น้ำมันปาล์มราคาพุ่ง รับวิกฤตดีเซลขาดตลาด แม่ค้าไก่ทอดโอดกำไรหด หวั่นลูกค้าหาย
https://www.matichon.co.th/region/news_5644832
.

.
น้ำมันปาล์มราคาพุ่ง รับวิกฤตดีเซลขาดตลาด แม่ค้าไก่ทอดโอดกำไรหด หวั่นลูกค้าหาย
.
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ผู้สื่อลงพื้นที่ตรวจสอบบรรยากาศในตลาดภาษีซุง เทศบาลเมืองชัยนาท หลังจากมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมันปาล์มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งน้ำมันดีเซลขาดตลาด จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง
.
เช้านี้พบว่าราคาน้ำมันพืช และน้ำมันปาล์มขยับขึ้นจากเดิมเฉลี่ยขวดละ 2-3 บาท บางยี่ห้อขยับจาก 48 บาท ขึ้นเป็น 50 บาท รวมถึงยังมีบางยี่ห้อที่ขยับจาก 47 บาท ขึ้นเป็น 50 บาทด้วยเช่นกัน
.
แม่ค้าเผยว่าจากราคาต้นทุนที่ขยับขึ้นทําให้หน้าร้านต้องขยับตามด้วยแต่มีกําไรที่น้อยลงเพราะว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาส่งกับราคาหน้าร้านมีส่วนต่างที่ทําให้กําไรลด ส่วนลูกค้า ส่วนใหญ่ก็จะรับได้กับราคาที่ปรับขึ้นเพราะเข้าใจถึงสถานการณ์ที่กําลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน
.
ส่วนที่ร้านไก่ทอดชื่อดังอย่างร้าน ป้าปุ๊ยไก่ทอด หน้าตลาดภาษีซุง เผยว่า ในแต่ละวัน ตนจะใช้น้ำมันประมาณ 8 ถึง 10 กิโลกรัม ซึ่งจากราคาที่ปรับขึ้น เดิมเคยซื้อน้ำมันโหลละ 400 บาท ก็ปรับขึ้นทีเดียวถึง 480 บาท ทำให้ต้องมีภาระต้นทุนจากค่าน้ำมันปาล์มที่ใช้ทอดไก่ขาย ซึ่งก่อนหน้านี้วัตถุดิบในการประกอบอาหารอย่างไก่สด ก็มีการปรับราคาขึ้น ต่อมายังมีถุงพลาสติกและยางรัดที่ปรับขึ้นตามด้วย ทําให้ในวันนี้ (22 มีนาคม) กําไรลดลงมาก แต่ก็ยังไม่สามารถปรับราคาขายหน้าร้านได้เนื่องจากเกรงจะกระทบกับลูกค้าส่วนใหญ่ ซึ่งราคาปัจจุบันนยังคงขายอยู่ที่ชิ้นละ 10-60 บาท แต่หากในอนาคตวัตถุดิบมีการขึ้นราคาอีก ก็คงจะต้องคุยกับลูกค้าให้ความเข้าใจว่าต้นทุนสูงอาจจะต้องมีการปรับราคาขายขึ้นเล็กน้อย
.
.
‘ไอเอฟดีโพล’ เผยปชช.ไม่เชื่อมือรบ.ปมน้ำมันขาดแคลน แนะอย่ากู้มาอุ้มราคา
https://www.matichon.co.th/politics/news_5644711
.
‘ไอเอฟดีโพล’ เผยปชช.ไม่เชื่อมือรัฐบาล ปมน้ำมันขาดแคลน ชี้ให้อุดหนุนกลุ่มเท่าที่จำเป็น แนะ 5 ข้อ อย่ากู้มาอุ้มราคา-เลิกภาษีซ้ำซ้อน
.
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนาง
จิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “
น้ำมันแพง-ขาด: ประชาชนไม่เชื่อมือรัฐ ให้หนุนอุดหนุนเท่าที่จำเป็น” กลุ่มตัวอย่าง 1,201 ราย สำรวจช่วง 17-19 มีนาคม 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน 3%
.
