ทรัมป์เจอ ‘ภาษีย้อนศร’ ศาลสั่งคืน ‘5 ล้านล้านบาท’ ดอกเบี้ยพุ่งวันละ 750 ล้าน บทเรียนแพงของนโยบายศก.
มาตรการภาษีที่เคยถูกเป็นอาวุธ กลับกลายเป็น ‘ภาระย้อนศร’ ครั้งใหญ่ของสหรัฐ เมื่อศาลตัดสินว่า ‘ผิดรัฐธรรมนูญ’ สั่งให้คืนเงินมหาศาลกว่า 5.4 ล้านล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยเพิ่มวันละ 750 ล้านบาท หากเลื่อนคืนเงิน
เกือบหนึ่งปีแล้วหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษี “ตอบโต้แบบเท่าเทียม” กับหลายประเทศทั่วโลก ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐกำลังเร่งจัดทำระบบเพื่อ “คืนเงินภาษี” มูลค่าสูงถึง 166,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.4 ล้านล้านบาท หลังศาลตัดสินว่า การเก็บภาษีดังกล่าว “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”
ในขณะนี้ รัฐบาลกำลังพัฒนาระบบใหม่ภายใต้ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ สามารถดำเนินการขอคืนเงินได้ครบวงจร ตั้งแต่ยื่นคำขอจนถึงรับเงิน โดยตั้งเป้าให้ระบบเริ่มใช้งานได้ภายใน “ปลายเดือนเมษายน”
บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องเปิดบัญชีเฉพาะสำหรับรับเงินคืน รวมถึงบัญชีธนาคารสำหรับโอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันจากบริษัทที่มีสิทธิ 330,000 ราย มีเพียง 26,000 รายเท่านั้นที่เตรียมตัวพร้อม ซึ่งหากไม่ดำเนินการ จะไม่สามารถรับเงินคืนได้
แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่บริษัท 26,000 รายนี้คิดเป็นเกือบ 80% ของมูลค่าสินค้านำเข้าที่มีสิทธิขอคืนภาษี
สำหรับกระบวนการคืนเงิน ต้องประมวลผลข้อมูลเอกสารศุลกากรกว่า 1.6 พันล้านรายการ เทียบเท่างานแรงงานกว่า 4.43 ล้านชั่วโมง
ในอดีต แม้เป็นกรณีคืนภาษีที่มีมูลค่าน้อยกว่า ก็ยังใช้เวลา “นานถึง 7 ปี” กว่าจะดำเนินการเสร็จทั้งหมด ทำให้กรณีนี้แทบเป็นไปไม่ได้หากไม่มีระบบเฉพาะรองรับ
ในระหว่างนี้ บริษัทต้องกลับไปตรวจสอบธุรกรรมที่เคยจ่ายภาษี เมื่อระบบเสร็จแล้ว เพียงอัปโหลดรายการสินค้า ระบบจะคำนวณเงินคืนให้โดยอัตโนมัติ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่า อาจเลื่อนการคืนเงิน แต่สถาบัน Cato Institute ประเมินว่า รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ย “เพิ่มวันละ 23 ล้านดอลลาร์” (ราววันละ 750 ล้านบาท) หากยังไม่คืนเงิน
ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดในอัตรา 4.5%–6% ต่อปี และหากเลื่อนออกไปจนจบวาระ 4 ปี ดอกเบี้ยรวมอาจพุ่งถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ เทียบเท่างบประมาณทั้งปีของ NASA
ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐสาขา New York ชี้ว่า ภาระภาษีทรัมป์ถึง 90% ถูกผลักไปยังผู้บริโภคและบริษัท
“นี่คือสถานการณ์ที่แย่ทั้งสองด้านจริงๆ” สแตน วอยเกอร์ นักวิจัยอาวุโสจาก American Enterprise Institute กล่าว “คุณต้องเผชิญผลกระทบเชิงบิดเบือนทั้งหมดจากการตั้งภาษีใหม่ผ่านมาตรการฉุกเฉิน แต่กลับ ‘ไม่ได้รายได้จากภาษีนั้น’ เลย”
อ่านต่อ:
