สำนักข่าว CNBC รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐรายงานว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
สหรัฐขาดดุลงบประมาณลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษีนำเข้า (tariffs) พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
สะท้อนความสำคัญของคำวินิจฉัยจากศาลสูงสุดสหรัฐที่กำลังรอผล ซึ่งอาจมีผลโดยตรงต่อเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลกลาง
ทั้งนี้ รายได้จากภาษีศุลกากรในเดือนดังกล่าวอยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์
ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าในเดือนเมษายน 2568 โดยกำหนดอัตราภาษีแบบครอบคลุมกับสินค้าทั้งหมดที่เข้าสหรัฐ
ควบคู่กับการกำหนดภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ต่อบางประเทศ หลังจากนั้นทำเนียบขาวได้เจรจากับประเทศคู่ค้า
ปรับลดบางอัตราภาษีที่รุนแรงเกินไป แต่ยังคงจุดยืนแข็งกร้าวในหลายประเด็นการค้า
นอกจากนี้ รายได้จากภาษีนำเข้ามีส่วนช่วยชะลอการขยายตัวของการขาดดุลงบประมาณ
โดยในเดือนที่สี่ของปีงบประมาณ รัฐบาลขาดดุลประมาณ 95,000 ล้านดอลลาร์ ลดลงราว 26% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ตามรายงานของกระทรวงการคลัง
เมื่อพิจารณาตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงปัจจุบัน ตัวเลขขาดดุลสะสมอยู่ที่ 697,000 ล้านดอลลาร์
ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568 หรือคิดเป็น 21% หากปรับตามปฏิทิน
อย่างไรก็ดีภาระดอกเบี้ยจากหนี้สาธารณะมูลค่า 38.6 ล้านล้านดอลลาร์ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อฐานะการคลังของประเทศ
โดยเฉพาะในเดือนมกราคมที่มีการจ่ายดอกเบี้ยสุทธิ 76,000 ล้านดอลลาร์
สูงกว่ารายจ่ายเกือบทุกรายการ ยกเว้น Medicare, Social Security และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
ขณะที่ยอดดอกเบี้ยรวมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 426,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 392,200 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้า
แหล่งที่มา : TNN Thailand
รายได้ "ภาษีนำเข้าสหรัฐ" พุ่งร้อยละ 300
ทั้งนี้ รายได้จากภาษีศุลกากรในเดือนดังกล่าวอยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์
ส่งผลให้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีงบประมาณอยู่ที่ 124,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568