โดยผลไอเอฟดีโพลสะท้อนว่า ประชาชนมองปัญหาน้ำมันแพง-น้ำมันขาดมาจากหลายปัจจัย โดยชี้ไปที่ วิกฤตโลกคุมไม่ได้ 44.63% รัฐรับมือช้า 43.80% และผลประโยชน์ทับซ้อน 39.05% เป็นสาเหตุหลัก เมื่อถามถึงแนวทางอุดหนุนที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่เลือก อุดหนุนเท่าที่จำเป็น 36.64% รองลงมาคือ ช่วยเฉพาะกลุ่มจำเป็น 22.72% และ หยุดอุดหนุนแล้วรื้อโครงสร้างราคา 21.07%. ด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล พบว่า ประชาชนไม่เชื่อมั่น 75.85% ภาพรวมจึงชัดว่า แม้ประชาชนจะยอมรับว่าปัจจัยโลกมีผล แต่ยังเห็นว่ารัฐต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นมากกว่านี้
.
ผลไอเอฟดีโพล พบว่า เมื่อสำรวจความเห็นประชาชนถึงสาเหตุของปัญหาน้ำมันแพง-น้ำมันขาด พบว่าประชาชนเลือก “
วิกฤตโลกคุมไม่ได้ สงครามและราคาน้ำมันโลกพุ่ง” สูงสุด 44.63% ตามด้วย “
รัฐรับมือช้า บริหารวิกฤตไม่ทัน แก้ปัญหาไม่ตรงจุด” 43.80% และ“
ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่กล้ารื้อโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม” 39.05%
.
ขณะที่ “
ประชาชนแห่เติมน้ำมัน” ตื่นตระหนกจนปั๊มขาดช่วง” อยู่ที่ 24.15%,“
นายทุนกักตุนเก็งกำไร” 21.15%, “
โรงกลั่นกำไรเกินควร” 12.99%, “
ภาษีซ้ำซ้อน 11.57% และไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ 2.50%
.
เมื่อถามว่า รัฐควรอุดหนุนน้ำมันแบบไหนจึงเหมาะสมที่สุด ประชาชนเลือก “
อุดหนุนเท่าที่จำเป็น: ช่วยให้ราคาไม่พุ่งเร็วเกินไป” มากที่สุด 36.64% รองลงมาคือ “
ช่วยเฉพาะกลุ่มจำเป็น: เช่น ขนส่ง สาธารณะ กู้ภัย เกษตรกร” 22.72%, “
หยุดอุดหนุน: รื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นธรรม” 21.07% และ “
อุดหนุนเต็มที่: ตรึงราคาแม้ต้องกู้เพิ่ม” 12.57% ส่วนผู้ตอบไม่ทราบ/ไม่แน่ใจมี 6.58% และคำตอบอื่น ๆ เช่น ทุกฝ่ายควรช่วยกันรับภาระ และรัฐควรเสนอทางออกเพิ่มเติม ฯลฯ มี 0.42%
.
นอกจากนั้นในด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้วิกฤตน้ำมันแพง-ขาด พบว่า ประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่น 45.46% และไม่เชื่อมั่นเลย 30.39% รวมผู้ไม่เชื่อมั่น 75.85% ขณะที่ค่อนข้างเชื่อมั่น 19.07% และเชื่อมั่นมาก 1.92% รวมผู้เชื่อมั่น 20.99% ส่วนไม่ทราบ/ไม่แน่ใจมี 3.16% สะท้อนว่า ประชาชนยอมรับว่าปัจจัยโลกมีผล แต่ไม่ได้ยกเว้นความรับผิดชอบให้รัฐและยังต้องการมาตรการที่ตรงจุดมากกว่าการอุ้มราคาแบบไร้ขอบเขต
.
ศ.ดร.
เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติม เป็น 6 นัยยะและ5 ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 6 นัยยะสำคัญจากผลโพล
.
1) วิกฤตศรัทธา ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล 75.85%: ประชาชนมองว่าการแก้ปัญหาของรัฐติดหล่ม “
ไม่เร็ว-ไม่ทัน-ไม่ได้-ไม่ถูก” กล่าวคือ ไม่เร็ว-รัฐรับมือช้า บริหารวิกฤตไม่ทันและแก้ไม่ตรงจุด (43.80%) ไม่ทัน-น้ำมันขาดโดยประชาชนตื่นตระหนกแห่เติมน้ำมันจนขาดปั๊ม (24.15%) ไม่ได้-แก้อะไรไม่ได้เพราะติดผลประโยชน์ทับซ้อนและนายทุนกักตุนเก็งกำไร (รวม 60.20%) และยังไม่ถูก-เก็บภาษีซ้อนทับจนราคาพุ่งซึ่งไม่ถูก (11.57%) ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชน
.
