เมื่อ
"วิกฤตการณ์น้ำมัน" ปะทุขึ้นจนราคาน้ำมันพุ่งเกือบเท่าตัว บริบทของการตัดสินใจซื้อรถกำลังจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ และนี่คือสาเหตุว่าทำไมกระแส BEV ถึงมีโอกาสกลับมาแรงอีกครั้งหนึ่ง
1. ก่อนหน้านี้ คนยอมจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่า (ในระดับที่รับได้) เพื่อซื้อ "เวลาและความสะดวก" ไม่ต้องรอคิวชาร์จ แต่เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 100%
"Pain of Paying" (ความเจ็บปวดจากการจ่ายเงิน) จะรุนแรงจนกลบความขี้เกียจครับ ผู้บริโภคจะเริ่มหยิบเครื่องคิดเลขมาคำนวณต้นทุนต่อกิโลเมตร (Cost per KM) และพบว่าส่วนต่างมันมหาศาลจนทำให้พวกเขาคิดว่า
"ยอมวางแผนการเดินทางให้รัดกุมขึ้น หรือทนรอคิวชาร์จนิดหน่อย เพื่อรักษาสภาพคล่องในกระเป๋า" มันคุ้มค่ากว่ามาก
2. กลุ่มผู้ใช้ "Home Charging" จะกลายเป็นตัวจุดกระแส คนที่มีความพร้อมในการติด Wall Charge ที่บ้าน จะเป็นกลุ่มแรกที่ตัดสินใจกระโดดกลับเข้าหา BEV ทันที โดยมองว่ารถยนต์ไฟฟ้าคือ "เกราะป้องกันอัตราเงินเฟ้อจากน้ำมัน" (Inflation Shield) พวกเขาใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องง้อปั๊ม และหลีกเลี่ยงการชาร์จสาธารณะได้ ซึ่งนี่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ค่ายรถ EV จะต้องรีบกอบโกย
3. การปรับตัวของแบรนด์ค่าย "ไฮบริด" ที่จะไม่ได้กินหมูอีกต่อไป แม้ไฮบริดจะประหยัดน้ำมันกว่ารถสันดาปทั่วไป แต่เมื่อ "ฐานราคาน้ำมัน" สูงขึ้นมาก ค่าใช้จ่ายของรถไฮบริดก็ยังกระโดดสูงขึ้นตามอยู่ดี นักการตลาดค่ายไฮบริดจะต้องทำงานหนักขึ้นมากในการสื่อสาร พวกเขาจะใช้จุดขายเรื่อง "ความประหยัด" เพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องขยี้จุดแข็งเรื่อง
"อิสรภาพแห่งเวลาและไม่ต้องเสี่ยงกับโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่แน่นอน" เพื่อดึงสติลูกค้าที่กำลังจะเทใจไปหา EV
4 บทสรุป: กระแสจะกลับมา... แต่มาพร้อมความท้าทายใหม่
วิกฤตน้ำมันครั้งนี้จะเป็น
"ตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst)" ชั้นดีที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้า BEV กลับมาเป็นที่นิยมอย่างก้าวกระโดดแน่นอนครับ ผู้คนจะยอมประนีประนอมกับปัญหาจุดชาร์จมากขึ้นเพราะโดนบีบด้วยปัญหาเศรษฐกิจ
แต่ในระยะยาว หากปริมาณรถ EV บนถนนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (จากการแห่ซื้อหนีน้ำมันแพง) แต่โครงสร้างพื้นฐานตู้ชาร์จยังขยายตัวไม่ทัน ท้ายที่สุดมันจะเกิดวิกฤต
"คอขวดจุดชาร์จ" ที่รุนแรงกว่าเดิม แบรนด์รถ EV ที่จะชนะในเกมระยะยาวนี้ ต้องกล้า
