#นอกเหตุเหนือผล
"พระพุทธองค์ท่านทรงสอนว่า...
ทำงานเพื่องาน ไม่ต้องการอะไร
ถ้าคนเราทำงานเพื่อต้องการอะไร ก็เป็นทุกข์ ลองดูก็ได้ พอนั่งปั๊บ ก็ต้องการความสงบ
ก็นั่งอยู่...นั่นแหละ! กัดฟันเป็นทุกข์แล้วนั่น!
ลองคิดดูซิ มันละเอียดกว่ากันอย่างนี้ คือทำแล้ว...ปล่อยวางๆ
อย่างเช่น พราหมณ์บูชายัญ เขาต้องการสิ่ง
ที่เขาปรารถนานั้นอยู่ การกระทำเช่นนั้นของพราหมณ์นั้น ก็ยังไม่พ้นทุกข์ เพราะเขามีความปรารถนาจึงทำ ทำแล้ว...ก็ทุกข์เพราะทำด้วยความปรารถนา
ครั้งแรก...
เราทำก็ด้วยปรารถนาให้มันเป็นอย่างนั้น
ทำไปๆ ทำจนกว่าที่เรียกว่า...ไม่ปรารถนาอะไรแล้ว ทำเพื่อ...ปล่อยวาง มันลึกซึ้งอย่าง
นี้ คนเราปฏิบัติธรรมเพื่อต้องการอะไร?
เพื่อต้องการนิพพาน นั่นแหละ! จะได้พระนิพพาน ความต้องการอันนี้...
เพื่อให้มีความสงบ มันก็เป็นธรรมดา แต่ว่า...
ไม่ถูกเหมือนกัน จะทำอะไร ก็ไม่ต้องคิดว่า
จะต้องการอะไรทั้งสิ้น
ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น แล้วมันจะเป็นอะไร
ก็ไม่เป็นอะไร
ถ้าเป็นอะไร มันก็ทุกข์เท่านั้นแหละ!
การทำงาน ไม่ให้เป็นอะไรนั้น...เรียกว่า...
ทำจิต ให้ว่าง...แต่การกระทำมีอยู่...ความว่าง
นี้ พูดให้คนฟังไม่รู้เรื่อง แต่คนทำไป จะรู้จักความว่างนี้...มีประโยชน์
ไม่ใช่ว่ามันว่าง...ในสิ่งที่มันไม่มี
มันว่าง...ในสิ่งที่มันมีอยู่...เช่นไฟฉายนี้นะ!
มันไม่ว่าง แต่เราเห็นไฟฉายนี้...มันว่าง
ว่าง...ก็เพราะมีไปฉายนี้ ไฟฉายนี้เป็นเหตุให้
มีว่าง...ไม่ใช่ว่าง...ขณะนั้นมองดู ไม่มี...อะไร ไม่ใช่ อย่างนั้น...
คนฟังความว่าง...
ก็ไม่ค่อยออกเหมือนกัน ไม่ค่อยจะรู้จักอย่างนั้น ต้องเข้าใจความว่าง...ในของที่มีอยู่...
ไม่ใช่ความว่าง..ในของที่...ไม่มี
ลองอย่างนี้สิ นี่!ถ้าหากว่าใครยังมีความปรารถนาอยู่ อย่างพราหมณ์ที่บูชายัญ
ที่พราหมณ์บูชายัญก็เพราะเขาต้องการอะไรอันใดอันหนึ่งอยู่ เหมือนกันกับโยม มาถึงก็กราบพระ “หลวงพ่อ ผมขอรดน้ำมนต์”
“ทำไม รดทำไม?” “ต้องการกินดีอยู่ดี ไม่เจ็บไม่ไข้” นั่นแหละ! มันไม่พ้นทุกข์แล้ว...
ถ้ามันต้องการอย่างนั้น ทำอันนี้ เพื่อต้องการอันนั้น ทำอันนั้น...เพื่อต้องการอันนี้
ในทางพระพุทธศาสนา...
ให้ทำเพื่อไม่ต้องการอะไร ถ้ามีเพื่ออะไร
มันไม่หมด ทางโลกทำอะไร เรียกว่ามันมีเหตุผล พระพุทธองค์ท่านทรงสอนว่า...
ให้นอกเหตุ เหนือผล ไม่ว่าจะทำอะไร
ปัญญาของท่าน ให้นอกเหตุเหนือผล
ให้นอกเกิด เหนือตาย นอกสุข เหนือทุกข์
ลองคิดตามไปซิ ลองพิจารณาตามไป
คนเราเคยอยู่ในบ้าน พอหนีจากบ้านไป
ไม่มีที่อยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเรามัน
เคยอยู่ในภพ อยู่ในความยึดมั่น ถือมั่น
เป็นภพ ถ้าไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นแล้ว
ก็เรียกว่า...ไม่รู้จะทำอะไร
เหมือนอย่างคนส่วนมากไม่อยากไป
พระนิพพานเพราะกลัว เพราะเห็นไม่มีอะไร
ดูหลังคากับพื้นนี่ ที่สุดข้างบนคือหลังคา
ที่สุดข้างล่างคือพื้น อันนั้น...มันเป็นภพข้างบน อันนี้...เป็นภพข้างล่าง ระยะที่ภพทั้งสองนี้
มันต่อกัน มันว่าง...
