ปชน. ยืนยันหนุนร่างพท. ชี้ถ้าสสร.ไม่ยึดโยง สุดท้ายจะได้รธน. ที่เห็นปชช.เป็นแค่ผู้ถูกปกครอง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5749260
.

.
วิโรจน์ ชี้ หากแก้ รธน. ถูกกีดกันการมีส่วนร่วมของ ปชช. สุดท้ายจะได้รัฐธรรมนูญที่มองประชาชนเป็นเพียงผู้ถูกปกครอง หวั่น ได้ ส.ส.ร. สีน้ำเงิน หลัง ‘กล้าธรรม-ภูมิใจไทย’ ถอนชื่อจากร่าง ‘เพื่อไทย’ ลั่น หนุนร่างรัฐธรรมนูญ พท.ให้เข้าสู่การพิจารณาชั้นกรรมาธิการร่วมกับร่าง ปชน.
.
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ให้ ส.ส.ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า
.
ถอนชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เท่ากับตัดการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดทางสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) สีน้ำเงิน สู่รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน หัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ การเปิดการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องดูประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุเอาไว้ว่า รัฐสภามีอำนาจเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ถ้าแปลง่ายๆ คือห้ามมิให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร.ทางตรง แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตัดสิทธิ์ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม
.
นาย
วิโรจน์ ระบุอีกว่า ดังนั้น หากมาพิจารณาที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ในส่วนของ ที่มาของ ส.ส.ร. นั้นก็ชัดเจนว่า มี ส.ส.ร. อยู่ 2 ประเภท โดยประเภทที่ 1 ประชาชนเลือกตั้งทางอ้อมมา 300 คน แล้วให้รัฐสภาลงคะแนนลับคัดให้เหลือ 100 คน ประเภทที่ 2 แต่งตั้งจากองค์กรต่างๆ ทั้ง ส.ส. ส.ว. ที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง และสมาคมวิชาชีพต่างๆ จำนวน 51 คน ไม่มีการเลือกตั้งทางตรง ไม่มีส่วนไหนที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 มีแต่การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
.
นาย
วิโรจน์ ระบุอีกว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย ดังนั้น การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับเจ้าของอธิปไตยของชาติ นั่นคือประชาชน ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยกระบวนการที่กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน สุดท้ายเราจะได้รัฐธรรมนูญที่มองประชาชนเป็นเพียงผู้ถูกปกครอง
.
นาย
วิโรจน์ ระบุต่อว่า ดังนั้น การที่พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ถอนชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นการสะท้อนถึงปัญหาของระบอบสีน้ำเงิน ที่ชัดเจนมาก เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีระบบในการสรรหา แต่สุดท้ายก็ต้องมาผ่านการเห็นชอบจาก ส.ว. สมมติว่า ส.ว. ตกอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ โดยนัยยะก็สุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะตกอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินไปด้วย แถมประชาชนทำได้แค่มองตาปริบๆ ไม่สามารถที่จะเข้าชื่อกันถอดถอนได้
.
นาย
วิโรจน์ ระบุต่อว่า ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ย่อมไม่พ้นที่ประชาชนจะสงสัยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะกลายเป็นคำวินิจฉัยสีน้ำเงินไปด้วยหรือไม่ และพอคำวินิจฉัยสีน้ำเงินถูกนำไปใช้ในการริดรอนการมีส่วนร่วมของประชาชน ออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่พ้นที่จะทำให้ ส.ส.ร. อาจจะกลายเป็น ส.ส.ร. สีน้ำเงิน และ ส.ส.ร. สีน้ำเงิน ก็จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้กลายเป็นรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน
.
“แล้วสุดท้ายประชาชนก็จะกลายเป็นผู้ถูกปกครอง แล้วต้องถูกบังคับมาให้เลือกระหว่าง รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร VS รัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน ซึ่งผมไม่ต้องการที่จะเห็นฉากทัศน์ที่เป็นภัยร้ายต่อบ้านเมืองฉากนี้เกิดขึ้น ผมจึงสนับสนุนให้ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยได้ผ่านเข้าไปสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการร่วมกันกับร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน” นาย
วิโรจน์ ระบุ
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid0217ZqtQ9pEzEx5DCBM92pAdVCSTev1YsQTokuCVYAou111y1bS5aPYrJtTEfTpxTEl
.
