.

.
.
.
ระหว่างที่ฝรั่งเศสปกครองเวียดนาม
คู่สามีภรรยาชาวฝรั่งเศสผู้เป็นเจ้าอาณานิคม
ได้สั่งให้หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่ง
ให้นมกับลูกหมาของพวกมัน
เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในความโหดร้าย
ที่ถูกบันทึกไว้อย่างดีในยุคเวียดนาม
เป็นรัฐอาณานิคมของฝรั่งเศส
สื่อถึงการเหยียดหยามทางเชื้อชาติ
และความโหดร้ายของเจ้าอาณานิคมอย่างแรง
.
.

.
โฮจิมินท์
.
.
ข้อเท็จจริงสำคัญ
มีบันทึกโดย
โฮจิมินห์ ในหนังสือ
French Colonialism On Trial (1925)
ท่านเขียนว่าได้เห็นสตรีชาวฝรั่งเศสตัวหนึ่ง
บังคับให้หญิงรับจ้างให้นมชาวเวียดนาม
ให้ลูกหมาเลี้ยงของมันกินนมก่อน
ต่อจากนั้นจึงให้ลูกที่กำลังหิวโหยของหญิงคนนั้นกิน
เหตุการณ์ที่ฮานอยเมื่อ พ.ศ. 2423
ภาพถ่ายชื่อดังแสดงภาพหญิงชาวเวียดนาม
ชื่อ เหงียน ถิ ไม (Nguyễn Thị Mai)
ถูกบังคับให้ให้นมลูกหมาของ
ผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสในงาน
นิทรรศการวัฒนธรรมของอาณานิคม
ในวันนั้นชาวเวียดนาม 17 คนถูกทำให้อับอาย
บริบท
หญิงคนนั้นเพิ่งสูญเสียลูกของตนเองไปไม่นาน
ผู้ปกครองอาณานิคมปฏิบัติต่อน้ำนมของเธอ
เสมือนเป็นทรัพยากรสำหรับสัตว์เลี้ยงของพวกมัน
กระทำการที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเธอ
และชนชาติเวียตนามของเธอ
มรดกทางประวัติศาสตร์
ภาพถ่ายดังกล่าวจัดแสดงอยู่ที่
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮานอย
เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึง
การกดขี่ของอาณานิคมจากฝรั่งเศส
ข้อความภาษาอังกฤษคัดจาก
งานเขียนของโฮจิมินห์ (พ.ศ. 2468)
“ ฉันได้เห็นด้วยตาตนเองว่า
ผู้มีอารยะชาวฝรั่งเศสตัวหนึ่ง
สั่งให้หญิงรับจ้างให้นมชาวอันนัม (Annamite)
ให้ลูกหมาของมันกินก่อน
แล้วจึงให้ลูกที่หิวโหยของหญิงผู้นั้นกินทีหลัง
สามีของหญิงผู้นั้นเป็นกรรมกรรับใช้
ในบ้านชาวฝรั่งเศสหลังดังกล่าว
นังผู้นั้นคิดว่า
หมาชั้นสูง ของมัน
สมควรได้รับน้ำนมมากกว่า
ทารกชาติต่ำต้อยชาวอันนัมเสียอีก ”
.
.
.

.
Charles Le Myre de Vilers
.
.
พิจารณาจากช่วงเวลาและบริบท
ทางประวัติศาสตร์ที่ระบุในช่วงเวลานั้น
(พ.ศ. 2423 หรือ ค.ศ. 1880)
ซึ่งเป็นช่วงที่ฝรั่งเศสกำลังขยายอำนาจ
เข้าสู่เวียดนามตอนเหนือ (ตังเกี๋ย)
และมีอำนาจเต็มในเวียดนามตอนใต้
(โคชินไชน่า) อยู่ก่อนแล้ว
หากยึดตามบันทึกเหตุการณ์ปี 1880 ที่ฮานอย
ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดและมีบทบาทสำคัญ
รายชื่อผู้ปกครองที่เข้าข่าย
(ในช่วงปี 1880-1883) ในช่วงนั้น
ตำแหน่งผู้บริหารอาณานิคม
มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยตามสถานการณ์การรบ
แต่ผู้ที่มีบทบาทระดับ ผู้ว่าการ หรือ ผู้แทนรัฐบาล
ในพื้นที่ภาคเหนือ (ฮานอย) ภาคกลาง (เว้/อันนัม)
คือ
Charles Le Myre de Vilers (1879–1882)
ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการโคชินไชน่า (Cochinchine)
คนแรกที่เป็นพลเรือนมีอำนาจคุมนโยบาย
ในภาพรวมของอินโดจีนฝรั่งเศส
.
.

