การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ขัดขวางการขนส่งพลังงานของประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ดันราคาพลังงานให้ดีดตัวขึ้น
แม้สำนักงานกองทุนน้ำมันฯ ของไทย ประกาศตรึงราคาน้ำมันไว้ตั้งแต่ช่วงแรกของความขัดแย้ง แต่วันนี้ ปัญหาหลักไม่ได้อยู่แค่ที่ราคา
เพราะไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง กว่า 50% จากทั้งหมด จึงมีความกังวลว่า ไทยอาจขาดแคลนน้ำมัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ความกังวลนี้ นำไปสู่การแห่ซื้อน้ำมันของทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ จนปั๊มหลายแห่งเริ่มไม่มีน้ำมันให้เติม ทว่าไทยก็ยังส่งออกน้ำมันเบนซิน ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
https://www.facebook.com/share/p/1JJNXUJBUF/?mibextid=wwXIfr
ทำไมไทยยังส่งออกน้ำมัน ในวันที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงของพลังงาน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แม้ประเทศไทย จะสามารถขุดเจาะน้ำมันดิบเองได้ แต่คิดเป็นเพียงแค่ 10% ของปริมาณทั้งหมด
ไทยจึงยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบอีก 90% จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศแถบตะวันออกกลาง
แต่ที่ไทยมีความสามารถในการส่งออกน้ำมัน คำตอบอยู่ที่กระบวนการกลั่นน้ำมันของไทย
โดยเมื่อนำเข้าน้ำมันดิบแล้ว กระบวนการถัดจากนั้น คือการนำน้ำมันดิบไปกลั่น เพื่อให้ได้น้ำมันสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็น ดีเซล, เบนซิน และน้ำมันเตา เป็นต้น
ซึ่งจากข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน พบว่า ในปี 2568 มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเหลวของไทย เฉลี่ยที่ 119.8 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็น
- กลุ่มดีเซล 65.03 ล้านลิตรต่อวัน
- กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 31.72 ล้านลิตรต่อวัน
- น้ำมันอากาศยาน (Jet A-1) 17.06 ล้านลิตรต่อวัน
- น้ำมันเตา 5.47 ล้านลิตรต่อวัน
- น้ำมันก๊าด 0.54 ล้านลิตรต่อวัน
แม้ดีเซลถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ และโรงกลั่นในไทย ออกแบบมาให้กลั่นดีเซลได้มากที่สุด
แต่ก็ยังไม่สามารถเลือกผลิตได้แค่ดีเซลเพียงอย่างเดียว
โดยลองนึกภาพว่า หอกลั่นน้ำมัน เป็นเหมือนตึกสูง “ชั้นล่างร้อนจัด ชั้นบนเย็นลง”
เมื่อน้ำมันดิบถูกให้ความร้อนจนระเหย มันจะลอยขึ้นไป และถูกแยกออกในแต่ละชั้นตามจุดเดือด
ยกตัวอย่าง
ชั้นล่างสุด (370-600°C) - น้ำมันเตา
ชั้นล่างกลาง (250-350°C) - กลุ่มดีเซล
ชั้นกลาง (175-250°C) - น้ำมันก๊าด
ชั้นสูง (40-175°C) - กลุ่มเบนซิน
ชั้นบนสุด (< 40°C) - ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นพร้อมกันทุกครั้งที่กลั่น ซึ่งหากเราต้องการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปเต็มกำลังของโรงกลั่นทั้งหมด เราจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องผลิตน้ำมันชนิดอื่นออกมาด้วย
และด้วยความต้องการผลิตให้ประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมถึงเหตุผลด้านความมั่นคงทางพลังงาน
ไทยจึงมีกำลังการกลั่นรวม เฉลี่ยที่ 197.4 ล้านลิตรต่อวัน สูงกว่าความต้องการใช้เชื้อเพลิงรวมในประเทศ เฉลี่ยที่ 154.85 ล้านลิตรต่อวัน (รวม LPG และ NGV) ซึ่งปกติแล้ว พลังงานส่วนเกินนี้ ก็มักถูกส่งออก
แต่ในวันนี้ ไทยเผชิญความโกลาหลด้านพลังงาน เมื่อคนเริ่มกังวลว่า ไทยอาจขาดแคลนน้ำมัน หรือราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นในอนาคต จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แม้รัฐบาลจะประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล แต่ไทยที่นำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศแถบตะวันออกกลาง
ทำให้ผู้คนและภาคธุรกิจ เริ่มเติมน้ำมันเผื่อและกักตุน ในช่วงที่รัฐมีการตรึงราคาไว้ หน้าปั๊มหลายแห่งจึงเริ่มมีน้ำมันไม่พอ บางแห่งต้องปิดชั่วคราว หรือจำกัดการเติม
แม้รัฐบาลไทยจะยืนยันว่า มีน้ำมันเหลือเพียงพอต่อการใช้ในประเทศมากกว่า 3 เดือน พร้อมหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นมาทดแทนตะวันออกกลาง
แต่เมื่อมีการตีแผ่ว่า น้ำมันหน้าปั๊มเริ่มไม่พอ คนจึงยิ่งกังวลมากขึ้น จนกระตุ้นการสำรองมากขึ้น ซึ่งซ้ำเติมให้น้ำมันหน้าปั๊มยิ่งขาดแคลน..
ทว่าท่ามกลางภาวะที่โกลาหลเช่นนี้ ไทยกลับยังส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านเช่นเดิม
แล้วเพราะอะไร ?
ซึ่งเรื่องนี้อธิบายได้ด้วย 2 เหตุผลหลัก
1) การส่งออกน้ำมัน นอกจากประเด็นการค้าแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นการระบายน้ำมันจากคลัง
เนื่องด้วยประเทศไทย ไม่ได้มีคลังน้ำมันยุทธศาสตร์ของรัฐ เหมือนอย่างสหรัฐฯ นอร์เวย์ และญี่ปุ่น เป็นต้น
แต่ไทยใช้กลไกการบังคับให้ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เช่น ปตท., บางจาก, ไทยออยล์, เชลล์ และคาลเท็กซ์ ต้องสำรองน้ำมันตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด
หากเราต้องการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปให้เต็มกำลังของโรงกลั่น เราจำเป็นจะต้องทำให้คลังน้ำมันมีพื้นที่สำหรับรองรับน้ำมันที่จะถูกกลั่นออกมาเสมอ
ฉะนั้น การส่งออกน้ำมัน จึงมีส่วนช่วยให้คลังน้ำมัน เหลือพื้นที่รองรับน้ำมันที่ถูกกลั่นเพิ่มเติม
และช่วยให้กระบวนการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของไทย ดำเนินต่อไปได้อย่างเต็มกำลัง
2) เหตุผลด้านความมั่นคงและมนุษยธรรมของภูมิภาค
ทั้งนี้ ไทยมีความจำเป็นในการส่งออกพลังงานให้ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
เพื่อช่วยประคองความมั่นคงทางพลังงานของเพื่อนบ้าน ไม่ให้สะดุดจนกลายเป็นปัญหาลุกลามในระดับภูมิภาค และกลับมากระทบไทยในที่สุด
อย่างไรก็ดี ลาวยังคงจ่ายราคาน้ำมันจากไทย ตามราคาตลาดโลก หรือราคาอ้างอิงในตลาดสิงคโปร์
ทำให้ไทยไม่ได้เสียเปรียบอะไร จากการส่งออกพลังงาน เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ต่อให้ไทยไม่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านเลย ก็อาจยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มได้
เพราะจากการยืนยันของทุกฝ่าย พบว่าในตอนนี้ โรงกลั่นน้ำมันในไทย ยังคงเดินหน้ากลั่นน้ำมันสำเร็จรูปเต็มกำลัง
ซึ่งเท่ากับว่า ไทยยังคงกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้สูงกว่า ความต้องการใช้
ดังนั้น ปัญหาจึงอาจไม่ใช่ปริมาณน้ำมันที่ขาดแคลน แต่เป็นความเชื่อมั่นของทุกคนต่อสถานการณ์ในวันนี้
เมื่อไม่มีความเชื่อมั่น ทุกคนจึงแห่สำรองน้ำมันพร้อมกัน เร็วกว่าที่ระบบจะรับมือทัน
ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่
เราจะมีน้ำมันพอใช้หรือไม่
แต่คือ รัฐบาลจะทำอย่างไร เพื่อหยุดความตื่นตระหนก
ก่อนที่ความกลัว จะสร้างวิกฤติขึ้นมาจริง ๆ..
