อัมพฤกษ์ อัมพาต คืออะไร รู้ก่อนรอด

ที่มา:-  https://mgronline.com/infographic/detail/9690000026263




***เนื้อหายาวหน่อยนะครับ   อ่านบ้างข้ามบ้างก็ได้  หรือดูจากอินโฟกราฟฟิคเอาก็ได้ครับ



ภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต คืออะไร?
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือโรคอัมพฤกษ์อัมพาตที่คนไทยชอบเรียก คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง หรือมีเลือดออกในสมอง ทำให้เซลล์สมองที่โดนอุดจนเลือดไม่สามารถไหลผ่าน หรือเซลล์สมองที่โดนเลือดกดทับเสียหาย ส่งผลให้ร่างกายหรือความสามารถบางส่วนผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหว ผิดปกติ ไม่สามารถสื่อสารได้ หรือมีอาการสับสน เป็นต้น โดยระดับความเสียหายของเซลล์สมองจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่เข้ารับการรักษา ยิ่งรับการรักษาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งช่วยลดความเสียหายของเซลล์สมองได้มากเท่านั้น

อัมพฤกษ์ อัมพาต แตกต่างกันอย่างไร?
เมื่อร่างกายมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว หลายคนมักจะเรียกว่าภาวะนี้ว่า อัมพฤกษ์อัมพาต แต่จริง ๆ แล้ว อาการอัมพฤกษ์อัมพาตไม่เหมือนกัน โดยมีความแตกต่างกัน ดังนี้

อัมพฤกษ์ (Hemiparesis/Paresis)
อัมพฤกษ์อาการภาวะที่แขนขาซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย อ่อนแรง เคลื่อนไหวได้ช้า แต่ยังพอสามารถเคลื่อนไหวหรือใช้งานได้บางส่วน เกิดจากเซลล์สมองได้รับความเสียหายบางส่วน หรือได้รับความเสียหายไม่รุนแรง โดยผู้ป่วยยังมีโอกาสฟื้นฟูความสามารถให้กลับมาใช้งานได้ ถ้าได้รับการรักษาและทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องและไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อัมพาต (Paralysis/Hemiplegia)
ส่วนอัมพาตเป็นภาวะที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายไม่สามารถเคลื่อนไหวหรือใช้งานได้ ซึ่งเกิดจากการที่เซลล์สมองเสียหายอย่างรุนแรง โดยโอกาสในการฟื้นตัวกลับมาใช้งานได้เป็นปกติจะน้อยกว่าอัมพฤกษ์มาก ผู้ป่วยอาจต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำกิจวัตรประจำวัน หรือต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการเคลื่อนไหว

ทั้งนี้ อัมพฤกษ์อัมพาตเป็นภาวะที่เกิดจากสาเหตุเดียวกัน คือ โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือความผิดปกติอื่น ๆ ของสมองและไขสันหลัง ยิ่งผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาเร็วเท่าไร ก็ยิ่งลดความเสียหายของสมองและเพิ่มโอกาสในการฟื้นตัวได้มากเท่านั้น

5 สัญญาณเตือนอาการอัมพฤกษ์ครึ่งซีก รู้ก่อนพิการถาวร
5 สัญญาณเตือนอาการอัมพฤกษ์ครึ่งซีก รู้ก่อนพิการถาวร
เพราะอัมพฤกษ์ครึ่งซีกเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา บางคนเริ่มมีสัญญาณเตือนเล็ก ๆ แต่กลับมองข้ามเพราะคิดว่าไม่เป็นไร แต่กลับเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล ซึ่งระดับความรุนแรงอาการจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและตำแหน่งสมองที่โดนทำลาย รู้ทัน 5 สัญญาณอัมพฤกษ์อาการ อาการแบบไหนควรรีบพบแพทย์

มีอาการชา หรือแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง
ตามัว หรือมองไม่เห็น
มีปัญหาการทรงตัว เดินเซ
ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด ติด ๆ ขัด ๆ พูดไม่เข้าใจ หรือสื่อสารไม่ได้
ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
ภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจากอะไร? เปิด 5 สาเหตุหลักเมื่อร่างกายเสี่ยงแบบไม่รู้ตัว

เปิด 5 ต้นตอที่ทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาต เมื่ออาการเคลื่อนไหวผิดปกติอาจเป็นสัญญาณอันตรายถึงชีวิตจากโรคที่เป็นอยู่โดยไม่รู้ตัว โดยภาวะอัมพาตอัมพฤกษ์ สาเหตุหลัก ๆ มีดังต่อไปนี้

