เมื่อโลกถูกบีบด้วยข้อบังคับโลกร้อนอย่าง Paris Agreement และมาตรการกีดกันทางการค้า CBAM ของยุโรป ภาคการขนส่งจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ "ยานยนต์พลังงานสะอาด"
แต่ทำไมรถไฮโดรเจน (FCEV) ที่เติมไว 3-5 นาที วิ่งได้ไกลเหมือนรถน้ำมัน กลับมียอดขายพ่ายแพ้ให้กับรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) อย่างราบคาบ? นี่คือ 3 เหตุผลเชิงลึกทางฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์ครับ
1. ปัญหาไก่กับไข่ ที่ BEV ปลดล็อกด้วย "การชาร์จที่บ้าน"
-ไฮโดรเจน สถานีเติม 1 แห่ง ใช้ทุนสร้างสูงถึง 30-100 ล้านบาท ทั่วโลกจึงมีสถานีน้อยมาก และถ้าไม่มีสถานีใกล้บ้าน รถจะกลายเป็นที่ทับกระดาษทันที
-BEV แม้ไม่มีสถานีสาธารณะ ก็ยังชาร์จไฟที่บ้านได้ ทำให้ตลาดโตได้เองโดยไม่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานครบ 100%
2. สถานีจัดเก็บที่ต้อง "กินไฟ" 24 ชม.
ความสะดวก 3 นาทีของผู้ใช้ แลกมาด้วยภาระมหาศาลของสถานีบริการ:
-ต้องแช่แข็ง -253°C การเก็บไฮโดรเจนเหลวต้องใช้ไฟรันระบบทำความเย็นจัดตลอดเวลา ซึ่งกินพลังงานสูงถึง 30-40% ของพลังงานตัวมันเองตั้งแต่ยังไม่ได้เติมเข้าfieldรถ
-ระเหยทิ้งทุกวัน ต่อให้ฉนวนดีแค่ไหน ไฮโดรเจนบางส่วนจะระเหยและต้องปล่อยทิ้งเพื่อความปลอดภัย ต้นทุนจึงละลายหายไปฟรีๆ ทุกวัน
-ปัญหาคิวต่อคิว เติมเสร็จ 1 คัน ระบบต้องใช้เวลา 10-20 นาทีในการทำความเย็นและอัดแรงดันกลับลงไปใหม่ (700 บาร์) คำว่าเติมไว 3 นาที จึงเป็นจริงแค่คันแรกเท่านั้น!
เกร็ดความรู้ เติมเข้ารถแล้ว รถต้องแช่แข็งไหม? "ไม่ต้องครับ" เพราะเมื่อเข้าถังรถ มันจะเปลี่ยนเป็น "ก๊าซแรงดันสูง 700 บาร์" ที่อุณหภูมิห้องปกติทันที จอดตากแดดทิ้งไว้เป็นเดือนได้ เชื้อเพลิงไม่ระเหยหาย ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่สถานีเติมฝ่ายเดียว (สถานีต้องเก็บเป็นของเหลว เพราะใช้พื้นที่จัดเก็บน้อยกว่าก๊าซ 800 เท่า)
3. ความสูญเสียพลังงานในทุกขั้นตอน
-BEV: ชาร์จไฟตรงเข้าแบตฯ ขับเคลื่อนล้อ มีประสิทธิภาพสูงถึง 70-80%
-ไฮโดรเจน: ต้องเอาไฟไปแยกจากน้ำ > อัดแรงดัน > ขนส่ง > แปลงกลับเป็นไฟในรถ เหลือประสิทธิภาพจริงเพียง 25-35%
ดังนั้นเราต้องใช้ไฟฟ้าต้นทางมากกว่ากันถึง 3 เท่า เพื่อให้รถไฮโดรเจนวิ่งได้ระยะทางเท่ารถ BEV!
บทสรุป ไฮโดรเจนพ่ายแพ้แล้วจริงหรือ?
ไฮโดรเจน พ่ายแพ้อย่างราบคาบในตลาด "รถยนต์นั่งส่วนบุคคล" เพราะผู้บริโภคเลือกความประหยัดและความสะดวกในการชาร์จที่ไหนก็ได้
แต่ไฮโดรเจนกำลังไปเติบโตใน "รถบรรทุกขนาดใหญ่, รถไฟ และเรือสินค้า" ซึ่งไม่สามารถแบกน้ำหนักแบตเตอรี่หลายตันของ BEV ได้ และต้องวิ่งทำเวลาตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตรงนั้นไฮโดรเจนจะคุ้มค่าที่สุด
ยุคพลังงานสะอาด! ทำไมรถไฮโดรเจน ถึงสู้รถ BEV ไม่ได้?
