ประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนที่มีอุณหภูมิสูงเกือบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิอาจพุ่งสูงเกิน 40°C ได้อย่างง่ายดาย
ความร้อนที่สะสมในร่างกายไม่เพียงทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แต่ยังอาจนำไปสู่ภาวะรุนแรงที่เรียกว่า
“โรคลมแดด (Heat Stroke)” ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ และสามารถเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้นหากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันที
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
ร้อนแค่ไหนถึงอันตราย? รู้ทัน “Heat Stroke” ก่อนร่างกายพังไม่รู้ตัว
☀️
โรคลมแดด (Heat Stroke)
โรคลมแดด คือ ภาวะที่ร่างกาย
ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40°C
ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะ
ระบบประสาทส่วนกลาง
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลว และเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
หลายคนอาจสับสนกับ
“ภาวะเพลียแดด (Heat Exhaustion)”
ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของการเสียสมดุลจากความร้อน หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจพัฒนาเป็น Heat Stroke ได้

สาเหตุของโรคลมแดด
โรคลมแดดเกิดจาก
ความร้อนสะสมในร่างกายสูงเกินไป และระบายออกไม่ทัน โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่
1. สภาพแวดล้อม อากาศร้อนจัด + ความชื้นสูง
อยู่ในที่อับ อากาศไม่ถ่ายเท เช่น รถที่จอดตากแดด
ทำงานกลางแจ้งช่วงแดดแรง
2. พฤติกรรม
ออกกำลังกายหรือใช้แรงหนักกลางแดด
ดื่มน้ำน้อย สูญเสียเหงื่อมาก
ดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
3. ปัจจัยส่วนบุคคล
เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ
ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดัน
ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาต้านซึมเศร้า
โรคลมแดดมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง แบ่งเป็น
อาการเริ่มต้น
ปวดศีรษะ มึนงง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
ตัวร้อนจัด หน้าแดง เหงื่อออกน้อย หรือไม่ออก หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
อาการรุนแรง
ตัวแห้ง ไม่มีเหงื่อ เดินเซ กล้ามเนื้ออ่อนแรง
คลื่นไส้ อาเจียน ชัก หมดสติ
ความดันโลหิตต่ำ หายใจผิดปกติ
📌 หากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับการอยู่กลางแดด
ต้องสงสัยว่าเป็น Heat Stroke และรีบส่งโรงพยาบาลทันที
การวินิจฉัยและการรักษา
แพทย์จะวินิจฉัยจาก:
ประวัติการสัมผัสความร้อน
อุณหภูมิร่างกายมากกว่า 40°C
อาการทางระบบประสาท เช่น สับสน หมดสติ
ตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของอวัยวะ
แนวทางการรักษา
ลดอุณหภูมิร่างกายอย่างเร่งด่วน
ใช้น้ำเย็น / ผ้าชุบน้ำ / พัดลม
ให้สารน้ำทางหลอดเลือด (IV)
ดูแลภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ตับวาย
⏱️ การรักษาต้อง “เร็วที่สุด” เพราะหากอวัยวะเสียหายแล้ว อาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจเกิดภาวะรุนแรง เช่น
ไตวายเฉียบพลัน
ตับวาย
กล้ามเนื้อสลาย
เลือดออกผิดปกติ
เสียชีวิต
กลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตสูง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ถูกทิ้งไว้ในรถร้อน
🛡️ วิธีป้องกันโรคลมแดด
แม้โรคลมแดดจะอันตราย แต่สามารถป้องกันได้ง่าย ๆ ดังนี้
หลีกเลี่ยงแดดจัดช่วง
10.00 – 16.00 น.
สวมหมวก เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี
ดื่มน้ำอย่างน้อย 6–8 แก้ว/วัน (มากขึ้นเมื่อเหงื่อออก)
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
สังเกตร่างกาย หากเริ่มเวียนหัว ให้หยุดพักทันที
❗ ห้ามทิ้งเด็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถเด็ดขาด
ปรับร่างกายก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้ง (acclimatization)
ปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อสงสัยว่าเป็นลมแดด
หากพบผู้มีอาการเข้าข่าย ให้รีบช่วยเหลือทันที
พาเข้าที่ร่มหรือที่เย็น
ถอดเสื้อผ้า ลดความร้อน
ใช้น้ำเย็นเช็ดตัว / ราดน้ำ / เปิดพัดลม
หากยังรู้สึกตัว ให้จิบน้ำเย็น
❌ ห้ามให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล
📞 โทร
1669 เรียกรถพยาบาลทันที
อย่ามองข้าม “ลมแดด”โรคลมแดด (Heat Stroke) เป็นภัยเงียบในอากาศร้อนที่สามารถคร่าชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
สัญญาณสำคัญคือ
ตัวร้อนจัด ไม่มีเหงื่อ สับสน หรือหมดสติ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือ
👉 หลีกเลี่ยงความร้อน
👉 ดื่มน้ำให้เพียงพอ
👉 และสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย
เพราะในบางครั้ง… “แค่ไม่กี่นาทีในความร้อน” ก็อาจเปลี่ยนจากอาการธรรมดา กลายเป็นภาวะฉุกเฉินถึงชีวิตได้ทันที
ร้อนแค่ไหนถึงอันตราย? รู้ทัน “Heat Stroke” ก่อนร่างกายพังไม่รู้ตัว
ความร้อนที่สะสมในร่างกายไม่เพียงทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แต่ยังอาจนำไปสู่ภาวะรุนแรงที่เรียกว่า “โรคลมแดด (Heat Stroke)” ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ และสามารถเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้นหากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันที
วันนี้พี่หมอฝั่งธน..จะมาให้ความรู้
☀️ โรคลมแดด (Heat Stroke)
โรคลมแดด คือ ภาวะที่ร่างกาย ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในได้ ทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40°C
ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะ ระบบประสาทส่วนกลาง
หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลว และเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
หลายคนอาจสับสนกับ “ภาวะเพลียแดด (Heat Exhaustion)”
ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของการเสียสมดุลจากความร้อน หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล อาจพัฒนาเป็น Heat Stroke ได้
โรคลมแดดเกิดจาก ความร้อนสะสมในร่างกายสูงเกินไป และระบายออกไม่ทัน โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่
1. สภาพแวดล้อม อากาศร้อนจัด + ความชื้นสูง
อยู่ในที่อับ อากาศไม่ถ่ายเท เช่น รถที่จอดตากแดด
ทำงานกลางแจ้งช่วงแดดแรง
2. พฤติกรรม
ออกกำลังกายหรือใช้แรงหนักกลางแดด
ดื่มน้ำน้อย สูญเสียเหงื่อมาก
ดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
3. ปัจจัยส่วนบุคคล
เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ
ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดัน
ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาต้านซึมเศร้า
อาการเริ่มต้น
ปวดศีรษะ มึนงง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
ตัวร้อนจัด หน้าแดง เหงื่อออกน้อย หรือไม่ออก หัวใจเต้นเร็ว หายใจเร็ว
อาการรุนแรง
ตัวแห้ง ไม่มีเหงื่อ เดินเซ กล้ามเนื้ออ่อนแรง
คลื่นไส้ อาเจียน ชัก หมดสติ
ความดันโลหิตต่ำ หายใจผิดปกติ
📌 หากพบอาการเหล่านี้ร่วมกับการอยู่กลางแดด ต้องสงสัยว่าเป็น Heat Stroke และรีบส่งโรงพยาบาลทันที
การวินิจฉัยและการรักษา
แพทย์จะวินิจฉัยจาก:
ประวัติการสัมผัสความร้อน
อุณหภูมิร่างกายมากกว่า 40°C
อาการทางระบบประสาท เช่น สับสน หมดสติ
ตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของอวัยวะ
แนวทางการรักษา
ลดอุณหภูมิร่างกายอย่างเร่งด่วน
ใช้น้ำเย็น / ผ้าชุบน้ำ / พัดลม
ให้สารน้ำทางหลอดเลือด (IV)
ดูแลภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ตับวาย
⏱️ การรักษาต้อง “เร็วที่สุด” เพราะหากอวัยวะเสียหายแล้ว อาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที อาจเกิดภาวะรุนแรง เช่น
ไตวายเฉียบพลัน
ตับวาย
กล้ามเนื้อสลาย
เลือดออกผิดปกติ
เสียชีวิต
กลุ่มเสี่ยงเสียชีวิตสูง ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ถูกทิ้งไว้ในรถร้อน
🛡️ วิธีป้องกันโรคลมแดด
แม้โรคลมแดดจะอันตราย แต่สามารถป้องกันได้ง่าย ๆ ดังนี้
หลีกเลี่ยงแดดจัดช่วง 10.00 – 16.00 น.
สวมหมวก เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี
ดื่มน้ำอย่างน้อย 6–8 แก้ว/วัน (มากขึ้นเมื่อเหงื่อออก)
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์และคาเฟอีน
สังเกตร่างกาย หากเริ่มเวียนหัว ให้หยุดพักทันที
❗ ห้ามทิ้งเด็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถเด็ดขาด
ปรับร่างกายก่อนทำกิจกรรมกลางแจ้ง (acclimatization)
หากพบผู้มีอาการเข้าข่าย ให้รีบช่วยเหลือทันที
พาเข้าที่ร่มหรือที่เย็น
ถอดเสื้อผ้า ลดความร้อน
ใช้น้ำเย็นเช็ดตัว / ราดน้ำ / เปิดพัดลม
หากยังรู้สึกตัว ให้จิบน้ำเย็น
❌ ห้ามให้ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล
📞 โทร 1669 เรียกรถพยาบาลทันที
อย่ามองข้าม “ลมแดด”โรคลมแดด (Heat Stroke) เป็นภัยเงียบในอากาศร้อนที่สามารถคร่าชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
สัญญาณสำคัญคือ ตัวร้อนจัด ไม่มีเหงื่อ สับสน หรือหมดสติ
การป้องกันที่ดีที่สุดคือ
👉 หลีกเลี่ยงความร้อน
👉 ดื่มน้ำให้เพียงพอ
👉 และสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย
เพราะในบางครั้ง… “แค่ไม่กี่นาทีในความร้อน” ก็อาจเปลี่ยนจากอาการธรรมดา กลายเป็นภาวะฉุกเฉินถึงชีวิตได้ทันที