2) ต้นตอปัญหา โลกและรัฐบาลรับผิดชอบคนละครึ่ง: ประชาชนมองสาเหตุของวิกฤตว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลักที่น้ำหนักพอ ๆ กัน คือ ปัจจัยจากวิกฤตโลกสงครามและราคาน้ำมันพุ่งที่ควบคุมไม่ได้ (44.63%) และความล้มเหลวในการรับมือของรัฐบาลเอง (43.80%)
.
3) น้ำมันแพงเรื้อรัง รัฐดูแลกลุ่มทุน ไม่เห็นหัวประชาชน: สังคมกำลังตั้งคำถามหนักหน่วง สะท้อนจากความเชื่อที่ว่าโครงสร้างราคามีผลประโยชน์ทับซ้อน (39.05%) ไม่มีมาตรการจัดการกับนายทุนกักตุนเก็งกำไร (21.15%) รวมถึงการให้โรงกลั่นค้ากำไรเกินควร (12.99%)
.
4) ระเบิดเวลาแห่งความอัดอั้น: ความไม่พอใจต่อการบริหารของรัฐบาลกำลังสะสมตัวกลายเป็นระเบิดเวลา จากการที่ประชาชนมองเห็นชัดเจนว่ากลไกราคาในปัจจุบันไม่เป็นธรรม เอื้อให้เกิดกำไรเกินควร
.
5) เรียกร้องรัฐ “
อุดหนุนอย่างฉลาด-ไม่โง่”: เสียงสะท้อนรวม 80.43% ต้องการให้เปลี่ยนวิธีอุดหนุน โดยแบ่งเป็นการอุดหนุนเท่าที่จำเป็นเพื่อชะลอราคาพุ่ง (36.64%) มุ่งเป้าช่วยกลุ่มที่จำเป็นและกลุ่มเปราะบาง เช่น ขนส่งสาธารณะ กู้ภัย และเกษตรกร ฯลฯ (22.72%) รวมถึงกลุ่มที่เสนอให้หยุดอุดหนุนไปเลย เพื่อนำไปสู่การรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน (21.07%) 6) บทสรุป “
การเมืองเรื่องพลังงาน”: ปัญหาทั้งหมดคิดเป็นมิติทางการเมืองเรื่องพลังงานสูงถึง 82.85% สะท้อนจากปัญหาจากการขาดประสิทธิภาพในการบริหาร (43.80%) และผลประโยชน์ทับซ้อน (39.05%) อีกทั้งรัฐจึงควรพิจารณามาตรการอื่นร่วม เช่น การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อดึงกำไรส่วนเกินมาใช้เพื่อประเทศส่วนรวม
.
ส่วน 5 ข้อเสนอแนะ เพื่อฝ่าวิกฤตน้ำมัน
.
1) อย่ากู้มาอุ้มราคา: รัฐต้องหยุดวงจรการกู้เงินเพื่อมาพยุงราคาน้ำมันแบบเหวี่ยงแห เพราะนอกจากจะไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอแล้ว ยังเป็นการสร้างหนี้สาธารณะก้อนโตทิ้งไว้เป็นภาระผูกพันให้กับประเทศในระยะยาว
.
2) เลิกภาษีซ้ำซ้อน: ถึงเวลาต้องกล้ารื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบือนและไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีและเงินเข้ากองทุนต่างๆ ที่ทับซ้อนกันหลายชั้น เพื่อทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
.
3) กู้ศรัทธาด้วยความโปร่งใส: รัฐบาลต้องกล้า “พูดความจริง” กับสังคม และยกระดับการตรวจสอบด้วยระบบ Open Data ผ่านเทคโนโลยี Blockchain หรืออื่น ๆ ในทุกกระบวนการแบบ Real-time เพื่อใช้ดิจิทัลติดตามสต็อกน้ำมันทั้งระบบ การไหลของเงินที่ชัดเจน ฯลฯ และจัดการ “น้ำมันเถื่อน” ได้
.
4) ช่วยกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า: เลิกนโยบายหว่านเงินช่วยเหลือแบบเหมารวม แล้วเปลี่ยนมาใช้การช่วยเหลือเจาะจง (Targeted) เพื่อประคอง “คนตัวเล็ก” และกลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนจริง เช่น ภาคขนส่งหรือเกษตรกร ฯลฯ เพื่อใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมประเทศมากที่สุด
.
5) สร้างความมั่นคงด้วยพลังงานทางเลือก: ต้องเปลี่ยนวิกฤตนี้เป็นแรงส่งการพัฒนาระบบพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนจริงจัง เพื่อลดพึ่งพาน้ำมันจากตลาดโลกที่ผันผวน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศระยะยาว
.
.
