ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่15 มี.ค.2569 มีมติ 289 เสียง เลือก “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามรัฐธรรมนูญประธานสภาฯ จะเป็นประธานรัฐสภา หรือ “ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ” โดยตำแหน่งอีกด้วย
ขณะที่รองประธานสภาฯ อีก 2 คน คือ “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานคนที่หนึ่ง โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง เช่นเดียวกับ“เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” สส.เลย พรรคเพื่อไทย ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานคนที่สอง โดยไม่มีคู่แข่งเช่นกัน
มติสภาฯ ที่ออกมา ย่อมเป็นการตอกย้ำถึง “ดุลอำนาจ” การเมือง ในวันที่ “พรรคสีน้ำเงิน” คุมเบ็ดเสร็จ ทั้ง “ฝ่ายบริหาร” รวมถึง “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ทั้ง “สภาล่าง”และ “สภาสูง” อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงการคัดเลือกบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระด้วย
ดังนั้นจึงต้องจับตา “นิติบัญญัติยุคสีน้ำเงิน” ที่มี 2 ประธานคือ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ“มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นสายตรง “ครูใหญ่สีน้ำเงิน”
ภายใต้ “สารพัดวาระร้อน” ที่กำลังจะถูกหยิบยกมาพิจารณาในสภาฯ หลังการฟอร์มทีมรัฐบาลภูมิใจไทย 291 เสียง หากไม่มีอะไรสะดุดระหว่างทาง ตามไทม์ไลน์คาดว่า ไม่เกินเดือน พ.ค. จะได้เห็นครม.อนุทิน 2 เริ่มนับหนึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ ถึงเวลานั้นก็จะได้เห็นเค้าโครงที่ชัดเจน
📌6 เดือนควบรวม“ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม”
โจทย์สำคัญของพรรคสีน้ำเงินในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผงาดสู่ “พรรคเบอร์หนึ่ง” จึงได้เห็นสัญญาณชัดเจนมาตั้งแต่การสัมมนา “191 สส.” พรรคภูมิใจไทย เมื่อ 8 มี.ค. ที่ว่ากันว่า “บิ๊กคีย์แมน” ค่ายสีน้ำเงิน ตั้งโจทย์ไปยัง“พลพรรคสีน้ำเงิน” ที่จะต้องเร่งผลักดัน “วาระด่วน” ภายใน 6 เดือน
เรื่องแรก คือ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไป ทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้น พัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯได้ภายใน 6 เดือน
ประเด็นนี้จึงได้เห็นสัญญาณรับลูกจาก “พลพรรคสีน้ำเงิน” อาทิ “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รมว.วัฒนธรรม ที่ยอมรับว่า ภายในพรรคภูมิใจไทยได้มีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โดยมองว่าประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมมากมายมหาศาล แต่ยังไม่สามารถใช้ได้เต็มศักยภาพ สิ่งสำคัญคือใช้ภาคการท่องเที่ยวเข้ามาเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม และเผยแพร่จึงมาสู่แนวคิดการรวมกระทรวง
“จากการหารือกับนายกรัฐมนตรี ก็อยากจะให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งก็ต้องดูกระบวนการภาคปฏิบัติจริงและดูหน้างานอีกครั้ง” รมว.วัฒนธรรม ระบุ
📌ภท.-พท.อำนาจรอมชอม? ดัน“ซูเปอร์ไลเซน”
ที่น่าสนใจ ต้องจับตาการแก้กฎหมายแยกโอนหน่วยงานกระทรวงท่องเที่ยวฯ ไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยให้คงเหลือแค่กระทรวงการกีฬาแล้ว
วาระด่วนของรัฐบาลภูมิใจไทยยังมีเรื่อง การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่นการก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขอ อนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
ประเด็นนี้ มีเสียงขานรับมาจาก “พรรคร่วมรัฐบาล” คือพรรคเพื่อไทย โดยก่อนหน้านี้ “ขัตติยา สวัสดิผล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย ฉบับดังกล่าวในรัฐบาลเพื่อไทย ระบุว่า กฎหมายดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยริเริ่มผลักดัน ได้ผ่านการพิจารณาของทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาแล้ว แต่กระบวนการต้องหยุดลงเนื่องจากการยุบสภา
ฉะนั้น การที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยเตรียมยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อเดินหน้ากระบวนการต่อ หลังเปิดสมัยประชุมสภาฯ ทำให้มีความหวังว่า ร่างกฎหมายที่รัฐสภาได้ร่วมกันพิจารณาไว้ก่อนหน้านี้ จะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนประกาศใช้ได้โดยเร็ว
จึงต้องจับตาในวันที่ “พรรคภูมิใจไทย” และ“พรรคเพื่อไทย”อยู่ในโหมดรอมชอมอำนาจ หากไม่มีปมสะดุดเกิดขึ้นระหว่างทาง อาจได้เห็นกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายใน 6 เดือนตามไทม์ไลน์ข้างต้น
