มติเอกฉันท์ ให้สส.จ่ายเงิน ค่าอาหารเอง เริ่มหลังสงกรานต์นี้



“โสภณ” เผยที่ประชุมพรรคการเมือง มีมติเอกฉันท์ ให้สส.จ่ายเงิน ค่าอาหารเอง
เริ่มหลังสงกรานต์นี้ สั่งลดจาก 500 หัว เหลือ 300 หัว ประหยัดงบวันละ 5 แสนบาท

วันที่ 30 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมหารือร่วมกับหัวหน้าการเมือง และตัวแทนพรรคการเมือง
เพื่อพิจารณาเรื่องการจัดสวัสดิการอาหารให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่า
วันนี้มีการหารือใน 3 ประเด็นหลัก ประกอบไปด้วย

1. เรื่องสวัสดิการอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่า สมาชิกจะจ่ายเงินค่าอาหารกันเอง
ซึ่งฝ่ายเลขาสภาฯ จะอำนวยความสะดวกโดยการจัดอาหารเช่นเดิมเพื่อไม่ให้สมาชิกเดือดร้อน
แต่ที่จะเดือดร้อนคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสแกนจ่ายเงินเอง โดยจะเริ่มดำเนินการในช่วงหลังสงกรานต์เป็นต้นไป

2. เรื่องผู้ช่วยสส.และผู้เชี่ยวชาญ
ในยุคที่มีวิกฤตข้าวยากหมากแพง จึงหาแนวทางเพื่อช่วยประหยัด
ซึ่งระเบียบเรื่องนี้ออกโดย คณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา หรือ ก.ร.
ที่ประชุมจึงมีมติให้นำเรื่องนี้เข้าสู่ ก.ร. โดยวันที่ 23 เมษายน 2569 จะมีการเลือกประชุมเลือก ก.ร. ให้ครบ
ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และจะมีการประชุมเพื่อหาข้อสรุปเรื่องผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ และ

3. เรื่องเงินกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา
ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้มีระเบียบอยู่ในพรบ. ซึ่งออกระเบียบโดยคณะกรรมาธิการ สามัญกิจการสภาผู้แทนราษฎร
เมื่อมีการแต่งตั้ง กมธ. จะให้ กมธ.ชุดนี้ ไปพิจารณา จะมากน้อยหรือมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร

นายโสภณ  กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังมีการหารือถึง การปรับปรุง และความสงบเรียบร้อยในสภาฯ เพื่อให้เกิดความสง่างาม
หากพบข้อบังคับที่ล้าหลังและไม่สามารถปฏิบัติได้ ก็มีการบ้านให้แต่ละพรรคการเมืองไปพิจารณา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิบัติตนในสภาฯ เช่น เรื่องการแต่งกาย อย่างเช่น ช่วงนี้ที่มีวิกฤตเรื่องของพลังงาน
ตนได้มีการออกระเบียบ เรื่องการแต่งกาย ไม่ต้องผูกไทด์ สวมสูท หรือสามารถสวมชุดผ้าไทยได้
ซึ่งตัวแทนแต่ละพรรคการเมือง ก็รับข้อเสนอไปพิจารณา เพื่อปรับปรุงข้อบังคับดังดังกล่าวนี้

และอีกเรื่องที่มีการหารือในวันนี้ คือการทำงานของสภาฯ เพื่อประชาชน
ตั้งแต่เรื่องของการตั้งกระทู้ เป็นการปรึกษาหารือก่อนที่จะเข้าสู่วาระการประชุม
ซึ่งในอดีตได้มีการเปิดให้มีการหารือ ตนเห็นว่าที่ผ่านมาให้เวลาน้อย
ที่ประชุมจึงเสนอเพิ่มเติมว่า นอกจากการหารือด้วยวาจาแล้ว ให้มีการหารือเป็นแบบลายลักษณ์อักษร
แต่การหารือด้วยวาจาอาจมีการพิจารณาเพิ่มเรื่องของเวลาตามความเหมาะสม
ส่วนเรื่องของญัตติ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าญัตติใดที่เคยศึกษาไปแล้ว ไม่ปิดกั้นที่จะให้เสนอซ้ำ
แต่ต้องนำเสนอรายงานที่เคยศึกษาไปแล้วมาประกอบการพิจารณาหรือปรับปรุงให้ทันกับสถานการณ์
เพื่อใช้เวลาในการพิจารณาญัตติให้น้อยที่สุด
ขณะที่เรื่องรับทราบ สภาฯ ต้องใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เรื่องใดที่ไม่สำคัญหลังสมาชิกศึกษารายงานที่ส่งไปแล้ว จะลดขั้นตอนในเรื่องของการอภิปรายลง
เพราะบางทีเรื่องรับทราบ เป็นเรื่องที่เกิด 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน

นายโสภณ กล่าวว่า สภาฯ ยุคนี้จะเห็นการเปลี่ยนแปลง
ซึ่งตนได้มีการหารือกับรองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน ว่าการเปิดประชุมสภาฯ จะสามารถเปิดก่อนเวลา 09:00 น. ได้หรือไม่ เช่น เปิดในเวลา 8:45 น.
ซึ่งตนกำลังหารือเรื่องนี้กับรองประธานสภาฯ ทั้ง 2 คน
และต่อไปจะใช้เวที คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล และพรรครวมฝ่ายค้าน หรือวิปให้มากขึ้น
และเมื่อได้ข้อตกลงจากวิปแล้วขอให้ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านเคารพมติวิปให้มากที่สุด
เพื่อไม่ให้สภาฯ เป็นที่เบื่อหน่ายของประชาชน

เมื่อถามถึง มีการวิจารณ์การลงไปกินที่ B2 ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดทำอาหารไว้แล้ว
นายโสภณ กล่าวว่า เรื่องนั้นเกิดจากความเข้าใจผิด ผู้วิจารณ์ไม่รู้ข้อมูล
หลังจากนี้สภาฯ ชุดนี้ตนยังให้ทำอาหารตามความเป็นจริง ประมาณ 200-300 ที่ ไม่ใช่ ตัวเลข 500 ที่ ตามจำนวนสมาชิก
มาคูณกับงบประมาณ บางทีเรื่องดีๆ ประชาชนอาจไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ ซึ่งเรายังขาดการสื่อสาร
ฉะนั้นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสภาฯ ต้องชี้แจงให้ประชาชนได้รู้ ไม่ใช่จัดเต็มงบประมาณ
ซึ่งการดำเนินการจะทำให้ลดงบประมาณได้วันละ 500,000 บาท ขณะเดียวกันเรื่องเงินกองทุนยังมีการหักจากสมาชิก และอีกส่วนหนึ่งที่สมทบจากรัฐบาล ซึ่งตนให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสภาฯ

นายโสภณ ยังกล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า
เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ และเข้าเฝ้าถวายสัตย์ เรียบร้อยแล้ว
และมีการแจ้งกำหนดการแถลงมายังรัฐสภา สภาฯ จะแจ้งให้สมาชิกรับทราบภายใน 3 วัน
โดยขณะนี้นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีการประสานงานมา
เนื่องจากยังไม่ทราบว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีเมื่อไหร่
แต่ยอมรับว่าเราอยากเห็นการแถลงนโยบายก่อนสงกรานต์ เนื่องจากมีวิกฤตประเทศ
ก่อนสงกรานต์จึงควรมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการ เพื่อบริหารจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากสงคราม

ที่มา Amarin News




เป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมทนแล้ว
เงินเดือนก็มีตั้งเยอะ ยังจะมีค่าข้าวอีก  
อาชีพอื่นๆ เขายังต้องซื้อข้าวกินเองเลยนะเออ
มตินี้เลยต้องออกมาแบบนี้ ไม่งั้นเรื่องคงไม่จบแน่ๆ

สรุปว่า
ในเรื่องอาหาร ยังคงจัดทำอาหารไว้เหมือนเดิม แต่จะให้ ส.ส. สแกนจ่ายค่าอาหารด้วย?
แบบนี้ จขกท เข้าใจถูกต้องไหมคะ อ่านแล้วก็งงๆ

ส่วนเรื่องอื่นๆ ยังคงต้องรอความคืบหน้าต่อไป

หลังจากเริ่มใช้มตินี้แล้ว จะมีภาพข่าวตอน ส.ส. กำลังสแกนจ่ายค่าข้าวขณะเข้าประชุมไหมนะคะ
เพราะเห็น ส.ส. บางท่านบอกว่าไม่สะดวก ประชุมติดพัน ออกไปหาซื้อกินเองไม่ได้
แบบนั้นก็คงต้องเอาอาหารมาส่งในที่ประชุม แล้วก็สแกนจ่ายเงินกันตรงนั้นเลย?
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่