.
Henri Rivière
.
.
Henri Rivière (1882–1883)
แม้จะมาถึงช้ากว่าปี 1880 เล็กน้อย
แต่คือ คนสั่งบุกยึดป้อมฮานอยในปี 1882
และเป็นสัญลักษณ์ของความเหี้ยมโหดในยุคนั้น
การนิ่งเฉย คือ การยอมรับ การส่งเสริม
ในทางรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์
การที่ผู้ปกครองสูงสุดไม่ห้ามปราม
หรือปล่อยให้มีการจัดนิทรรศการ
ที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Human Zoo)
ถือเป็นการรับรองนโยบายเชิงโครงสร้างว่า
คนพื้นเมืองไม่ใช่พลเมือง
แต่เป็น ทรัพย์สิน หรือ สิ่งจัดแสดง
การสร้างลำดับชั้น
การปล่อยให้หญิงเวียดนาม
ให้นมลูกหมาในงานวัฒนธรรม
เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า
หมาของเจ้าอาณานิคม
มีลำดับชั้นทางสังคมสูงกว่า
ทารกของผู้อยู่ใต้ปกครอง
ในยุคนั้น
บริบทงานนิทรรศการ (Colonial Exhibitions)
ฝรั่งเศสนิยมจัดงานแสดงที่นำเอา
คนจากประเทศราชมาโชว์ตัว
เหมือนสัตว์ในสวนสัตว์
Human Zoo
เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าตนเอง
คือ ผู้มีอารยะ ที่เข้ามาปกครอง
ผู้ป่าเถื่อน เหตุการณ์ แม่นมลูกหมา
จึงถูกบันทึกไว้ในฐานะเครื่องมือ
ตอกย้ำความเหนือกว่าของคนขาว
.
.

.
ชนเผ่า Igorot ที่ St. Louis World’s Fair 1904
.
.
.
ชนเผ่า Selk’nam จาก Tierra del Fuego
ในงาน Paris World‘s Fair 1889
โดยนักลงทุนชาวเบลเยี่ยม Maurice Maitre
.
.

.
กระต๊อบชาว Congolese ที่
Brussels International Exposition 1897
.
.

.
Grand Colonial Exhibition
(Meiji Memorial Takushoku Expo)
ที่ Tennoji Park Osaka 1913
.
.
.
บทสรุปเชิงวิเคราะห์
แม้บันทึกประวัติศาสตร์บางแห่ง
อาจจะไม่ได้ระบุชื่อตัวบุคคล
ที่สั่งการโดยตรงในวันนั้น
(ซึ่งมักเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรองที่คุมงาน)
แต่ Le Myre de Vilers
ในฐานะผู้ว่าการสูงสุดขณะนั้น
ย่อมต้องรับผิดชอบในฐานะ ผู้วางระบบ
ที่อนุญาตให้ความโหดร้ายนี้
กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมอาณานิคม
การไม่ห้าม คือ การอนุญาต
และ การอนุญาต คือ การตอกย้ำความอัปยศ
ที่คนของเจ้าอาณานิคมทำต่อคนเวียดนาม
เรื่องนี้จึงเป็นเหตุผลว่า
ทำไม โฮจิมินห์ ถึงต้องใช้ประเด็นนี้
เขียนลงในหนังสือเพื่อปลุกระดมชาวเวียดนาม
เพราะมันแทงใจดำและเห็นภาพ
ความไม่เท่าเทียมได้ชัดเจนที่สุด
เหตุการณ์นี้ที่เป็นจุดเริ่มต้น
ที่ทำให้วิญญาณนักสู้ของคนเวียดนาม
เริ่มปะทุขึ้นจนนำไปสู่ชัยชนะ
ที่
ศึกเดียนเบียนฟู ในเวลาต่อมา
.
.
.
.
ฐานที่มั่นทหารฝรั่งเศส
.
.

.
ทหารฝรั่งเศสหลบซ่อนตัวในกำบังสนามเพลาะ
.
.

