บางทีคนอื่นที่เค้าอารมณ์เสียมันไม่ได้เกี่ยวกับเรามันมาจากภายในของเค้า เราต้องปล่อยผ่านทุกอารมณ์ของคนอื่น แล้วโฟกัสที่อารมณ์ของเราเท่านั้น เราก็เป็นมนุษย์คนนึงมีพื้นที่มีร่างกายมีพลังงานของเราอย่าปล่อยให้ใครล้ำเส้นเด็ดขาด ถ้าเค้าเห็นว่าเค้าทำได้เค้าจะ push เรื่อยๆ ออนนอกแข็งใน เราเป็นคนที่เฟรนลี่แต่พร้อมบวกทุกคน 😁 ไทยแลนด์ส่งเข้าประกวด 🙏🏼🇹🇭
เดี๋ยวมาเล่าต่อโพสต์หน้านะคะขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้… good day kaaa