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1227728
เหมือนจะไม่สน และ ไม่แคร์ อะไรเลย 😁 ทรัมป์เจอ ‘ภาษีย้อนศร’ ศาลสั่งคืน ‘5 ล้านล้านบาท’ ดอกเบี้ยพุ่งวันละ 750 ล้าน
มาตรการภาษีที่เคยถูกเป็นอาวุธ กลับกลายเป็น ‘ภาระย้อนศร’ ครั้งใหญ่ของสหรัฐ เมื่อศาลตัดสินว่า ‘ผิดรัฐธรรมนูญ’ สั่งให้คืนเงินมหาศาลกว่า 5.4 ล้านล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยเพิ่มวันละ 750 ล้านบาท หากเลื่อนคืนเงิน
เกือบหนึ่งปีแล้วหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศใช้มาตรการภาษี “ตอบโต้แบบเท่าเทียม” กับหลายประเทศทั่วโลก ล่าสุดรัฐบาลสหรัฐกำลังเร่งจัดทำระบบเพื่อ “คืนเงินภาษี” มูลค่าสูงถึง 166,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5.4 ล้านล้านบาท หลังศาลตัดสินว่า การเก็บภาษีดังกล่าว “ขัดต่อรัฐธรรมนูญ”
ในขณะนี้ รัฐบาลกำลังพัฒนาระบบใหม่ภายใต้ระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บริษัทต่าง ๆ สามารถดำเนินการขอคืนเงินได้ครบวงจร ตั้งแต่ยื่นคำขอจนถึงรับเงิน โดยตั้งเป้าให้ระบบเริ่มใช้งานได้ภายใน “ปลายเดือนเมษายน”
บริษัทต่างๆ จำเป็นต้องเปิดบัญชีเฉพาะสำหรับรับเงินคืน รวมถึงบัญชีธนาคารสำหรับโอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ปัจจุบันจากบริษัทที่มีสิทธิ 330,000 ราย มีเพียง 26,000 รายเท่านั้นที่เตรียมตัวพร้อม ซึ่งหากไม่ดำเนินการ จะไม่สามารถรับเงินคืนได้
แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่บริษัท 26,000 รายนี้คิดเป็นเกือบ 80% ของมูลค่าสินค้านำเข้าที่มีสิทธิขอคืนภาษี
สำหรับกระบวนการคืนเงิน ต้องประมวลผลข้อมูลเอกสารศุลกากรกว่า 1.6 พันล้านรายการ เทียบเท่างานแรงงานกว่า 4.43 ล้านชั่วโมง
ในอดีต แม้เป็นกรณีคืนภาษีที่มีมูลค่าน้อยกว่า ก็ยังใช้เวลา “นานถึง 7 ปี” กว่าจะดำเนินการเสร็จทั้งหมด ทำให้กรณีนี้แทบเป็นไปไม่ได้หากไม่มีระบบเฉพาะรองรับ
ในระหว่างนี้ บริษัทต้องกลับไปตรวจสอบธุรกรรมที่เคยจ่ายภาษี เมื่อระบบเสร็จแล้ว เพียงอัปโหลดรายการสินค้า ระบบจะคำนวณเงินคืนให้โดยอัตโนมัติ
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่า อาจเลื่อนการคืนเงิน แต่สถาบัน Cato Institute ประเมินว่า รัฐบาลต้องจ่ายดอกเบี้ย “เพิ่มวันละ 23 ล้านดอลลาร์” (ราววันละ 750 ล้านบาท) หากยังไม่คืนเงิน
ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดในอัตรา 4.5%–6% ต่อปี และหากเลื่อนออกไปจนจบวาระ 4 ปี ดอกเบี้ยรวมอาจพุ่งถึง 25,000 ล้านดอลลาร์ เทียบเท่างบประมาณทั้งปีของ NASA
ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐสาขา New York ชี้ว่า ภาระภาษีทรัมป์ถึง 90% ถูกผลักไปยังผู้บริโภคและบริษัท
“นี่คือสถานการณ์ที่แย่ทั้งสองด้านจริงๆ” สแตน วอยเกอร์ นักวิจัยอาวุโสจาก American Enterprise Institute กล่าว “คุณต้องเผชิญผลกระทบเชิงบิดเบือนทั้งหมดจากการตั้งภาษีใหม่ผ่านมาตรการฉุกเฉิน แต่กลับ ‘ไม่ได้รายได้จากภาษีนั้น’ เลย”
อ่านต่อ: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1227728