.
ทหารเวียดมินห์ปักธงชัยเหนือฐานที่มั่นฝรั่งเศส
.
.
.
.
.
รถถังเบา เอ็ม 24 ซัฟฟี ใช้ขับไล่การโจมตีของศัตรู
.
.
.
พลร่มฝรั่งเศสโดดร่มลงมาจากเครื่องบินลำเลียง
ซี 119 ฟลายอิงบอกซ์คาร์
.
.


.
โว เหงียน เกี๊ยบ และภาพจักรยานชาวเวียตนาม
ในสถานะการณ์สู้รบกู้ชาติ สร้างจาก AI
.
.
.
ศึกเดียนเบียนฟู โดยแม่ทัพ
โว เหงียน เกี๊ยบ
คือ สงครามล้างอัปยศชาวญวน (เวียตนาม)
มีการขนชิ้นส่วนปืนใหญ่ กระสุนปืนใหญ่
ด้วยคน จักรยานเสริมไม้ไผ่ ช้าง
ข้ามแม่น้ำลำธารภูเขา ขึ้นบนเขาสูง
ที่ตั้งอยู่สูงกว่าค่ายทหารฝรั่งเศส
ประกอบปืนใหญ่ แล้วระดมยิงค่ายทหารฝรั่งเศส
จนยอมจำนน ดีกว่าตายในค่าย
ก่อนอุสา(USA) เข้ามาเสียบแทน
อ้างทฤษฎี Domino ในเอเซียอาคเนย์
จนแบ่งเวียตนามเป็นสองชาติ
กว่าจะรวมชาติได้ก็ในปี 2518
แล้วอุสาก็หนีทัพกลับอุสา
จนเกิดเหตุการณ์มนุษย์เรือ
ผู้อพยพในเวลาต่อมา
.
.
.
.
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
.
.
.
จีรนันท์ พิตรปรีชา
.
.
.
.