น้ำมันขาดแคลน เช้ามานอกจากต้องบิณฑบาต เจ้าอาวาสต้องตระเวนหาซื้อน้ำมันเผาศพด้วย
https://www.matichon.co.th/region/news_5644694
.
น้ำมันขาดแคลน เช้ามานอกจากต้องบิณฑบาต เจ้าอาวาสต้องตระเวนหาซื้อน้ำมันเผาศพด้วย
.
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตรว่า จากกรณีที่บนหน้าเฟซบุ๊กของหลวงพี่
บอม หรือพระ
สมุห์สามารถ เจ้าอาวาสวัดวิจิตราราม (วัดใหม่) ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายพิจิตร-ท่าฬ่อ-สากเหล็ก ได้เขียนบรรยายความลำบากของพระสมัยนี้ ว่า
.
“
ตื่นเช้าขึ้นมา นอกจากต้องออกบิณฑบาตแล้ว ก็ต้องออกไปตระเวนหาซื้อน้ำมันดีเซล เพื่อจะใช้ในการเผาศพของผู้เสียชีวิต ซึ่งเมรุเผาศพใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง
.
โดยวัดแห่งนี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ต้องใช้น้ำมันดีเซล 60 ลิตร เอาถังแกลลอนไปขอซื้อ ปั๊มน้ำมันบางแห่งก็บอกว่าน้ำมันหมด / บางแห่งก็บอกว่าไม่ขาย /บางแห่งจะขาย ก็ต้องขอดูใบมรณบัตร / บางแห่งถึงขนาดที่ว่า ต้องให้เจ้าอาวาสมาแสดงตัว โอ้แม่เจ้าประเทศไทยยุคนี้ทำไมถึงได้รังแกพระ-รังแกผีขนาดนี้”
.
โดยข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า
.
“วันนี้ที่วัดมีเผา 1 ศพ วันจันทร์ 1 อังคาร 1 เข้าใหม่อีก 1 ศพ โดยศพที่วัดดำเนินการเผาใช้น้ำมันดีเซล เตาเผาปลอดมลพิษต่อศพประมาณ 60 ลิตรเจ้าอาวาสต้องออกหาน้ำมันเผาศพ เย็นนี้ใครเห็นอาตมาไปกรอกน้ำมันอย่าเพิ่งว่ากันเพราะต้องนำไปเผาศพ”
.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตรว่า “
ต่อไปนี้ไปงานศพคงต้องเอาน้ำมันดีเซลใส่แกลลอน 5 ลิตรไปทำบุญแทนพวงหรีดน่าจะดีกว่า”
.
https://www.facebook.com/bxm.xa.ram.bxy/posts/pfbid0KVJn4rKqK1gBMFLq4gAcaZ6BFRszgSitA6gNnSBgCYrhEXj6camM3EJA5DF7yVQpl
.
.
วิกฤตดีเซลพ่นพิษ ปั๊มบางจาก ชัยนาท หยุดขายยาวถึงสิ้นเดือนมี.ค. เหตุไม่ได้โควต้าน้ำมัน
https://www.matichon.co.th/region/news_5644752
.
วิกฤตดีเซลพ่นพิษ ปั๊มบางจาก ชัยนาท หยุดขายยาวถึงสิ้นเดือนมี.ค. เหตุไม่ได้โควต้าน้ำมัน
.
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม เจ้าของสถานีบริการน้ำมันบางจากสาขาสะพานใหม่ชัยนาท ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่าทางปั๊มจำเป็นต้องหยุดให้บริการจำหน่ายน้ำมันชั่วคราวอย่างน้อยไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากไม่ได้รับการจัดสรรโควต้าน้ำมันมาจำหน่าย ซึ่งที่นี่เป็นหนึ่งในหลายๆ แห่งที่จำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวหลังจากเกิดวิกฤตน้ำมัน ซึ่งเป็นผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่ย่างเข้าสัปดาห์ที่ 4 เพราะทำให้น้ำมันดีเซลหายากขึ้น
.
ขณะที่หลายปั๊ม ยอมรับว่าได้รับการจัดสรรโควต้าน้ำมันดีเซลที่น้อยกว่าช่วงปกติมาก ทำให้หลายๆ แห่งต้องยอมหยุดกิจการ เพราะไม่สามารถหาน้ำมันมาขายได้
JJNY : น้ำมันปาล์มพุ่ง│‘ไอเอฟดีโพล’เผยไม่เชื่อมือรบ.│เจ้าอาวาสตระเวนซื้อน้ำมัน│ปั๊มชัยนาทหยุดขายยาว│จี7พร้อมปกป้องอุปทาน
https://www.matichon.co.th/region/news_5644832
.