—————————
ระบบโรงกลั่น ทำงานอย่างไร และทำไมไทย ถึงมีน้ำมันเหลือส่งออก /โดย ลงทุนแมน
แม้สำนักงานกองทุนน้ำมันฯ ของไทย ประกาศตรึงราคาน้ำมันไว้ตั้งแต่ช่วงแรกของความขัดแย้ง แต่วันนี้ ปัญหาหลักไม่ได้อยู่แค่ที่ราคา
เพราะไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง กว่า 50% จากทั้งหมด จึงมีความกังวลว่า ไทยอาจขาดแคลนน้ำมัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ
ความกังวลนี้ นำไปสู่การแห่ซื้อน้ำมันของทั้งประชาชน และภาคธุรกิจ จนปั๊มหลายแห่งเริ่มไม่มีน้ำมันให้เติม ทว่าไทยก็ยังส่งออกน้ำมันเบนซิน ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
https://www.facebook.com/share/p/1JJNXUJBUF/?mibextid=wwXIfr
ทำไมไทยยังส่งออกน้ำมัน ในวันที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงของพลังงาน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แม้ประเทศไทย จะสามารถขุดเจาะน้ำมันดิบเองได้ แต่คิดเป็นเพียงแค่ 10% ของปริมาณทั้งหมด
ไทยจึงยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบอีก 90% จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศแถบตะวันออกกลาง
แต่ที่ไทยมีความสามารถในการส่งออกน้ำมัน คำตอบอยู่ที่กระบวนการกลั่นน้ำมันของไทย
โดยเมื่อนำเข้าน้ำมันดิบแล้ว กระบวนการถัดจากนั้น คือการนำน้ำมันดิบไปกลั่น เพื่อให้ได้น้ำมันสำเร็จรูป ไม่ว่าจะเป็น ดีเซล, เบนซิน และน้ำมันเตา เป็นต้น
ซึ่งจากข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน พบว่า ในปี 2568 มีการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเหลวของไทย เฉลี่ยที่ 119.8 ล้านลิตรต่อวัน แบ่งเป็น
- กลุ่มดีเซล 65.03 ล้านลิตรต่อวัน
- กลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 31.72 ล้านลิตรต่อวัน
- น้ำมันอากาศยาน (Jet A-1) 17.06 ล้านลิตรต่อวัน
- น้ำมันเตา 5.47 ล้านลิตรต่อวัน
- น้ำมันก๊าด 0.54 ล้านลิตรต่อวัน
แม้ดีเซลถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ และโรงกลั่นในไทย ออกแบบมาให้กลั่นดีเซลได้มากที่สุด
แต่ก็ยังไม่สามารถเลือกผลิตได้แค่ดีเซลเพียงอย่างเดียว
โดยลองนึกภาพว่า หอกลั่นน้ำมัน เป็นเหมือนตึกสูง “ชั้นล่างร้อนจัด ชั้นบนเย็นลง”
เมื่อน้ำมันดิบถูกให้ความร้อนจนระเหย มันจะลอยขึ้นไป และถูกแยกออกในแต่ละชั้นตามจุดเดือด
ยกตัวอย่าง
ชั้นล่างสุด (370-600°C) - น้ำมันเตา
ชั้นล่างกลาง (250-350°C) - กลุ่มดีเซล
ชั้นกลาง (175-250°C) - น้ำมันก๊าด
ชั้นสูง (40-175°C) - กลุ่มเบนซิน
ชั้นบนสุด (< 40°C) - ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)
ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นพร้อมกันทุกครั้งที่กลั่น ซึ่งหากเราต้องการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปเต็มกำลังของโรงกลั่นทั้งหมด เราจึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องผลิตน้ำมันชนิดอื่นออกมาด้วย
และด้วยความต้องการผลิตให้ประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รวมถึงเหตุผลด้านความมั่นคงทางพลังงาน
ไทยจึงมีกำลังการกลั่นรวม เฉลี่ยที่ 197.4 ล้านลิตรต่อวัน สูงกว่าความต้องการใช้เชื้อเพลิงรวมในประเทศ เฉลี่ยที่ 154.85 ล้านลิตรต่อวัน (รวม LPG และ NGV) ซึ่งปกติแล้ว พลังงานส่วนเกินนี้ ก็มักถูกส่งออก
แต่ในวันนี้ ไทยเผชิญความโกลาหลด้านพลังงาน เมื่อคนเริ่มกังวลว่า ไทยอาจขาดแคลนน้ำมัน หรือราคาน้ำมันจะดีดตัวขึ้นในอนาคต จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แม้รัฐบาลจะประกาศตรึงราคาน้ำมันดีเซล แต่ไทยที่นำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศแถบตะวันออกกลาง
ทำให้ผู้คนและภาคธุรกิจ เริ่มเติมน้ำมันเผื่อและกักตุน ในช่วงที่รัฐมีการตรึงราคาไว้ หน้าปั๊มหลายแห่งจึงเริ่มมีน้ำมันไม่พอ บางแห่งต้องปิดชั่วคราว หรือจำกัดการเติม
แม้รัฐบาลไทยจะยืนยันว่า มีน้ำมันเหลือเพียงพอต่อการใช้ในประเทศมากกว่า 3 เดือน พร้อมหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นมาทดแทนตะวันออกกลาง
แต่เมื่อมีการตีแผ่ว่า น้ำมันหน้าปั๊มเริ่มไม่พอ คนจึงยิ่งกังวลมากขึ้น จนกระตุ้นการสำรองมากขึ้น ซึ่งซ้ำเติมให้น้ำมันหน้าปั๊มยิ่งขาดแคลน..