ว่าง...คนไม่รู้จัก เหมือนที่ว่างระหว่างหลังคากับพื้น เห็นมันว่าง...
ว่าง...ก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหน ต้องไปอยู่บนหลังคา หรือไม่อย่างนั้น ก็ที่พื้นข้างล่าง
ที่ๆ ไม่มีอยู่นั่นแหละ! มันว่าง...
เหมือนกับที่ไม่มีภพนั่นแหละ! ก็เรียกว่ามันว่า ตัดเยื่อใยออกเสีย มันก็ว่าง...พอบอกว่าพระนิพพาน คือความว่าง...ถอยหลังเลย
ไม่ไปกลัว กลัวจะไม่ได้เห็นลูก กลัวจะไม่ได้เห็นหลาน กลัวจะไม่ได้เห็นอะไร ทั้งนั้น อย่างที่เวลาพระท่านให้พรญาติโยมว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง โยมก็ดีใจ สาธุ เพราะชอบ มันจะได้อายุหลายๆ วรรณะผ่องใส มีความสุขมากๆ มีพลังหลายๆ คนชอบใจ ถ้าจะพูดว่าไม่มี...อะไรแล้ว เลิกเลยไม่ต้องเอาแล้ว
คนมันติดอยู่ในภพอย่างนั้น บอกไปตรงนั้น
ไม่ไป ไม่มี...ที่อยู่แล้ว อายุ วัณโณ สุขัง พลัง เออ! ดีแล้ว อายุให้ยืนยาว วัณโณให้มีวรรณะผิวพรรณสวยงาม ให้มีความสุขมากๆ ให้มีอายุยืนๆ คนอายุยืนๆ มีผิวพรรณดี มีไหม? เคยมีไหม? คนอายุหลายๆ มีพลังมากๆ มีไหม?
คนมีอายุมากๆ มีความสุขมากๆ มีไหม? พอให้พรว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ดีใจสาธุกันทั้งหลาย ทั้งศาลาเลย
นี่แหละ! มันติดอยู่ในภพนี้ เหมือนอย่างพราหมณ์บูชายัญ ที่ทำพิธีบูชายัญเพราะต้องการสิ่งที่เขาปรารถนา..ฯ"
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
คำว่านอกเหตุ เหนือผลอธิบายโดย หลวงพ่อชาสอน
"พระพุทธองค์ท่านทรงสอนว่า...
ทำงานเพื่องาน ไม่ต้องการอะไร
ถ้าคนเราทำงานเพื่อต้องการอะไร ก็เป็นทุกข์ ลองดูก็ได้ พอนั่งปั๊บ ก็ต้องการความสงบ
ก็นั่งอยู่...นั่นแหละ! กัดฟันเป็นทุกข์แล้วนั่น!
ลองคิดดูซิ มันละเอียดกว่ากันอย่างนี้ คือทำแล้ว...ปล่อยวางๆ
อย่างเช่น พราหมณ์บูชายัญ เขาต้องการสิ่ง
ที่เขาปรารถนานั้นอยู่ การกระทำเช่นนั้นของพราหมณ์นั้น ก็ยังไม่พ้นทุกข์ เพราะเขามีความปรารถนาจึงทำ ทำแล้ว...ก็ทุกข์เพราะทำด้วยความปรารถนา
ครั้งแรก...
เราทำก็ด้วยปรารถนาให้มันเป็นอย่างนั้น
ทำไปๆ ทำจนกว่าที่เรียกว่า...ไม่ปรารถนาอะไรแล้ว ทำเพื่อ...ปล่อยวาง มันลึกซึ้งอย่าง
นี้ คนเราปฏิบัติธรรมเพื่อต้องการอะไร?
เพื่อต้องการนิพพาน นั่นแหละ! จะได้พระนิพพาน ความต้องการอันนี้...
เพื่อให้มีความสงบ มันก็เป็นธรรมดา แต่ว่า...
ไม่ถูกเหมือนกัน จะทำอะไร ก็ไม่ต้องคิดว่า
จะต้องการอะไรทั้งสิ้น
ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้น แล้วมันจะเป็นอะไร
ก็ไม่เป็นอะไร
ถ้าเป็นอะไร มันก็ทุกข์เท่านั้นแหละ!
การทำงาน ไม่ให้เป็นอะไรนั้น...เรียกว่า...
ทำจิต ให้ว่าง...แต่การกระทำมีอยู่...ความว่าง
นี้ พูดให้คนฟังไม่รู้เรื่อง แต่คนทำไป จะรู้จักความว่างนี้...มีประโยชน์
ไม่ใช่ว่ามันว่าง...ในสิ่งที่มันไม่มี
มันว่าง...ในสิ่งที่มันมีอยู่...เช่นไฟฉายนี้นะ!