.
น้ำมันปาล์มราคาพุ่ง รับวิกฤตดีเซลขาดตลาด แม่ค้าไก่ทอดโอดกำไรหด หวั่นลูกค้าหาย
.
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ผู้สื่อลงพื้นที่ตรวจสอบบรรยากาศในตลาดภาษีซุง เทศบาลเมืองชัยนาท หลังจากมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมันปาล์มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าขนส่งน้ำมันดีเซลขาดตลาด จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง
.
เช้านี้พบว่าราคาน้ำมันพืช และน้ำมันปาล์มขยับขึ้นจากเดิมเฉลี่ยขวดละ 2-3 บาท บางยี่ห้อขยับจาก 48 บาท ขึ้นเป็น 50 บาท รวมถึงยังมีบางยี่ห้อที่ขยับจาก 47 บาท ขึ้นเป็น 50 บาทด้วยเช่นกัน
.
แม่ค้าเผยว่าจากราคาต้นทุนที่ขยับขึ้นทําให้หน้าร้านต้องขยับตามด้วยแต่มีกําไรที่น้อยลงเพราะว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาส่งกับราคาหน้าร้านมีส่วนต่างที่ทําให้กําไรลด ส่วนลูกค้า ส่วนใหญ่ก็จะรับได้กับราคาที่ปรับขึ้นเพราะเข้าใจถึงสถานการณ์ที่กําลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน
.
ส่วนที่ร้านไก่ทอดชื่อดังอย่างร้าน ป้าปุ๊ยไก่ทอด หน้าตลาดภาษีซุง เผยว่า ในแต่ละวัน ตนจะใช้น้ำมันประมาณ 8 ถึง 10 กิโลกรัม ซึ่งจากราคาที่ปรับขึ้น เดิมเคยซื้อน้ำมันโหลละ 400 บาท ก็ปรับขึ้นทีเดียวถึง 480 บาท ทำให้ต้องมีภาระต้นทุนจากค่าน้ำมันปาล์มที่ใช้ทอดไก่ขาย ซึ่งก่อนหน้านี้วัตถุดิบในการประกอบอาหารอย่างไก่สด ก็มีการปรับราคาขึ้น ต่อมายังมีถุงพลาสติกและยางรัดที่ปรับขึ้นตามด้วย ทําให้ในวันนี้ (22 มีนาคม) กําไรลดลงมาก แต่ก็ยังไม่สามารถปรับราคาขายหน้าร้านได้เนื่องจากเกรงจะกระทบกับลูกค้าส่วนใหญ่ ซึ่งราคาปัจจุบันนยังคงขายอยู่ที่ชิ้นละ 10-60 บาท แต่หากในอนาคตวัตถุดิบมีการขึ้นราคาอีก ก็คงจะต้องคุยกับลูกค้าให้ความเข้าใจว่าต้นทุนสูงอาจจะต้องมีการปรับราคาขายขึ้นเล็กน้อย
.
.
‘ไอเอฟดีโพล’ เผยปชช.ไม่เชื่อมือรบ.ปมน้ำมันขาดแคลน แนะอย่ากู้มาอุ้มราคา
https://www.matichon.co.th/politics/news_5644711
.
‘ไอเอฟดีโพล’ เผยปชช.ไม่เชื่อมือรัฐบาล ปมน้ำมันขาดแคลน ชี้ให้อุดหนุนกลุ่มเท่าที่จำเป็น แนะ 5 ข้อ อย่ากู้มาอุ้มราคา-เลิกภาษีซ้ำซ้อน
.
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “น้ำมันแพง-ขาด: ประชาชนไม่เชื่อมือรัฐ ให้หนุนอุดหนุนเท่าที่จำเป็น” กลุ่มตัวอย่าง 1,201 ราย สำรวจช่วง 17-19 มีนาคม 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน 3%
.
โดยผลไอเอฟดีโพลสะท้อนว่า ประชาชนมองปัญหาน้ำมันแพง-น้ำมันขาดมาจากหลายปัจจัย โดยชี้ไปที่ วิกฤตโลกคุมไม่ได้ 44.63% รัฐรับมือช้า 43.80% และผลประโยชน์ทับซ้อน 39.05% เป็นสาเหตุหลัก เมื่อถามถึงแนวทางอุดหนุนที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่เลือก อุดหนุนเท่าที่จำเป็น 36.64% รองลงมาคือ ช่วยเฉพาะกลุ่มจำเป็น 22.72% และ หยุดอุดหนุนแล้วรื้อโครงสร้างราคา 21.07%. ด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล พบว่า ประชาชนไม่เชื่อมั่น 75.85% ภาพรวมจึงชัดว่า แม้ประชาชนจะยอมรับว่าปัจจัยโลกมีผล แต่ยังเห็นว่ารัฐต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุดและสร้างความเชื่อมั่นมากกว่านี้
.