📌ดันภาษีบ้านเกิดเมืองนอน-พลังงานเสรี
ส่วนกฎหมายอีกฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. บ้านเกิดเมืองนอน ตามเป้าหมายพรรคสีน้ำเงิน จะต้องผลักดันให้แล้วสร็จภายใน 1 ปี โดยจะมี 2 เรื่อง คือ
1. ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือก สนับสนุนภาษี 30% ให้บ้านเกิดตัวเองหรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้
2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช. และ ปปท.และทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของการปลดล็อกเรื่องอายุ และวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ 2 วาระ
ส่วนฝ่ายบริหาร รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันนโยบายต่างๆ เร่งด่วนภายใน 3-6 เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 ยูนิตแรก จ่ายยูนิตละ 3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิตจะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที
นอกจากนี้ เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย อยากให้การแข่งขัน ด้านพลังงานไฟฟ้าเกิดเสรี เหมือนในต่างประเทศ ที่มีคู่แข่งหลายรายให้ประชาชนได้เลือกใช้ บริษัทที่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด เช่นตัวอย่างค่ายโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
แน่นอนว่า สารพัดวาระร้อนเร่งด่วนเหล่านี้จะกลายเป็นด่านพิสูจน์ฝีมือ "รัฐบาลภูมิใจไทย" เหนือไปกว่านั้น ต้องไปลืมภายใต้สภาวะสงครามตะวันออกกลางที่กำลังโอบล้อมไทยและส่อแววที่จะยืดเยื้ออยู่ในเวลาเดียวกัน
ในวันที่ “พรรคสีน้ำเงิน” ผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 โดยต่างจากพรรคเมืองเมืองในอดีต เพราะมีข้อได้เปรียบ เมื่อกุมสภาพทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญติ
จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ถึงที่สุดจะรัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทย จะ“ทำได้”เพื่อต่อยอดการเมืองในอนาคต หรือแค่“ขายฝัน” ได้อำนาจแต่ใช้แบบเสียของ
https://www.facebook.com/share/p/1AhfPVVKtR/
#รัฐบาล #ภูมิใจไทย #สงคราม #สู้รบ #คุมสภาเบ็ดเสร็จ #สงครามตะวันออกลาง
'6 เดือน' วาระด่วน วัดฝีมือ 'รัฐบาลภูมิใจไทย' 'สงคราม' ประชิด-สารพัดปมร้อนจ่อคิว
ขณะที่รองประธานสภาฯ อีก 2 คน คือ “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานคนที่หนึ่ง โดยไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง เช่นเดียวกับ“เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” สส.เลย พรรคเพื่อไทย ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานคนที่สอง โดยไม่มีคู่แข่งเช่นกัน
มติสภาฯ ที่ออกมา ย่อมเป็นการตอกย้ำถึง “ดุลอำนาจ” การเมือง ในวันที่ “พรรคสีน้ำเงิน” คุมเบ็ดเสร็จ ทั้ง “ฝ่ายบริหาร” รวมถึง “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ทั้ง “สภาล่าง”และ “สภาสูง” อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงการคัดเลือกบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระด้วย
ดังนั้นจึงต้องจับตา “นิติบัญญัติยุคสีน้ำเงิน” ที่มี 2 ประธานคือ “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร และ“มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นสายตรง “ครูใหญ่สีน้ำเงิน”
ภายใต้ “สารพัดวาระร้อน” ที่กำลังจะถูกหยิบยกมาพิจารณาในสภาฯ หลังการฟอร์มทีมรัฐบาลภูมิใจไทย 291 เสียง หากไม่มีอะไรสะดุดระหว่างทาง ตามไทม์ไลน์คาดว่า ไม่เกินเดือน พ.ค. จะได้เห็นครม.อนุทิน 2 เริ่มนับหนึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มรูปแบบ ถึงเวลานั้นก็จะได้เห็นเค้าโครงที่ชัดเจน
📌6 เดือนควบรวม“ท่องเที่ยว-วัฒนธรรม”
โจทย์สำคัญของพรรคสีน้ำเงินในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผงาดสู่ “พรรคเบอร์หนึ่ง” จึงได้เห็นสัญญาณชัดเจนมาตั้งแต่การสัมมนา “191 สส.” พรรคภูมิใจไทย เมื่อ 8 มี.ค. ที่ว่ากันว่า “บิ๊กคีย์แมน” ค่ายสีน้ำเงิน ตั้งโจทย์ไปยัง“พลพรรคสีน้ำเงิน” ที่จะต้องเร่งผลักดัน “วาระด่วน” ภายใน 6 เดือน
เรื่องแรก คือ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนกระทรวงการท่องเที่ยว มารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไป ทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้น พัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาฯได้ภายใน 6 เดือน