.
ไอซ์-ลิซ่า ยื่นหลักฐานฟันหมอสรณ ขาดคุณสมบัตินั่ง ประธานกสทช.เหตุนั่งควบแพทย์-บอร์ดธนาคาร
https://www.matichon.co.th/politics/news_5749195
.
‘รักชนก-ภคมน’ ยื่นหลักฐานฟัน ‘นพ.สรณ’ ขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช. เหตุนั่งควบแพทย์-บอร์ดธนาคาร จี้ ‘รัฐบาล’ เลิกเกียร์ว่าง-อุ้มระบอบสีน้ำเงิน ฮุบผลประโยชน์แสนล้าน
.
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่รัฐสภา น.ส.
รักชนก ศรีนอก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) และ น.ส.
ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชน. ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วุฒิสภา เพื่อมอบหลักฐานยืนยันว่า นพ.
สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
.
โดย น.ส.
รักชนก กล่าวว่า หลักฐานสำคัญที่นำมายื่นวันนี้คือรายงานของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ส.ว. ชุดที่ผ่านมา ซึ่งได้รับมอบจากพลเมืองดี ซึ่งได้รับการยืนยันจากเลขาธิการวุฒิสภาในชั้น กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วว่าเป็นรายงานที่มีอยู่จริง เพียงแต่ ส.ว. หมดวาระลงก่อนที่รายงานฉบับนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา
.
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในรายงานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ 2 กรณีหลัก ดังนี้ 1.กรณีประกอบวิชาชีพแพทย์และรับรายได้จากเอกชนขณะดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. คือตามหนังสือลับของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ อว78/00149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ยืนยันว่า นพ.
สรณ มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 เพียงหนึ่งวันก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และยังมีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง
.
น.ส.
รักชนก กล่าวต่อว่า แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ ข้อมูลแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ปีภาษี 2565 จากกรมสรรพากร ระบุชัดเจนว่า นพ.สรณ ยังคงมีเงินได้ประเภทวิชาชีพอิสระจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในปีภาษี 2565 และ 2566 ยังปรากฏหลักฐานการรับรายได้จากบริษัท เมอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ อันเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นระหว่างดำรงตำแหน่ง
.
น.ส.
รักชนก กล่าวอีกว่า 2.กรณีได้รับเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ โดยมิได้ลาออกตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารกรุงเทพมีมติเลือก นพ.สรณ เป็นกรรมการอิสระ ซึ่งมีผลสมบูรณ์ทันทีตามกฎหมาย ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพียงหนึ่งวัน แม้ นพ.สรณ จะมีหนังสือแจ้งธนาคารว่าขอยังไม่เข้ารับตำแหน่ง เพื่อรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย ก่อนจะขอถอนเรื่องออกในภายหลัง แต่ในทางกฎหมาย นพ.สรณ ไม่เคยยื่นใบลาออกต่อบริษัทตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 การกระทำดังกล่าวจึงไม่มีผลเป็นการลาออก นพ.สรณ จึงยังมีสถานะเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพฯ มาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2565
.
น.ส.
รักชนก กล่าวด้วยว่า จากข้อเท็จจริงทั้งหมด ย้ำว่า นพ.
สรณ เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. อย่างชัดเจน ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 และมาตรา 20
.
“
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ปรากฏมาหลายปี แต่กลับไม่มีใครสามารถนำผู้ที่ทำผิดกฎหมายออกจากตำแหน่งได้ วันนี้ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมการสรรหาฯ จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ขอให้ทุกท่านมีความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน และเพื่อเป็นหมุดหมายแรกในการชำระล้างองค์กรอิสระอย่าง กสทช. อย่างจริงจังเสียที” น.ส.รักชนก กล่าว
.
ด้าน น.ส.