ทว่าท่ามกลางภาวะที่โกลาหลเช่นนี้ ไทยกลับยังส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้านเช่นเดิม
แล้วเพราะอะไร ?
ซึ่งเรื่องนี้อธิบายได้ด้วย 2 เหตุผลหลัก
1) การส่งออกน้ำมัน นอกจากประเด็นการค้าแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นการระบายน้ำมันจากคลัง
เนื่องด้วยประเทศไทย ไม่ได้มีคลังน้ำมันยุทธศาสตร์ของรัฐ เหมือนอย่างสหรัฐฯ นอร์เวย์ และญี่ปุ่น เป็นต้น
แต่ไทยใช้กลไกการบังคับให้ผู้ค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 เช่น ปตท., บางจาก, ไทยออยล์, เชลล์ และคาลเท็กซ์ ต้องสำรองน้ำมันตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด
หากเราต้องการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปให้เต็มกำลังของโรงกลั่น เราจำเป็นจะต้องทำให้คลังน้ำมันมีพื้นที่สำหรับรองรับน้ำมันที่จะถูกกลั่นออกมาเสมอ
ฉะนั้น การส่งออกน้ำมัน จึงมีส่วนช่วยให้คลังน้ำมัน เหลือพื้นที่รองรับน้ำมันที่ถูกกลั่นเพิ่มเติม
และช่วยให้กระบวนการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของไทย ดำเนินต่อไปได้อย่างเต็มกำลัง
2) เหตุผลด้านความมั่นคงและมนุษยธรรมของภูมิภาค
ทั้งนี้ ไทยมีความจำเป็นในการส่งออกพลังงานให้ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล
เพื่อช่วยประคองความมั่นคงทางพลังงานของเพื่อนบ้าน ไม่ให้สะดุดจนกลายเป็นปัญหาลุกลามในระดับภูมิภาค และกลับมากระทบไทยในที่สุด
อย่างไรก็ดี ลาวยังคงจ่ายราคาน้ำมันจากไทย ตามราคาตลาดโลก หรือราคาอ้างอิงในตลาดสิงคโปร์
ทำให้ไทยไม่ได้เสียเปรียบอะไร จากการส่งออกพลังงาน เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ต่อให้ไทยไม่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านเลย ก็อาจยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลนหน้าปั๊มได้
เพราะจากการยืนยันของทุกฝ่าย พบว่าในตอนนี้ โรงกลั่นน้ำมันในไทย ยังคงเดินหน้ากลั่นน้ำมันสำเร็จรูปเต็มกำลัง
ซึ่งเท่ากับว่า ไทยยังคงกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปได้สูงกว่า ความต้องการใช้
ดังนั้น ปัญหาจึงอาจไม่ใช่ปริมาณน้ำมันที่ขาดแคลน แต่เป็นความเชื่อมั่นของทุกคนต่อสถานการณ์ในวันนี้
เมื่อไม่มีความเชื่อมั่น ทุกคนจึงแห่สำรองน้ำมันพร้อมกัน เร็วกว่าที่ระบบจะรับมือทัน
ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่
เราจะมีน้ำมันพอใช้หรือไม่
แต่คือ รัฐบาลจะทำอย่างไร เพื่อหยุดความตื่นตระหนก
ก่อนที่ความกลัว จะสร้างวิกฤติขึ้นมาจริง ๆ..
—————————