ภาพลักษณ์สหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลก กำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยยะสำคัญ
ข้อมูลจาก Munich Security Conference ชี้ว่า กลุ่มประเทศที่เคยเป็นพันธมิตรแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ
เริ่มหมดศรัทธาในความเป็นผู้นำโลกของอเมริกา นับแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งสมัย 2
แคนาดา เชื่อมั่นในสหรัฐฯ ลดลงถึง 52%
อิตาลี และแอฟริกาใต้ เชื่อมั่นลดลง 21%
ฝรั่งเศส ลดลง 17% ญี่ปุ่น ลดลง 16% ส่วนประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ เชื่อมั่นในอเมริกาลดลง 9%
ที่สำคัญนี่เป็นผลสำรวจในช่วงต้นปี 2026 ดังนั้น มีปัจจัยพิจารณาเพียงเรื่อง วาทกรรมกรีนแลนด์ และภาษีทรัมป์ เป็นหลักเท่านั้น
ยังไม่นับสงครามในตะวันออกกลาง ที่ปะทุขึ้นปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่บีบให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบไปตาม ๆ กัน
นั่นหมายความว่า หากสำรวจอีกครั้งในเวลานี้ ความเชื่อมั่นต่อสหรัฐฯ อาจลดต่ำกว่านี้ก็เป็นได้
หากมาดูผลสำรวจอีกฉบับของ Gallup จะพบว่า ดัชนีการยอมรับสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำโลก ลดลงช่วงปี 2025 ถึง 8% เหลือ 31%
อันที่จริง ช่วงเวลาที่กราฟความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ ร่วงหล่น เริ่มตั้งแต่ทรัมป์ ดำรงตำแหน่งสมัยแรก
ก่อนฟื้นคืนมาในสมัยไบเดน แล้วก็ร่วงลงหนักเมื่อทรัมป์ ดำรงตำแหน่งสมัย 2
กลับกันทุกครั้งที่ความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ ร่วงลง ประเทศที่ดัชนีทะยานขึ้น คือ สี จิ้นผิง ของประเทศจีน
ซึ่งปัจจุบัน บวกเพิ่มขึ้นมา 4% ทำให้แซงสหรัฐฯ ไปอยู่ที่ 36%
แต่จากชุดข้อมูล 2 ฉบับนี้ สะท้อนว่า ในระดับประชาคมโลก ภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ ก็เสียบัลลังก์ให้จีนไปแล้ว ส่วนในกลุ่มพันธมิตรชาตินาโต ความเชื่อมั่นในตัวทรัมป์ยิ่งลดต่ำ โดยเฉพาะเพื่อบ้านที่ใกล้ที่สุดของอเมริกา คือ แคนาดา เชื่อมั่นในสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก
แล้วในห้วงเวลาที่สหรัฐฯ ใช้วิธีกดดัน ข่มขู่ และแสนยานุภาพทางทหาร จีนเลือกใช้วิธีโอบอุ้ม เป็นภาวะผู้นำที่หนักแน่น และไม่เน้นวาทกรรม
แต่นี่ไม่ได้หมายความมว่า ระเบียบโลกใหม่ จะเปลี่ยนข้างไปหาจีน แต่ระเบียบโลกที่ต้องพึ่งพิงอเมริกาเพียงชาติเดียว
หรือเลือกข้างแบบ ฟากใดฟากหนึ่ง อาจเปลี่ยนไปเป็นการสร้างสมดุลอำนาจแบบพหุภาคีแทน
"ทรัมป์" ร่วงบัลลังก์ ผู้นำที่ประชาคมโลกศรัทธา "สี จิ้นผิง" จีนผงาดแซงหน้าพญาอินทรีย์