มันไม่ว่าง แต่เราเห็นไฟฉายนี้...มันว่าง
ว่าง...ก็เพราะมีไปฉายนี้ ไฟฉายนี้เป็นเหตุให้
มีว่าง...ไม่ใช่ว่าง...ขณะนั้นมองดู ไม่มี...อะไร ไม่ใช่ อย่างนั้น...
คนฟังความว่าง...
ก็ไม่ค่อยออกเหมือนกัน ไม่ค่อยจะรู้จักอย่างนั้น ต้องเข้าใจความว่าง...ในของที่มีอยู่...
ไม่ใช่ความว่าง..ในของที่...ไม่มี
ลองอย่างนี้สิ นี่!ถ้าหากว่าใครยังมีความปรารถนาอยู่ อย่างพราหมณ์ที่บูชายัญ
ที่พราหมณ์บูชายัญก็เพราะเขาต้องการอะไรอันใดอันหนึ่งอยู่ เหมือนกันกับโยม มาถึงก็กราบพระ “หลวงพ่อ ผมขอรดน้ำมนต์”
“ทำไม รดทำไม?” “ต้องการกินดีอยู่ดี ไม่เจ็บไม่ไข้” นั่นแหละ! มันไม่พ้นทุกข์แล้ว...
ถ้ามันต้องการอย่างนั้น ทำอันนี้ เพื่อต้องการอันนั้น ทำอันนั้น...เพื่อต้องการอันนี้
ในทางพระพุทธศาสนา...
ให้ทำเพื่อไม่ต้องการอะไร ถ้ามีเพื่ออะไร
มันไม่หมด ทางโลกทำอะไร เรียกว่ามันมีเหตุผล พระพุทธองค์ท่านทรงสอนว่า...
ให้นอกเหตุ เหนือผล ไม่ว่าจะทำอะไร
ปัญญาของท่าน ให้นอกเหตุเหนือผล
ให้นอกเกิด เหนือตาย นอกสุข เหนือทุกข์
ลองคิดตามไปซิ ลองพิจารณาตามไป
คนเราเคยอยู่ในบ้าน พอหนีจากบ้านไป
ไม่มีที่อยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเรามัน
เคยอยู่ในภพ อยู่ในความยึดมั่น ถือมั่น
เป็นภพ ถ้าไม่มีความยึดมั่น ถือมั่นแล้ว
ก็เรียกว่า...ไม่รู้จะทำอะไร
เหมือนอย่างคนส่วนมากไม่อยากไป
พระนิพพานเพราะกลัว เพราะเห็นไม่มีอะไร
ดูหลังคากับพื้นนี่ ที่สุดข้างบนคือหลังคา
ที่สุดข้างล่างคือพื้น อันนั้น...มันเป็นภพข้างบน อันนี้...เป็นภพข้างล่าง ระยะที่ภพทั้งสองนี้
มันต่อกัน มันว่าง...
ว่าง...คนไม่รู้จัก เหมือนที่ว่างระหว่างหลังคากับพื้น เห็นมันว่าง...
ว่าง...ก็ไม่รู้จะไปอยู่ไหน ต้องไปอยู่บนหลังคา หรือไม่อย่างนั้น ก็ที่พื้นข้างล่าง
ที่ๆ ไม่มีอยู่นั่นแหละ! มันว่าง...
เหมือนกับที่ไม่มีภพนั่นแหละ! ก็เรียกว่ามันว่า ตัดเยื่อใยออกเสีย มันก็ว่าง...พอบอกว่าพระนิพพาน คือความว่าง...ถอยหลังเลย
ไม่ไปกลัว กลัวจะไม่ได้เห็นลูก กลัวจะไม่ได้เห็นหลาน กลัวจะไม่ได้เห็นอะไร ทั้งนั้น อย่างที่เวลาพระท่านให้พรญาติโยมว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง โยมก็ดีใจ สาธุ เพราะชอบ มันจะได้อายุหลายๆ วรรณะผ่องใส มีความสุขมากๆ มีพลังหลายๆ คนชอบใจ ถ้าจะพูดว่าไม่มี...อะไรแล้ว เลิกเลยไม่ต้องเอาแล้ว
คนมันติดอยู่ในภพอย่างนั้น บอกไปตรงนั้น
ไม่ไป ไม่มี...ที่อยู่แล้ว อายุ วัณโณ สุขัง พลัง เออ! ดีแล้ว อายุให้ยืนยาว วัณโณให้มีวรรณะผิวพรรณสวยงาม ให้มีความสุขมากๆ ให้มีอายุยืนๆ คนอายุยืนๆ มีผิวพรรณดี มีไหม? เคยมีไหม? คนอายุหลายๆ มีพลังมากๆ มีไหม?
คนมีอายุมากๆ มีความสุขมากๆ มีไหม? พอให้พรว่า อายุ วัณโณ สุขัง พลัง ดีใจสาธุกันทั้งหลาย ทั้งศาลาเลย
นี่แหละ! มันติดอยู่ในภพนี้ เหมือนอย่างพราหมณ์บูชายัญ ที่ทำพิธีบูชายัญเพราะต้องการสิ่งที่เขาปรารถนา..ฯ"
โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี