มีเรื่องที่ฝังใจตอนอายุ 23 ตอนนั้นเป็นทหารเกณฑ์ได้ 1 ปี เป็นช่วงที่ได้ลากลับบ้านมา 10 วัน แต่ยายที่บ้านป่วยไม่สบาย หยุดงานอยู่บ้าน ขอเรียกยายว่า “แม่” ละกัน เพราะยายเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก
พอลากลับมาอยู่บ้านก็ได้มาดูแลแม่ เขาก็มีอาการไข้ทั่วไป เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เลยไปซื้อข้าวต้มกับผัดไข่ใส่ไชโป๊มาให้เขากิน เขาก็นอนพักผ่อนปกติ
ตกดึกคืนนั้น แม่มีอาการหายใจไม่ค่อยออก เราก็ลงจากห้องมาดู ถามเขาว่า “แม่ไปโรงพยาบาลไหม” แม่ก้มหัวตอบว่าไป แต่ไม่ได้พูดออกเสียง และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกับเขา เพราะเขาสลบไปแล้วหยุดหายใจ
คนในบ้านก็ทำอะไรไม่ถูก เราก็หาเบอร์โทรเรียกรถโรงพยาบาลไม่ถูก สุดท้ายรีบคิด รีบขับมอเตอร์ไซค์ออกไปขอความช่วยเหลือ ความที่มันดึกมากแล้ว ในซอยปิดบ้านกันหมด เราก็ขับไปเรื่อย ๆ โชคดีเจอรุ่นพี่คนหนึ่ง เขายังไม่นอน กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าบ้าน เราเลยไปขอความช่วยเหลือ ขอให้เขาพาแม่เราไปโรงพยาบาลหน่อย
พี่เขาก็รีบขับรถกระบะมาหน้าซอยเข้ามาบ้าน เรากับตาก็รีบอุ้มแม่ คนละข้างหัวท้าย ต้องช่วยกันเพราะตัวแม่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก อุ้มมาถึงกลางซอยเริ่มจะหมดแรง แต่ก็มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งใจดี เข้ามาช่วยอุ้มแม่ไปขึ้นรถกระบะ พี่คนนั้นตัวใหญ่แรงเยอะมาก
จากนั้นรุ่นพี่เราก็รีบขับรถกระบะไปอย่างเร็ว ฝ่าทุกไฟแดง ระหว่างทางตาก็ปั๊มหัวใจให้แม่อยู่ในรถ
พอไปถึงโรงพยาบาลห้องฉุกเฉิน หมอกับทีมแพทย์ก็ช่วยกันเต็มที่ ปั๊มหัวใจ ให้ยา จนกลับมาหายใจได้ แต่หมอบอกว่าแม่ขาดอากาศนานเกินไป ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน
หมอบอกว่าต่อให้ยื้อแม่กลับมาได้ ก็ต้องนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา หมอบอกว่าให้ทำใจ และปล่อยให้แม่ไปสบายเถอะ เพราะอาการแย่มากแล้ว แต่หมอไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ ต้องให้ญาติเป็นคนตัดสินใจว่าจะให้หยุดทำการกู้ชีพหรือไม่ ก่อนที่แม่จะทรมานไปมากกว่านี้
ในตอนนั้นเรานิ่งมาก หันหน้าไปมองพี่สาวก็เอาแต่ร้องไห้ ถามตา ตาก็ไม่กล้าตัดสินใจ เราเลยโทรไปหาแม่แท้ ๆ ที่กำลังนั่งรถมาจากต่างจังหวัด แม่เราก็ไม่กล้าตัดสินใจ แต่สุดท้ายทุกคนก็ลงความเห็นตรงกันว่าไม่อยากให้แม่ทรมาน
สุดท้ายเราทำใจอยู่นาน มองบุรุษพยาบาลกำลังช่วยปั๊มหัวใจแม่อยู่ในห้องฉุกเฉิน เราต้องเป็นคนให้คำตอบหมอว่าให้หยุดทำการกู้ชีพ
หลังจากเราพูดบอก ทุกคนในห้องก็หยุดทำการกู้ชีพ ตอนนั้นเราเสียใจมาก แขนขาอ่อน ไม่มีแรงเลย
ทุกคนในครอบครัวบอกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว บอกว่าเราเข้มแข็งมากแล้วที่เป็นคนตัดสินใจแทนทุกคนในบ้าน แต่สำหรับเรา มันเหมือนเป็นตราบาปติดตัวไปจนตาย ความรู้สึกมันเหมือนเราบอกให้แม่ตัวเองตายยังไงไม่รู้
เราโทษตัวเองมาตลอด แม้ว่ามันจะผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่เราก็ยังไม่เคยลืมภาพเหตุการณ์ในวันนั้น มันจำได้หมดตั้งแต่วินาทีแรกที่แม่ยังมีชีวิต จนถึงลมหายใจสุดท้าย
สิ่งที่เราแค้นใจมากที่สุดคือตอนนั้นเราเป็นทหาร เราถูกสอนและฝึกการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การทำ CPR มาตลอด แต่พอถึงเวลาจริง เรากลับลืมวิธีนี้ เพราะตอนนั้นยอมรับว่าช็อก สติหลุดไปชั่วขณะ คิดแค่อย่างเดียวว่าต้องหาทางพาแม่ไปให้ถึงมือหมอให้ได้เร็วที่สุด
ถ้าย้อนเวลาได้ เราอยากจะลองทำ CPR ก่อน ตอนที่แม่เริ่มหยุดหายใจ เพราะสาเหตุหลักในการเสียชีวิตก็มาจากสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป บวกกับแม่ป่วยไม่สบาย และมีโรคความดัน
หมอวินิจฉัยออกมาว่าเป็นไตวายเฉียบพลัน
เรื่องนี้มันอยู่ในใจเรามาตลอด ไม่เคยลืม เราสงสารแม่ด้วยว่า เรายังไม่มีโอกาสได้ทดแทนบุญคุณแม่เลย แม่ทำงานเหนื่อยมาตลอด ไม่สบายก็ไม่ค่อยยอมบอกใคร
หวังว่าเรื่องราวของผมที่ได้แชร์ออกไป อาจจะช่วยเตือนสติใครได้บ้างนะครับ ว่าให้มีสติเมื่อเรื่องไม่คาดฝันอาจจะเกิดขึ้นกับคนไกล้ตัวเราได้ทุกเมื่อ การวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้ายังไงก็ดีกว่ามายืนคิดตรงนั้นครับ
ตราบาปที่เราโทษตัวเองมาตลอด10ปี
พอลากลับมาอยู่บ้านก็ได้มาดูแลแม่ เขาก็มีอาการไข้ทั่วไป เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็เลยไปซื้อข้าวต้มกับผัดไข่ใส่ไชโป๊มาให้เขากิน เขาก็นอนพักผ่อนปกติ
ตกดึกคืนนั้น แม่มีอาการหายใจไม่ค่อยออก เราก็ลงจากห้องมาดู ถามเขาว่า “แม่ไปโรงพยาบาลไหม” แม่ก้มหัวตอบว่าไป แต่ไม่ได้พูดออกเสียง และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกับเขา เพราะเขาสลบไปแล้วหยุดหายใจ
คนในบ้านก็ทำอะไรไม่ถูก เราก็หาเบอร์โทรเรียกรถโรงพยาบาลไม่ถูก สุดท้ายรีบคิด รีบขับมอเตอร์ไซค์ออกไปขอความช่วยเหลือ ความที่มันดึกมากแล้ว ในซอยปิดบ้านกันหมด เราก็ขับไปเรื่อย ๆ โชคดีเจอรุ่นพี่คนหนึ่ง เขายังไม่นอน กำลังนั่งทำงานอยู่หน้าบ้าน เราเลยไปขอความช่วยเหลือ ขอให้เขาพาแม่เราไปโรงพยาบาลหน่อย
พี่เขาก็รีบขับรถกระบะมาหน้าซอยเข้ามาบ้าน เรากับตาก็รีบอุ้มแม่ คนละข้างหัวท้าย ต้องช่วยกันเพราะตัวแม่มีน้ำหนักค่อนข้างมาก อุ้มมาถึงกลางซอยเริ่มจะหมดแรง แต่ก็มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งใจดี เข้ามาช่วยอุ้มแม่ไปขึ้นรถกระบะ พี่คนนั้นตัวใหญ่แรงเยอะมาก
จากนั้นรุ่นพี่เราก็รีบขับรถกระบะไปอย่างเร็ว ฝ่าทุกไฟแดง ระหว่างทางตาก็ปั๊มหัวใจให้แม่อยู่ในรถ
พอไปถึงโรงพยาบาลห้องฉุกเฉิน หมอกับทีมแพทย์ก็ช่วยกันเต็มที่ ปั๊มหัวใจ ให้ยา จนกลับมาหายใจได้ แต่หมอบอกว่าแม่ขาดอากาศนานเกินไป ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน
หมอบอกว่าต่อให้ยื้อแม่กลับมาได้ ก็ต้องนอนเป็นเจ้าหญิงนิทรา หมอบอกว่าให้ทำใจ และปล่อยให้แม่ไปสบายเถอะ เพราะอาการแย่มากแล้ว แต่หมอไม่สามารถตัดสินใจแทนได้ ต้องให้ญาติเป็นคนตัดสินใจว่าจะให้หยุดทำการกู้ชีพหรือไม่ ก่อนที่แม่จะทรมานไปมากกว่านี้
ในตอนนั้นเรานิ่งมาก หันหน้าไปมองพี่สาวก็เอาแต่ร้องไห้ ถามตา ตาก็ไม่กล้าตัดสินใจ เราเลยโทรไปหาแม่แท้ ๆ ที่กำลังนั่งรถมาจากต่างจังหวัด แม่เราก็ไม่กล้าตัดสินใจ แต่สุดท้ายทุกคนก็ลงความเห็นตรงกันว่าไม่อยากให้แม่ทรมาน
สุดท้ายเราทำใจอยู่นาน มองบุรุษพยาบาลกำลังช่วยปั๊มหัวใจแม่อยู่ในห้องฉุกเฉิน เราต้องเป็นคนให้คำตอบหมอว่าให้หยุดทำการกู้ชีพ
หลังจากเราพูดบอก ทุกคนในห้องก็หยุดทำการกู้ชีพ ตอนนั้นเราเสียใจมาก แขนขาอ่อน ไม่มีแรงเลย
ทุกคนในครอบครัวบอกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว บอกว่าเราเข้มแข็งมากแล้วที่เป็นคนตัดสินใจแทนทุกคนในบ้าน แต่สำหรับเรา มันเหมือนเป็นตราบาปติดตัวไปจนตาย ความรู้สึกมันเหมือนเราบอกให้แม่ตัวเองตายยังไงไม่รู้
เราโทษตัวเองมาตลอด แม้ว่ามันจะผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่เราก็ยังไม่เคยลืมภาพเหตุการณ์ในวันนั้น มันจำได้หมดตั้งแต่วินาทีแรกที่แม่ยังมีชีวิต จนถึงลมหายใจสุดท้าย
สิ่งที่เราแค้นใจมากที่สุดคือตอนนั้นเราเป็นทหาร เราถูกสอนและฝึกการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การทำ CPR มาตลอด แต่พอถึงเวลาจริง เรากลับลืมวิธีนี้ เพราะตอนนั้นยอมรับว่าช็อก สติหลุดไปชั่วขณะ คิดแค่อย่างเดียวว่าต้องหาทางพาแม่ไปให้ถึงมือหมอให้ได้เร็วที่สุด
ถ้าย้อนเวลาได้ เราอยากจะลองทำ CPR ก่อน ตอนที่แม่เริ่มหยุดหายใจ เพราะสาเหตุหลักในการเสียชีวิตก็มาจากสมองขาดออกซิเจนนานเกินไป บวกกับแม่ป่วยไม่สบาย และมีโรคความดัน
หมอวินิจฉัยออกมาว่าเป็นไตวายเฉียบพลัน
เรื่องนี้มันอยู่ในใจเรามาตลอด ไม่เคยลืม เราสงสารแม่ด้วยว่า เรายังไม่มีโอกาสได้ทดแทนบุญคุณแม่เลย แม่ทำงานเหนื่อยมาตลอด ไม่สบายก็ไม่ค่อยยอมบอกใคร
หวังว่าเรื่องราวของผมที่ได้แชร์ออกไป อาจจะช่วยเตือนสติใครได้บ้างนะครับ ว่าให้มีสติเมื่อเรื่องไม่คาดฝันอาจจะเกิดขึ้นกับคนไกล้ตัวเราได้ทุกเมื่อ การวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้ายังไงก็ดีกว่ามายืนคิดตรงนั้นครับ