กลุ่มปลาที่เเพงที่สุดในไทย

กระทู้สนทนา
กลุ่มปลาที่แพงที่สุดในไทย โดยทั่วไปแบ่งตามประเภทหลัก ๆ ได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ ปลาทะเล และ ปลาน้ำจืด ราคาจะขึ้นอยู่กับความหายาก การเพาะเลี้ยงยาก รสชาติเนื้อ และความต้องการจากร้านอาหารพรีเมียมหรือส่งออกต่างประเทศ (ราคาอาจผันผวนตามฤดูกาลและขนาดตัว)
1. ปลาทะเลที่แพงที่สุด: ปลาเก๋าหนู (หรือ ปลากะรังหงส์ / ปลากะรังหน้างอน)

ชื่อวิทยาศาสตร์: Cromileptes altivelis
ลักษณะ: รูปร่างน่ารัก ลำตัวสีขาวมีจุดดำ ปลายปากเชิดงอนเล็กน้อย ว่ายน้ำช้า ๆ มักพบในถ้ำหรือหลืบหินแนวปะการัง
ราคาโดยประมาณ:
ในไทย: 1,500–5,000 บาทต่อกิโลกรัม (ขนาดตัวประมาณ 800–1,200 กรัม)
ส่งออก (ฮ่องกง/มาเก๊า): สูงถึงหลักหมื่นบาทต่อกิโลกรัม

เหตุผลที่แพง: หายากมาก รสชาติเนื้อหวาน นุ่ม คล้ายเนื้อปู เหมาะกับเมนูพรีเมียมในร้านอาหารระดับสูง
มักถูกยกให้เป็นหนึ่งในปลาทะเลราคาแพงสุดในไทย

2. ปลาน้ำจืดที่แพงที่สุด: ปลาพลวงชมพู (หรือ ปลากือเลาะห์)

ลักษณะ: ปลาน้ำจืดหายาก ประจำถิ่นภาคใต้ (เช่น ยะลา ป่าฮาลา-บาลา) เนื้อแน่น รสชาติหวานอร่อย กินได้ทั้งเกล็ด เพาะเลี้ยงยาก เติบโตช้า
ราคาโดยประมาณ:
ขนาดกลาง: 1,500–3,500 บาทต่อกิโลกรัม
ตัวใหญ่ (2–3 กก. ขึ้นไป): สูงถึง 7,000 บาทต่อกิโลกรัม (หรือสูงกว่าเมื่อส่งออกมาเลเซีย/ไต้หวัน)

มักถูกเรียกว่า “ราชาปลาน้ำจืด” หรือแพงที่สุดในอาเซียนสำหรับปลาน้ำจืดกินได้
ปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นสินค้า GI และเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน

กลุ่มปลาอื่น ๆ ที่ราคาสูงตามมา (ทั้งน้ำจืดและทะเล)

ปลาน้ำจืด: ปลากดคัง ปลาค้าว ปลาเวียน ปลาพลวงธรรมดา (ตัวใหญ่จากธรรมชาติ) หรือปลาชนิดหายากอื่น ๆ ในลุ่มน้ำโขง/เจ้าพระยา ราคาตัวใหญ่จากธรรมชาติอาจสูงมากเพราะเนื้อดีและหายาก
ปลาทะเล: ปลาเก๋าบางชนิดอื่น ๆ หรือปลาที่มีเนื้อพรีเมียมคล้ายกัน แต่ปลาเก๋าหนูยังครองตำแหน่งท็อป
ปลาสวยงาม (ไม่ใช่กิน): ปลากัดไทยสายพันธุ์พิเศษ (เช่น ลายธงชาติ) หรือปลาเทวดา/ปลาอื่น ๆ ในตลาดตู้ปลา ราคาตัวละหลายหมื่นถึงแสนบาท แต่ไม่ใช่กลุ่ม “กิน”

หมายเหตุ: ราคาเหล่านี้เป็นข้อมูลล่าสุด (ปี 2025–2026) และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามตลาด หากเป็นปลาจากธรรมชาติยิ่งหายากราคายิ่งสูง ส่วนปลาเลี้ยงราคาจะต่ำกว่าแต่คุณภาพอาจต่างกัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่