.
.
.
ทางผ่านไปเดียนเบียนฟู
เป็นแหล่งชุมชน
ไทดำ
ที่มีสองกลุ่ม กลุ่มรักชาติ กับ กลุ่มทรยศชาติ
เป็นแนวหลังคุ้มกันพาทหารฝรั่งเศสหลบหนี
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กับ
จิรนันท์ พิตรปรีชา
ในหนังสือ อีกหนึ่งฟางฝัน
ตอนลี้ภัยการล้อมปราบคอมมี่ของรัฐไทย
หลบไปที่นั่น เจอเด็กไทดำ บอก
ฟาน(เก้ง) ดีกิน เพราะเห็นคนแบกฟานบนหลัง
.
เรียบเรียง/ที่มา
SINOSPHERE 漢字文化圈
Gemini
Wikipedia
.
หมายเหตุ
คำเหยียดฝ่ายตรงข้ามมีในนิทานอีสป
ด่าในรูปสารพัดสัตว์ที่น่ารังเกียจ
ในยุคก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส
ก็มีการแทนสรรพนามว่า มัน พวกมัน
หรือแปลงชื่อเป็นสัตว์ในนวนิยายใต้ดิน บนดิน
Animal’s Farm ก็ด่า สตาลิน กับพวกคอมมี่
ในไทยก็ไม่เบาขุดค้นสารพัดสัตว์
มาด่ากันในยุค 14 ตุลา 6 ตุลา และ But Now
คนบางคนไม่ควรค่ากับคำเรียก
เรียก มัน ยังให้เกียรติมัน
พอ ๆ กับสัตว์เดรรัจฉาน
ที่มา
หลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ
.
.
คนจีนที่เซี่ยงไฮ้ก็เคยเจอการเหยียดหยาม
ในยุคมีฝรั่งเช่า/ยึดครองพื้นที่ในเซียงไฮ้
เพราะกบฏนักมวย เจ้าคาถาอาคมแพ้กระสุนปืนฝรั่ง
ซูสีไทเฮา รีบชิ่งหนีก่อน ยอมเสียเบี้ย
เสียข้าวของ เสียดินแดน ดีกว่าเสียอำนาจ
กลับกลัวราชวงศ์ชิง ล่มสลายเพราะฝรั่ง
.
.
แม่นมลูกหมา
.
.
ระหว่างที่ฝรั่งเศสปกครองเวียดนาม
คู่สามีภรรยาชาวฝรั่งเศสผู้เป็นเจ้าอาณานิคม
ได้สั่งให้หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่ง
ให้นมกับลูกหมาของพวกมัน
เหตุการณ์นี้เป็นหนึ่งในความโหดร้าย
ที่ถูกบันทึกไว้อย่างดีในยุคเวียดนาม
เป็นรัฐอาณานิคมของฝรั่งเศส
สื่อถึงการเหยียดหยามทางเชื้อชาติ
และความโหดร้ายของเจ้าอาณานิคมอย่างแรง
.
.
โฮจิมินท์
.
ข้อเท็จจริงสำคัญ
มีบันทึกโดย โฮจิมินห์ ในหนังสือ
French Colonialism On Trial (1925)
ท่านเขียนว่าได้เห็นสตรีชาวฝรั่งเศสตัวหนึ่ง
บังคับให้หญิงรับจ้างให้นมชาวเวียดนาม
ให้ลูกหมาเลี้ยงของมันกินนมก่อน
ต่อจากนั้นจึงให้ลูกที่กำลังหิวโหยของหญิงคนนั้นกิน
เหตุการณ์ที่ฮานอยเมื่อ พ.ศ. 2423
ภาพถ่ายชื่อดังแสดงภาพหญิงชาวเวียดนาม
ชื่อ เหงียน ถิ ไม (Nguyễn Thị Mai)
ถูกบังคับให้ให้นมลูกหมาของ
ผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสในงาน
นิทรรศการวัฒนธรรมของอาณานิคม
ในวันนั้นชาวเวียดนาม 17 คนถูกทำให้อับอาย
บริบท
หญิงคนนั้นเพิ่งสูญเสียลูกของตนเองไปไม่นาน
ผู้ปกครองอาณานิคมปฏิบัติต่อน้ำนมของเธอ
เสมือนเป็นทรัพยากรสำหรับสัตว์เลี้ยงของพวกมัน
กระทำการที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเธอ
และชนชาติเวียตนามของเธอ
มรดกทางประวัติศาสตร์
ภาพถ่ายดังกล่าวจัดแสดงอยู่ที่
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ฮานอย
เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึง
การกดขี่ของอาณานิคมจากฝรั่งเศส
ข้อความภาษาอังกฤษคัดจาก
งานเขียนของโฮจิมินห์ (พ.ศ. 2468)
“ ฉันได้เห็นด้วยตาตนเองว่า
ผู้มีอารยะชาวฝรั่งเศสตัวหนึ่ง
สั่งให้หญิงรับจ้างให้นมชาวอันนัม (Annamite)
ให้ลูกหมาของมันกินก่อน