ผลไอเอฟดีโพล พบว่า เมื่อสำรวจความเห็นประชาชนถึงสาเหตุของปัญหาน้ำมันแพง-น้ำมันขาด พบว่าประชาชนเลือก “วิกฤตโลกคุมไม่ได้ สงครามและราคาน้ำมันโลกพุ่ง” สูงสุด 44.63% ตามด้วย “รัฐรับมือช้า บริหารวิกฤตไม่ทัน แก้ปัญหาไม่ตรงจุด” 43.80% และ“ผลประโยชน์ทับซ้อนไม่กล้ารื้อโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม” 39.05%
.
ขณะที่ “ประชาชนแห่เติมน้ำมัน” ตื่นตระหนกจนปั๊มขาดช่วง” อยู่ที่ 24.15%,“นายทุนกักตุนเก็งกำไร” 21.15%, “โรงกลั่นกำไรเกินควร” 12.99%, “ภาษีซ้ำซ้อน 11.57% และไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ 2.50%
.
เมื่อถามว่า รัฐควรอุดหนุนน้ำมันแบบไหนจึงเหมาะสมที่สุด ประชาชนเลือก “อุดหนุนเท่าที่จำเป็น: ช่วยให้ราคาไม่พุ่งเร็วเกินไป” มากที่สุด 36.64% รองลงมาคือ “ช่วยเฉพาะกลุ่มจำเป็น: เช่น ขนส่ง สาธารณะ กู้ภัย เกษตรกร” 22.72%, “หยุดอุดหนุน: รื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นธรรม” 21.07% และ “อุดหนุนเต็มที่: ตรึงราคาแม้ต้องกู้เพิ่ม” 12.57% ส่วนผู้ตอบไม่ทราบ/ไม่แน่ใจมี 6.58% และคำตอบอื่น ๆ เช่น ทุกฝ่ายควรช่วยกันรับภาระ และรัฐควรเสนอทางออกเพิ่มเติม ฯลฯ มี 0.42%
.
นอกจากนั้นในด้านความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในการแก้วิกฤตน้ำมันแพง-ขาด พบว่า ประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่น 45.46% และไม่เชื่อมั่นเลย 30.39% รวมผู้ไม่เชื่อมั่น 75.85% ขณะที่ค่อนข้างเชื่อมั่น 19.07% และเชื่อมั่นมาก 1.92% รวมผู้เชื่อมั่น 20.99% ส่วนไม่ทราบ/ไม่แน่ใจมี 3.16% สะท้อนว่า ประชาชนยอมรับว่าปัจจัยโลกมีผล แต่ไม่ได้ยกเว้นความรับผิดชอบให้รัฐและยังต้องการมาตรการที่ตรงจุดมากกว่าการอุ้มราคาแบบไร้ขอบเขต
.
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติม เป็น 6 นัยยะและ5 ข้อเสนอแนะ ดังนี้ 6 นัยยะสำคัญจากผลโพล
.
1) วิกฤตศรัทธา ไม่เชื่อมั่นรัฐบาล 75.85%: ประชาชนมองว่าการแก้ปัญหาของรัฐติดหล่ม “ไม่เร็ว-ไม่ทัน-ไม่ได้-ไม่ถูก” กล่าวคือ ไม่เร็ว-รัฐรับมือช้า บริหารวิกฤตไม่ทันและแก้ไม่ตรงจุด (43.80%) ไม่ทัน-น้ำมันขาดโดยประชาชนตื่นตระหนกแห่เติมน้ำมันจนขาดปั๊ม (24.15%) ไม่ได้-แก้อะไรไม่ได้เพราะติดผลประโยชน์ทับซ้อนและนายทุนกักตุนเก็งกำไร (รวม 60.20%) และยังไม่ถูก-เก็บภาษีซ้อนทับจนราคาพุ่งซึ่งไม่ถูก (11.57%) ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชน
.