แต่ทำไมรถไฮโดรเจน (FCEV) ที่เติมไว 3-5 นาที วิ่งได้ไกลเหมือนรถน้ำมัน กลับมียอดขายพ่ายแพ้ให้กับรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) อย่างราบคาบ? นี่คือ 3 เหตุผลเชิงลึกทางฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์ครับ
1. ปัญหาไก่กับไข่ ที่ BEV ปลดล็อกด้วย "การชาร์จที่บ้าน"
-ไฮโดรเจน สถานีเติม 1 แห่ง ใช้ทุนสร้างสูงถึง 30-100 ล้านบาท ทั่วโลกจึงมีสถานีน้อยมาก และถ้าไม่มีสถานีใกล้บ้าน รถจะกลายเป็นที่ทับกระดาษทันที
-BEV แม้ไม่มีสถานีสาธารณะ ก็ยังชาร์จไฟที่บ้านได้ ทำให้ตลาดโตได้เองโดยไม่ต้องรอโครงสร้างพื้นฐานครบ 100%
2. สถานีจัดเก็บที่ต้อง "กินไฟ" 24 ชม.
ความสะดวก 3 นาทีของผู้ใช้ แลกมาด้วยภาระมหาศาลของสถานีบริการ:
-ต้องแช่แข็ง -253°C การเก็บไฮโดรเจนเหลวต้องใช้ไฟรันระบบทำความเย็นจัดตลอดเวลา ซึ่งกินพลังงานสูงถึง 30-40% ของพลังงานตัวมันเองตั้งแต่ยังไม่ได้เติมเข้าfieldรถ
-ระเหยทิ้งทุกวัน ต่อให้ฉนวนดีแค่ไหน ไฮโดรเจนบางส่วนจะระเหยและต้องปล่อยทิ้งเพื่อความปลอดภัย ต้นทุนจึงละลายหายไปฟรีๆ ทุกวัน
-ปัญหาคิวต่อคิว เติมเสร็จ 1 คัน ระบบต้องใช้เวลา 10-20 นาทีในการทำความเย็นและอัดแรงดันกลับลงไปใหม่ (700 บาร์) คำว่าเติมไว 3 นาที จึงเป็นจริงแค่คันแรกเท่านั้น!
เกร็ดความรู้ เติมเข้ารถแล้ว รถต้องแช่แข็งไหม? "ไม่ต้องครับ" เพราะเมื่อเข้าถังรถ มันจะเปลี่ยนเป็น "ก๊าซแรงดันสูง 700 บาร์" ที่อุณหภูมิห้องปกติทันที จอดตากแดดทิ้งไว้เป็นเดือนได้ เชื้อเพลิงไม่ระเหยหาย ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่ที่สถานีเติมฝ่ายเดียว (สถานีต้องเก็บเป็นของเหลว เพราะใช้พื้นที่จัดเก็บน้อยกว่าก๊าซ 800 เท่า)
3. ความสูญเสียพลังงานในทุกขั้นตอน
-BEV: ชาร์จไฟตรงเข้าแบตฯ ขับเคลื่อนล้อ มีประสิทธิภาพสูงถึง 70-80%
-ไฮโดรเจน: ต้องเอาไฟไปแยกจากน้ำ > อัดแรงดัน > ขนส่ง > แปลงกลับเป็นไฟในรถ เหลือประสิทธิภาพจริงเพียง 25-35%
ดังนั้นเราต้องใช้ไฟฟ้าต้นทางมากกว่ากันถึง 3 เท่า เพื่อให้รถไฮโดรเจนวิ่งได้ระยะทางเท่ารถ BEV!
บทสรุป ไฮโดรเจนพ่ายแพ้แล้วจริงหรือ?
ไฮโดรเจน พ่ายแพ้อย่างราบคาบในตลาด "รถยนต์นั่งส่วนบุคคล" เพราะผู้บริโภคเลือกความประหยัดและความสะดวกในการชาร์จที่ไหนก็ได้
แต่ไฮโดรเจนกำลังไปเติบโตใน "รถบรรทุกขนาดใหญ่, รถไฟ และเรือสินค้า" ซึ่งไม่สามารถแบกน้ำหนักแบตเตอรี่หลายตันของ BEV ได้ และต้องวิ่งทำเวลาตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตรงนั้นไฮโดรเจนจะคุ้มค่าที่สุด