แล้วจึงให้ลูกที่หิวโหยของหญิงผู้นั้นกินทีหลัง
สามีของหญิงผู้นั้นเป็นกรรมกรรับใช้
ในบ้านชาวฝรั่งเศสหลังดังกล่าว
นังผู้นั้นคิดว่า หมาชั้นสูง ของมัน
สมควรได้รับน้ำนมมากกว่า
ทารกชาติต่ำต้อยชาวอันนัมเสียอีก ”
.
.
.
Charles Le Myre de Vilers
.
พิจารณาจากช่วงเวลาและบริบท
ทางประวัติศาสตร์ที่ระบุในช่วงเวลานั้น
(พ.ศ. 2423 หรือ ค.ศ. 1880)
ซึ่งเป็นช่วงที่ฝรั่งเศสกำลังขยายอำนาจ
เข้าสู่เวียดนามตอนเหนือ (ตังเกี๋ย)
และมีอำนาจเต็มในเวียดนามตอนใต้
(โคชินไชน่า) อยู่ก่อนแล้ว
หากยึดตามบันทึกเหตุการณ์ปี 1880 ที่ฮานอย
ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดและมีบทบาทสำคัญ
รายชื่อผู้ปกครองที่เข้าข่าย
(ในช่วงปี 1880-1883) ในช่วงนั้น
ตำแหน่งผู้บริหารอาณานิคม
มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยตามสถานการณ์การรบ
แต่ผู้ที่มีบทบาทระดับ ผู้ว่าการ หรือ ผู้แทนรัฐบาล
ในพื้นที่ภาคเหนือ (ฮานอย) ภาคกลาง (เว้/อันนัม)
คือ Charles Le Myre de Vilers (1879–1882)
ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการโคชินไชน่า (Cochinchine)
คนแรกที่เป็นพลเรือนมีอำนาจคุมนโยบาย
ในภาพรวมของอินโดจีนฝรั่งเศส
.
.
Henri Rivière
.
Henri Rivière (1882–1883)
แม้จะมาถึงช้ากว่าปี 1880 เล็กน้อย
แต่คือ คนสั่งบุกยึดป้อมฮานอยในปี 1882
และเป็นสัญลักษณ์ของความเหี้ยมโหดในยุคนั้น
การนิ่งเฉย คือ การยอมรับ การส่งเสริม
ในทางรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์
การที่ผู้ปกครองสูงสุดไม่ห้ามปราม
หรือปล่อยให้มีการจัดนิทรรศการ
ที่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ (Human Zoo)
ถือเป็นการรับรองนโยบายเชิงโครงสร้างว่า
คนพื้นเมืองไม่ใช่พลเมือง
แต่เป็น ทรัพย์สิน หรือ สิ่งจัดแสดง
การสร้างลำดับชั้น
การปล่อยให้หญิงเวียดนาม
ให้นมลูกหมาในงานวัฒนธรรม
เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า
หมาของเจ้าอาณานิคม
มีลำดับชั้นทางสังคมสูงกว่า
ทารกของผู้อยู่ใต้ปกครอง
ในยุคนั้น
บริบทงานนิทรรศการ (Colonial Exhibitions)
ฝรั่งเศสนิยมจัดงานแสดงที่นำเอา
คนจากประเทศราชมาโชว์ตัว
เหมือนสัตว์ในสวนสัตว์ Human Zoo
เพื่อแสดงให้ชาวโลกเห็นว่าตนเอง
คือ ผู้มีอารยะ ที่เข้ามาปกครอง
ผู้ป่าเถื่อน เหตุการณ์ แม่นมลูกหมา
จึงถูกบันทึกไว้ในฐานะเครื่องมือ
ตอกย้ำความเหนือกว่าของคนขาว
.
.
ชนเผ่า Igorot ที่ St. Louis World’s Fair 1904
.
.
.
ชนเผ่า Selk’nam จาก Tierra del Fuego
ในงาน Paris World‘s Fair 1889
โดยนักลงทุนชาวเบลเยี่ยม Maurice Maitre
.
.
.
กระต๊อบชาว Congolese ที่
Brussels International Exposition 1897
.
.
.
Grand Colonial Exhibition
(Meiji Memorial Takushoku Expo)
ที่ Tennoji Park Osaka 1913
.
.
บทสรุปเชิงวิเคราะห์
แม้บันทึกประวัติศาสตร์บางแห่ง
อาจจะไม่ได้ระบุชื่อตัวบุคคล
ที่สั่งการโดยตรงในวันนั้น
(ซึ่งมักเป็นเจ้าหน้าที่ระดับรองที่คุมงาน)
แต่ Le Myre de Vilers
ในฐานะผู้ว่าการสูงสุดขณะนั้น
ย่อมต้องรับผิดชอบในฐานะ ผู้วางระบบ
ที่อนุญาตให้ความโหดร้ายนี้