2) ต้นตอปัญหา โลกและรัฐบาลรับผิดชอบคนละครึ่ง: ประชาชนมองสาเหตุของวิกฤตว่ามาจาก 2 ปัจจัยหลักที่น้ำหนักพอ ๆ กัน คือ ปัจจัยจากวิกฤตโลกสงครามและราคาน้ำมันพุ่งที่ควบคุมไม่ได้ (44.63%) และความล้มเหลวในการรับมือของรัฐบาลเอง (43.80%)
.
3) น้ำมันแพงเรื้อรัง รัฐดูแลกลุ่มทุน ไม่เห็นหัวประชาชน: สังคมกำลังตั้งคำถามหนักหน่วง สะท้อนจากความเชื่อที่ว่าโครงสร้างราคามีผลประโยชน์ทับซ้อน (39.05%) ไม่มีมาตรการจัดการกับนายทุนกักตุนเก็งกำไร (21.15%) รวมถึงการให้โรงกลั่นค้ากำไรเกินควร (12.99%)
.
4) ระเบิดเวลาแห่งความอัดอั้น: ความไม่พอใจต่อการบริหารของรัฐบาลกำลังสะสมตัวกลายเป็นระเบิดเวลา จากการที่ประชาชนมองเห็นชัดเจนว่ากลไกราคาในปัจจุบันไม่เป็นธรรม เอื้อให้เกิดกำไรเกินควร
.
5) เรียกร้องรัฐ “อุดหนุนอย่างฉลาด-ไม่โง่”: เสียงสะท้อนรวม 80.43% ต้องการให้เปลี่ยนวิธีอุดหนุน โดยแบ่งเป็นการอุดหนุนเท่าที่จำเป็นเพื่อชะลอราคาพุ่ง (36.64%) มุ่งเป้าช่วยกลุ่มที่จำเป็นและกลุ่มเปราะบาง เช่น ขนส่งสาธารณะ กู้ภัย และเกษตรกร ฯลฯ (22.72%) รวมถึงกลุ่มที่เสนอให้หยุดอุดหนุนไปเลย เพื่อนำไปสู่การรื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน (21.07%) 6) บทสรุป “การเมืองเรื่องพลังงาน”: ปัญหาทั้งหมดคิดเป็นมิติทางการเมืองเรื่องพลังงานสูงถึง 82.85% สะท้อนจากปัญหาจากการขาดประสิทธิภาพในการบริหาร (43.80%) และผลประโยชน์ทับซ้อน (39.05%) อีกทั้งรัฐจึงควรพิจารณามาตรการอื่นร่วม เช่น การจัดเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) เพื่อดึงกำไรส่วนเกินมาใช้เพื่อประเทศส่วนรวม
.
ส่วน 5 ข้อเสนอแนะ เพื่อฝ่าวิกฤตน้ำมัน
.
1) อย่ากู้มาอุ้มราคา: รัฐต้องหยุดวงจรการกู้เงินเพื่อมาพยุงราคาน้ำมันแบบเหวี่ยงแห เพราะนอกจากจะไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอแล้ว ยังเป็นการสร้างหนี้สาธารณะก้อนโตทิ้งไว้เป็นภาระผูกพันให้กับประเทศในระยะยาว
.
2) เลิกภาษีซ้ำซ้อน: ถึงเวลาต้องกล้ารื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่บิดเบือนและไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีและเงินเข้ากองทุนต่างๆ ที่ทับซ้อนกันหลายชั้น เพื่อทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
.
3) กู้ศรัทธาด้วยความโปร่งใส: รัฐบาลต้องกล้า “พูดความจริง” กับสังคม และยกระดับการตรวจสอบด้วยระบบ Open Data ผ่านเทคโนโลยี Blockchain หรืออื่น ๆ ในทุกกระบวนการแบบ Real-time เพื่อใช้ดิจิทัลติดตามสต็อกน้ำมันทั้งระบบ การไหลของเงินที่ชัดเจน ฯลฯ และจัดการ “น้ำมันเถื่อน” ได้
.
4) ช่วยกลุ่มเปราะบางแบบพุ่งเป้า: เลิกนโยบายหว่านเงินช่วยเหลือแบบเหมารวม แล้วเปลี่ยนมาใช้การช่วยเหลือเจาะจง (Targeted) เพื่อประคอง “คนตัวเล็ก” และกลุ่มเปราะบางที่เดือดร้อนจริง เช่น ภาคขนส่งหรือเกษตรกร ฯลฯ เพื่อใช้เงินงบประมาณให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมประเทศมากที่สุด
.