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เมื่อสมองขาดเลือดจากโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือสมองเสียหายจากโรคหลอดเลือดสมองแตก ทำให้ร่างกายซีกใดข้างหนึ่งอ่อนแรง (อัมพฤกษ์) หรือขยับไม่ได้เลย (อัมพาต)
ได้รับอุบัติเหตุรุนแรงทางสมองหรือไขสันหลัง เช่น รถชน หกล้ม ตกจากที่สูง อาจทำให้ระบบประสาทเสียหายเฉียบพลัน นำไปสู่การเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต
เนื้องอกในสมองหรือไขสันหลัง ก้อนเนื้ออาจกดเบียดบริเวณที่ควบคุมการเคลื่อนไหวโดยตรง ส่งผลให้เกิดอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้เช่นกัน
การติดเชื้อในระบบประสาท เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ หรือวัณโรคที่ลามไปสมอง อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองและไขสันหลัง
โรคเกี่ยวกับระบบประสาทอื่น ๆ เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) โรค ALS (กล้ามเนื้ออ่อนแรง) ก็อาจทำให้เกิดอาการคล้ายอัมพฤกษ์หรืออัมพาตได้เช่นกัน

ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดโรคจนนำไปสู่ภาวะอัมพฤกษ์อัมพาต
นอกจากโรคประจำตัวแล้ว ผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตยังสามารถเกิดได้จากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น

อายุที่มากขึ้น
ความดันโลหิตสูง
เบาหวาน
ไขมันในเลือดสูง
หัวใจเต้นผิดจังหวะ
สูบบุหรี่
ดื่มแอลกอฮอล์มาก
ภาวะอ้วน
ไม่ค่อยออกกำลังกาย
ความเครียดสะสม
พักผ่อนไม่เพียงพอ
กรรมพันธุ์จากคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ พี่น้อง หรือญาติสายตรงเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะโอกาสที่จะเป็นผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตสูง

ทำไมต้องรีบฟื้นฟูภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต?
ยิ่งผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูเร็วเท่าไร ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะกลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วง 0-6 เดือนแรก (Golden Period) ซึ่งเป็นช่วงนาทีทองที่สมองสามารถเรียนรู้ทักษะและฟื้นฟูเส้นประสาทได้ดี
ยิ่งผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูเร็วเท่าไร ยิ่งเพิ่มโอกาสที่จะกลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วง 0-6 เดือนแรก (Golden Period) ซึ่งเป็นช่วงนาทีทองที่สมองสามารถเรียนรู้ทักษะและฟื้นฟูเส้นประสาทได้ดี

สรุป 5 วิธีรักษาอัมพฤกษ์ อัมพาตที่ควรรู้ ฟื้นฟูอย่างไรให้ได้ผลจริง
อัมพาตครึ่งซีก รักษาหายไหม คำถามยอดฮิตที่ครอบครัวคาดหวังคำตอบมากที่สุด ซึ่งจริง ๆ แล้วภาวะนี้สามารถรักษาได้ โดยวิธีรักษาอัมพฤกษ์อัมพาตจะขึ้นอยู่กับสาเหตุการเกิด ระดับความรุนแรง และระยะเวลาที่เกิดอาการ โดยแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น CT Scan หรือ MRI เพื่อหาสาเหตุของอาการ และให้การรักษาที่เหมาะสม โดยสามารถแบ่งวิธีการรักษาได้ 5 วิธี ได้แก่

ใช้ยาสลายลิ่มเลือด (rtPA) หากเกิดจากโรคหลอดเลือดสมองไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง
การรักษาด้วยวิธีผ่านสายสวนหลอดเลือดสมอง กรณีที่เส้นเลือดสมองตีบเส้นใหญ่ ให้ยาละลายลิ่มเลือดแล้วผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น หรือมารักษาที่โรงพยาบาลช้ากว่า 4.5 ชั่วโมง เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองส่วนที่ขาดเลือดได้
การฝังเข็ม เพื่อกระตุ้นให้ระบบประสาทและสมองที่เสียหายฟื้นตัวและช่วยให้เลือดไหลเวียนไปยังสมองและร่างกายได้ดีมากยิ่งขึ้น
ควบคุมความดันหรือผ่าตัด หากเกิดจากหลอดเลือดแตก
รักษาโรคเรื้อรังควบคู่กันไป เช่น เบาหวาน ความดัน หรือไขมันในเลือด
รู้ก่อน ป้องกันได้ วิธีลดความเสี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาตด้วยตัวคุณเอง
เพราะโรคอัมพฤกษ์อัมพาตอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว ยิ่งรู้ก่อน ยิ่งป้องกันได้ก่อน แค่เริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตและดูแลตัวเองด้วย 7 วิธีง่าย ๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก

จัดการความเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ
ปรับพฤติกรรมการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ลดมัน เค็มและหวาน
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที
หากมีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (AF) โรคอ้วน เป็นต้น ต้องรับประทานยาและพบหมอตามนัด
ตรวจสุขภาพประจำปี และพบแพทย์เป็นประจำ เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และลดการสูบบุหรี่ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
การดูแลสุขภาพและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต นอกจากจะช่วยห่างไกลอัมพฤกษ์อัมพาตแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงห่างไกลจากสาเหตุของโรคต่าง ๆ ที่เป็นอย่ารอให้สัญญาณโรคร้ายมาเตือน เริ่มเปลี่ยนแปลงง่าย ๆ วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม

ฟื้นฟูเร็ว มีชัยไปกว่าครึ่ง แชร์วิธีดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาตอย่างไรให้เห็นผล
แชร์ 4 เทคนิคการดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตอย่างไรให้ได้ผลจริง เพราะภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตไม่ใช่จุดจบของชีวิต ยิ่งได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างถูกวิธีเร็วเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้เร็วมากขึ้น
แชร์ 4 เทคนิคการดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตอย่างไรให้ได้ผลจริง เพราะภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตไม่ใช่จุดจบของชีวิต ยิ่งได้รับการดูแลและฟื้นฟูอย่างถูกวิธีเร็วเท่าไร ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้เร็วมากขึ้น โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

การทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง
เพราะอาการอัมพฤกษ์ส่งผลต่อกล้ามเนื้อ การทรงตัว และความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายของผู้ป่วยโดยตรง ทำให้ผู้ป่วยจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนเตียง ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เกิดภาวะถดถอยทางร่างกาย (Disuse Syndrome) ผู้ป่วยจะเริ่มเหนื่อยหรือเจ็บเมื่อมีการเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อแขนขาลีบเล็กลง ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะติดเตียง (Bedridden) ในที่สุด การทำกายภาพบำบัดจึงเป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาใช้งานได้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น

การฝึกพื้นฐานการทรงตัว ตั้งแต่การนั่ง การยืน การเคลื่อนไหวร่างกาย และการเดินตามลำดับ
การยืดเหยียด ดัดข้อต่อ เพื่อป้องกันข้อต่อยึดติดและกล้ามเนื้อลีบฝ่อ
การใช้เครื่องมือช่วยพัฒนาแรงและความยืดหยุ่น
เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อซีกที่อ่อนแรงให้กลับมาทำงานได้มากขึ้น โดยซีกที่ไม่มีอาการอ่อนแรงจะต้องแข็งแรงมากกว่าเดิม เพื่อเป็นกล้ามเนื้อหลักในการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยการทำกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตควรทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ (Intensive Rehabilitation) อย่างน้อยวันละ 2 ชม.ขึ้นไป และ 3-4 วันต่อสัปดาห์ขึ้นไป

การฝึกพูดและกลืน
สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการสื่อสาร เช่น ลิ้นแข็ง ไม่สามารถสื่อสารได้ หรือพูดติด ๆ ขัด ๆ หรือมีปัญหาการทานอาหาร เช่น มีอาการสำลักบ่อย หรือไม่ค่อยยอมกลืนอาหาร (ภาวะกลืนลำบาก) มีสายอาหาร (NG Tube) ผู้ที่มีปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการฝึกกับนักกิจกรรมบำบัด (OT) หรือนักอรรถบำบัด (ST) โดยตรง เพื่อฟื้นฟูการออกเสียง การใช้ลิ้น และกล้ามเนื้อที่ใช้ในการพูดหรือการกลืนโดยเฉพาะ

การฝึกกิจวัตรประจำวัน (ADL Training)
นอกจากนี้ การฝึกกิจวัตรประจำวัน (ADL Training) เองก็มีความสำคัญเช่นกัน เนื่องจาก ผู้ป่วยที่มีภาวะอัมพฤกษ์ครึ่งซีก ส่วนใหญ่จะไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อในซีกที่อ่อนแรง จนเกิดภาวะเมินต่อข้างที่อ่อนแรง (Neglect Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้ป่วยจะแสดงอาการเพิกเฉย ไม่สนใจร่างกายด้านที่มีอาการอ่อนแรง และใช้แรงแต่ซีกที่ยังแข็งแรงอยู่เป็นหลัก จนเหมือนไม่มีร่างกายอีกซีกอยู่ การทำกายภาพบำบัดควบคู่กับการฝึกกิจวัตรประจำวัน (ADL Training) เช่น

การฝึกการรับประทานอาหาร
การฝึกเข้าห้องน้ำ
ขับถ่าย
อาบน้ำ
สระผม
แปรงฟัน
ใส่เสื้อผ้า
หรือใส่รองเท้าด้วยตัวเอง ฯลฯ
จะมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี (Quality of life) ช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น ลดการพึ่งพาคนรอบข้าง สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่มากยิ่งขึ้น

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่