กลายเป็นเรื่องปกติในสังคมอาณานิคม
การไม่ห้าม คือ การอนุญาต
และ การอนุญาต คือ การตอกย้ำความอัปยศ
ที่คนของเจ้าอาณานิคมทำต่อคนเวียดนาม
เรื่องนี้จึงเป็นเหตุผลว่า
ทำไม โฮจิมินห์ ถึงต้องใช้ประเด็นนี้
เขียนลงในหนังสือเพื่อปลุกระดมชาวเวียดนาม
เพราะมันแทงใจดำและเห็นภาพ
ความไม่เท่าเทียมได้ชัดเจนที่สุด
เหตุการณ์นี้ที่เป็นจุดเริ่มต้น
ที่ทำให้วิญญาณนักสู้ของคนเวียดนาม
เริ่มปะทุขึ้นจนนำไปสู่ชัยชนะ
ที่ ศึกเดียนเบียนฟู ในเวลาต่อมา
.
.
.
ฐานที่มั่นทหารฝรั่งเศส
.
.
.
ทหารฝรั่งเศสหลบซ่อนตัวในกำบังสนามเพลาะ
.
.
.
ทหารเวียดมินห์ปักธงชัยเหนือฐานที่มั่นฝรั่งเศส
.
.
.
.
.
รถถังเบา เอ็ม 24 ซัฟฟี ใช้ขับไล่การโจมตีของศัตรู
.
.
.
พลร่มฝรั่งเศสโดดร่มลงมาจากเครื่องบินลำเลียง
ซี 119 ฟลายอิงบอกซ์คาร์
.
.
.
โว เหงียน เกี๊ยบ และภาพจักรยานชาวเวียตนาม
ในสถานะการณ์สู้รบกู้ชาติ สร้างจาก AI
.
.
ศึกเดียนเบียนฟู โดยแม่ทัพ โว เหงียน เกี๊ยบ
คือ สงครามล้างอัปยศชาวญวน (เวียตนาม)
มีการขนชิ้นส่วนปืนใหญ่ กระสุนปืนใหญ่
ด้วยคน จักรยานเสริมไม้ไผ่ ช้าง
ข้ามแม่น้ำลำธารภูเขา ขึ้นบนเขาสูง
ที่ตั้งอยู่สูงกว่าค่ายทหารฝรั่งเศส
ประกอบปืนใหญ่ แล้วระดมยิงค่ายทหารฝรั่งเศส
จนยอมจำนน ดีกว่าตายในค่าย
ก่อนอุสา(USA) เข้ามาเสียบแทน
อ้างทฤษฎี Domino ในเอเซียอาคเนย์
จนแบ่งเวียตนามเป็นสองชาติ
กว่าจะรวมชาติได้ก็ในปี 2518
แล้วอุสาก็หนีทัพกลับอุสา
จนเกิดเหตุการณ์มนุษย์เรือ
ผู้อพยพในเวลาต่อมา
.
.
.
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
.
.
.
จีรนันท์ พิตรปรีชา
.
.
.
.
.
.
ทางผ่านไปเดียนเบียนฟู
เป็นแหล่งชุมชน ไทดำ
ที่มีสองกลุ่ม กลุ่มรักชาติ กับ กลุ่มทรยศชาติ
เป็นแนวหลังคุ้มกันพาทหารฝรั่งเศสหลบหนี
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล กับ จิรนันท์ พิตรปรีชา
ในหนังสือ อีกหนึ่งฟางฝัน
ตอนลี้ภัยการล้อมปราบคอมมี่ของรัฐไทย
หลบไปที่นั่น เจอเด็กไทดำ บอก
ฟาน(เก้ง) ดีกิน เพราะเห็นคนแบกฟานบนหลัง
.
เรียบเรียง/ที่มา
SINOSPHERE 漢字文化圈
Gemini
Wikipedia
.
หมายเหตุ
คำเหยียดฝ่ายตรงข้ามมีในนิทานอีสป
ด่าในรูปสารพัดสัตว์ที่น่ารังเกียจ
ในยุคก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส
ก็มีการแทนสรรพนามว่า มัน พวกมัน
หรือแปลงชื่อเป็นสัตว์ในนวนิยายใต้ดิน บนดิน
Animal’s Farm ก็ด่า สตาลิน กับพวกคอมมี่
ในไทยก็ไม่เบาขุดค้นสารพัดสัตว์
มาด่ากันในยุค 14 ตุลา 6 ตุลา และ But Now
คนบางคนไม่ควรค่ากับคำเรียก
เรียก มัน ยังให้เกียรติมัน
พอ ๆ กับสัตว์เดรรัจฉาน
ที่มา หลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุ
.
.
คนจีนที่เซี่ยงไฮ้ก็เคยเจอการเหยียดหยาม
ในยุคมีฝรั่งเช่า/ยึดครองพื้นที่ในเซียงไฮ้
เพราะกบฏนักมวย เจ้าคาถาอาคมแพ้กระสุนปืนฝรั่ง
ซูสีไทเฮา รีบชิ่งหนีก่อน ยอมเสียเบี้ย
เสียข้าวของ เสียดินแดน ดีกว่าเสียอำนาจ
กลับกลัวราชวงศ์ชิง ล่มสลายเพราะฝรั่ง
.
.
.
.
.
เรืองเดิม
.
1965-1975 ภาพถ่ายสงครามเวียตนามจากผู้ชนะ
.
.
.
.
.
.
.
ภาพที่เป็นตราบาปจนวันตาย
.
.
.
.
30 ปีของการพบกันอีกครั้งระหว่างคู่ศึกสหรัฐกับเวียตนาม
.
.
.