ลงทุนสร้าง Eco-system และสถานีชาร์จแบบ Exclusive ให้กับลูกค้าของตัวเอง และ แบรนด์ที่พัฒนาแบตให้ชาร์จได้ไวแล้ววิ่งได้ไกลกว่าเดิม
วิกฤตน้ำมันเดือดจุดชนวน ‘BEV’ กลับมาผงาด
1. ก่อนหน้านี้ คนยอมจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่า (ในระดับที่รับได้) เพื่อซื้อ "เวลาและความสะดวก" ไม่ต้องรอคิวชาร์จ แต่เมื่อราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 100% "Pain of Paying" (ความเจ็บปวดจากการจ่ายเงิน) จะรุนแรงจนกลบความขี้เกียจครับ ผู้บริโภคจะเริ่มหยิบเครื่องคิดเลขมาคำนวณต้นทุนต่อกิโลเมตร (Cost per KM) และพบว่าส่วนต่างมันมหาศาลจนทำให้พวกเขาคิดว่า "ยอมวางแผนการเดินทางให้รัดกุมขึ้น หรือทนรอคิวชาร์จนิดหน่อย เพื่อรักษาสภาพคล่องในกระเป๋า" มันคุ้มค่ากว่ามาก
2. กลุ่มผู้ใช้ "Home Charging" จะกลายเป็นตัวจุดกระแส คนที่มีความพร้อมในการติด Wall Charge ที่บ้าน จะเป็นกลุ่มแรกที่ตัดสินใจกระโดดกลับเข้าหา BEV ทันที โดยมองว่ารถยนต์ไฟฟ้าคือ "เกราะป้องกันอัตราเงินเฟ้อจากน้ำมัน" (Inflation Shield) พวกเขาใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องง้อปั๊ม และหลีกเลี่ยงการชาร์จสาธารณะได้ ซึ่งนี่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ค่ายรถ EV จะต้องรีบกอบโกย
3. การปรับตัวของแบรนด์ค่าย "ไฮบริด" ที่จะไม่ได้กินหมูอีกต่อไป แม้ไฮบริดจะประหยัดน้ำมันกว่ารถสันดาปทั่วไป แต่เมื่อ "ฐานราคาน้ำมัน" สูงขึ้นมาก ค่าใช้จ่ายของรถไฮบริดก็ยังกระโดดสูงขึ้นตามอยู่ดี นักการตลาดค่ายไฮบริดจะต้องทำงานหนักขึ้นมากในการสื่อสาร พวกเขาจะใช้จุดขายเรื่อง "ความประหยัด" เพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องขยี้จุดแข็งเรื่อง "อิสรภาพแห่งเวลาและไม่ต้องเสี่ยงกับโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่แน่นอน" เพื่อดึงสติลูกค้าที่กำลังจะเทใจไปหา EV
4 บทสรุป: กระแสจะกลับมา... แต่มาพร้อมความท้าทายใหม่
วิกฤตน้ำมันครั้งนี้จะเป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst)" ชั้นดีที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้า BEV กลับมาเป็นที่นิยมอย่างก้าวกระโดดแน่นอนครับ ผู้คนจะยอมประนีประนอมกับปัญหาจุดชาร์จมากขึ้นเพราะโดนบีบด้วยปัญหาเศรษฐกิจ
แต่ในระยะยาว หากปริมาณรถ EV บนถนนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (จากการแห่ซื้อหนีน้ำมันแพง) แต่โครงสร้างพื้นฐานตู้ชาร์จยังขยายตัวไม่ทัน ท้ายที่สุดมันจะเกิดวิกฤต "คอขวดจุดชาร์จ" ที่รุนแรงกว่าเดิม แบรนด์รถ EV ที่จะชนะในเกมระยะยาวนี้ ต้องกล้าลงทุนสร้าง Eco-system และสถานีชาร์จแบบ Exclusive ให้กับลูกค้าของตัวเอง และ แบรนด์ที่พัฒนาแบตให้ชาร์จได้ไวแล้ววิ่งได้ไกลกว่าเดิม