5) สร้างความมั่นคงด้วยพลังงานทางเลือก: ต้องเปลี่ยนวิกฤตนี้เป็นแรงส่งการพัฒนาระบบพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืนจริงจัง เพื่อลดพึ่งพาน้ำมันจากตลาดโลกที่ผันผวน และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศระยะยาว
.
.
น้ำมันขาดแคลน เช้ามานอกจากต้องบิณฑบาต เจ้าอาวาสต้องตระเวนหาซื้อน้ำมันเผาศพด้วย
https://www.matichon.co.th/region/news_5644694
.
น้ำมันขาดแคลน เช้ามานอกจากต้องบิณฑบาต เจ้าอาวาสต้องตระเวนหาซื้อน้ำมันเผาศพด้วย
.
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตรว่า จากกรณีที่บนหน้าเฟซบุ๊กของหลวงพี่บอม หรือพระสมุห์สามารถ เจ้าอาวาสวัดวิจิตราราม (วัดใหม่) ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายพิจิตร-ท่าฬ่อ-สากเหล็ก ได้เขียนบรรยายความลำบากของพระสมัยนี้ ว่า
.
“ตื่นเช้าขึ้นมา นอกจากต้องออกบิณฑบาตแล้ว ก็ต้องออกไปตระเวนหาซื้อน้ำมันดีเซล เพื่อจะใช้ในการเผาศพของผู้เสียชีวิต ซึ่งเมรุเผาศพใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง
.
โดยวัดแห่งนี้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ต้องใช้น้ำมันดีเซล 60 ลิตร เอาถังแกลลอนไปขอซื้อ ปั๊มน้ำมันบางแห่งก็บอกว่าน้ำมันหมด / บางแห่งก็บอกว่าไม่ขาย /บางแห่งจะขาย ก็ต้องขอดูใบมรณบัตร / บางแห่งถึงขนาดที่ว่า ต้องให้เจ้าอาวาสมาแสดงตัว โอ้แม่เจ้าประเทศไทยยุคนี้ทำไมถึงได้รังแกพระ-รังแกผีขนาดนี้”
.
โดยข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า
.
“วันนี้ที่วัดมีเผา 1 ศพ วันจันทร์ 1 อังคาร 1 เข้าใหม่อีก 1 ศพ โดยศพที่วัดดำเนินการเผาใช้น้ำมันดีเซล เตาเผาปลอดมลพิษต่อศพประมาณ 60 ลิตรเจ้าอาวาสต้องออกหาน้ำมันเผาศพ เย็นนี้ใครเห็นอาตมาไปกรอกน้ำมันอย่าเพิ่งว่ากันเพราะต้องนำไปเผาศพ”
.
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตรว่า “ต่อไปนี้ไปงานศพคงต้องเอาน้ำมันดีเซลใส่แกลลอน 5 ลิตรไปทำบุญแทนพวงหรีดน่าจะดีกว่า”
.
https://www.facebook.com/bxm.xa.ram.bxy/posts/pfbid0KVJn4rKqK1gBMFLq4gAcaZ6BFRszgSitA6gNnSBgCYrhEXj6camM3EJA5DF7yVQpl
.
.
วิกฤตดีเซลพ่นพิษ ปั๊มบางจาก ชัยนาท หยุดขายยาวถึงสิ้นเดือนมี.ค. เหตุไม่ได้โควต้าน้ำมัน
https://www.matichon.co.th/region/news_5644752
.
วิกฤตดีเซลพ่นพิษ ปั๊มบางจาก ชัยนาท หยุดขายยาวถึงสิ้นเดือนมี.ค. เหตุไม่ได้โควต้าน้ำมัน
.
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม เจ้าของสถานีบริการน้ำมันบางจากสาขาสะพานใหม่ชัยนาท ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กว่าทางปั๊มจำเป็นต้องหยุดให้บริการจำหน่ายน้ำมันชั่วคราวอย่างน้อยไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากไม่ได้รับการจัดสรรโควต้าน้ำมันมาจำหน่าย ซึ่งที่นี่เป็นหนึ่งในหลายๆ แห่งที่จำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวหลังจากเกิดวิกฤตน้ำมัน ซึ่งเป็นผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลางที่ย่างเข้าสัปดาห์ที่ 4 เพราะทำให้น้ำมันดีเซลหายากขึ้น
.
ขณะที่หลายปั๊ม ยอมรับว่าได้รับการจัดสรรโควต้าน้ำมันดีเซลที่น้อยกว่าช่วงปกติมาก ทำให้หลายๆ แห่งต้องยอมหยุดกิจการ เพราะไม่สามารถหาน้ำมันมาขายได้