ประเด็นนี้จึงได้เห็นสัญญาณรับลูกจาก “พลพรรคสีน้ำเงิน” อาทิ “ซาบีดา ไทยเศรษฐ์” รมว.วัฒนธรรม ที่ยอมรับว่า ภายในพรรคภูมิใจไทยได้มีการพูดคุยในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย โดยมองว่าประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมมากมายมหาศาล แต่ยังไม่สามารถใช้ได้เต็มศักยภาพ สิ่งสำคัญคือใช้ภาคการท่องเที่ยวเข้ามาเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม และเผยแพร่จึงมาสู่แนวคิดการรวมกระทรวง
“จากการหารือกับนายกรัฐมนตรี ก็อยากจะให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งก็ต้องดูกระบวนการภาคปฏิบัติจริงและดูหน้างานอีกครั้ง” รมว.วัฒนธรรม ระบุ
📌ภท.-พท.อำนาจรอมชอม? ดัน“ซูเปอร์ไลเซน”
ที่น่าสนใจ ต้องจับตาการแก้กฎหมายแยกโอนหน่วยงานกระทรวงท่องเที่ยวฯ ไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม โดยให้คงเหลือแค่กระทรวงการกีฬาแล้ว
วาระด่วนของรัฐบาลภูมิใจไทยยังมีเรื่อง การผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือ กฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่นการก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขอ อนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น
ประเด็นนี้ มีเสียงขานรับมาจาก “พรรคร่วมรัฐบาล” คือพรรคเพื่อไทย โดยก่อนหน้านี้ “ขัตติยา สวัสดิผล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมาย ฉบับดังกล่าวในรัฐบาลเพื่อไทย ระบุว่า กฎหมายดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยริเริ่มผลักดัน ได้ผ่านการพิจารณาของทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาแล้ว แต่กระบวนการต้องหยุดลงเนื่องจากการยุบสภา
ฉะนั้น การที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทยเตรียมยืนยันร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อเดินหน้ากระบวนการต่อ หลังเปิดสมัยประชุมสภาฯ ทำให้มีความหวังว่า ร่างกฎหมายที่รัฐสภาได้ร่วมกันพิจารณาไว้ก่อนหน้านี้ จะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนประกาศใช้ได้โดยเร็ว
จึงต้องจับตาในวันที่ “พรรคภูมิใจไทย” และ“พรรคเพื่อไทย”อยู่ในโหมดรอมชอมอำนาจ หากไม่มีปมสะดุดเกิดขึ้นระหว่างทาง อาจได้เห็นกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายใน 6 เดือนตามไทม์ไลน์ข้างต้น
📌ดันภาษีบ้านเกิดเมืองนอน-พลังงานเสรี
ส่วนกฎหมายอีกฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ. บ้านเกิดเมืองนอน ตามเป้าหมายพรรคสีน้ำเงิน จะต้องผลักดันให้แล้วสร็จภายใน 1 ปี โดยจะมี 2 เรื่อง คือ
1. ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือก สนับสนุนภาษี 30% ให้บ้านเกิดตัวเองหรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้
2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช. และ ปปท.และทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของการปลดล็อกเรื่องอายุ และวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ 2 วาระ
ส่วนฝ่ายบริหาร รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะผลักดันนโยบายต่างๆ เร่งด่วนภายใน 3-6 เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 ยูนิตแรก จ่ายยูนิตละ 3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิตจะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที
นอกจากนี้ เป้าหมายต่อไปของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย อยากให้การแข่งขัน ด้านพลังงานไฟฟ้าเกิดเสรี เหมือนในต่างประเทศ ที่มีคู่แข่งหลายรายให้ประชาชนได้เลือกใช้ บริษัทที่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด เช่นตัวอย่างค่ายโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
แน่นอนว่า สารพัดวาระร้อนเร่งด่วนเหล่านี้จะกลายเป็นด่านพิสูจน์ฝีมือ "รัฐบาลภูมิใจไทย" เหนือไปกว่านั้น ต้องไปลืมภายใต้สภาวะสงครามตะวันออกกลางที่กำลังโอบล้อมไทยและส่อแววที่จะยืดเยื้ออยู่ในเวลาเดียวกัน
ในวันที่ “พรรคสีน้ำเงิน” ผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 โดยต่างจากพรรคเมืองเมืองในอดีต เพราะมีข้อได้เปรียบ เมื่อกุมสภาพทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญติ
จะเป็นบทพิสูจน์ว่า ถึงที่สุดจะรัฐบาลภายใต้การนำของภูมิใจไทย จะ“ทำได้”เพื่อต่อยอดการเมืองในอนาคต หรือแค่“ขายฝัน” ได้อำนาจแต่ใช้แบบเสียของ
https://www.facebook.com/share/p/1AhfPVVKtR/
#รัฐบาล #ภูมิใจไทย #สงคราม #สู้รบ #คุมสภาเบ็ดเสร็จ #สงครามตะวันออกลาง