ภคมน กล่าวว่า การที่บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติขัดต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อย่างชัดเจนเช่นนี้ ยังคงลอยนวลและดำรงตำแหน่งกุมบังเหียนองค์กรกำกับดูแลที่มีผลประโยชน์มูลค่าหลักหมื่นล้านแสนล้าน ซึ่งเป็นรายได้ที่มาจากทรัพยากรคลื่นความถี่ของประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลไม่สามารถแกล้งทำเป็นเกียร์ว่างหรือมองไม่เห็นได้อีกต่อไป
.
“รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบอบสีน้ำเงิน ที่แผ่อิทธิพลเข้าครอบงำองค์กรอิสระ แล้วจงใจหลับตาข้างเดียวเพื่ออุ้มชูคนของตัวเองที่ขาดคุณสมบัติทางกฎหมายอย่างสิ้นเชิง ให้ยังคงมีอำนาจล้นฟ้าในการอนุมัติเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) หากสังคมจะคาดหวังอะไรจาก กสทช. ได้ สิ่งสำคัญต้องเริ่มจากการที่ตัวประธานองค์กรมีความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายเสียก่อน” น.ส.
ภคมน กล่าว
.
.
ส.ส.ปชน. สงสัย ข่าว แสวง ตกประเมิน ดักคอ เป็นข้ออ้างเปลี่ยนตัว แช่แข็งคดีเลือกตั้ง-เป่าคดีฮั้วส.ว.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5748854
.
‘ภัณฑิล’ ส.ส.ปชน. ถามปล่อยข่าวประเมิน ‘เลขากกต.’ โยนหินถามทางหรือไม่ ดักคอ อย่าใช้เป็นข้ออ้างเปลี่ยนตัว แช่แข็งคดีเลือกตั้ง-เป่าคดีฮั้วส.ว. ทำการเลือกตั้งเกิดสุญญากาศ จี้ กกต. ชี้แจงกมธ.กิจการศาลฯ สัปดาห์หน้า หากการเลือกตั้งโปร่งใสจริง
.
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน เวลา 13.00 น.ที่รัฐสภา นาย
ภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนฯ แถลงกรณีการประเมินการทำงานของ นาย
แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า กมธ.กิจการศาลฯได้เรียกสำนักงาน กกต. มาชี้แจงในคดีฮั้วส.ว.และปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้ง ส.ว.และ ส.ส. ซึ่งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมากันพร้อมเพรียงแต่ กกต.ไม่มา ซึ่ง กมธ. ทำหนังสือเชิญล่วงหน้า 2 สัปดาห์ แต่ได้รับข้อความตอบกลับเพียง 2 วันก่อนการประชุมว่าติดภารกิจในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยา ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมอบหมายงานกันได้ เพราะเลขาฯกกต.ก็ไม่ได้ลงไปจัดการการเลือกตั้งด้วยตัวเอง แต่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ซึ่งประธานกมธฯจึงใช้ พระราชบัญญัติ พ.ร.บ.อำนาจเรียก ให้มาประชุมในนัดถัดไป
.
นาย
ภัณฑิล กล่าวต่อว่า จากข่าวเมื่อวาน (4 มิ.ย.) เรื่องการประเมินการทำงานของนาย
แสวง ไม่ใช่คำถามว่าเลขากกต.จะอยู่หรือจะไป แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ กกต. กำลังทำให้การเลือกตั้งในประเทศไทยเกิดสุญญากาศหรือไม่ เพราะการจัดการเลือก ส.ว. ก็มีปัญหา ซึ่งคดีนี้เป็นผลพวงมาจากการเลือกตั้ง การเปลี่ยนตัวผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน กกต. ซึ่งจะกระทบต่อความต่อเนื่องของสำนวนหรือไม่
.
เพราะจากรายงานข่าวบอกว่า นาย
แสวงอาจจะไม่ผ่านผลการประเมิน และอาจจะไม่ได้ไปต่อในฐานะเลขาฯกกต. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งตามสัญญาจ้างมีการประเมินรายปี และมีข้อมูลจากนักวิชาการและอดีตกกต.ว่า หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 60 คะแนน อาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาจ้างได้ ซึ่งภาคประชาสังคมได้มีการเปรียบการเลือกตั้งของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ โดยประเทศไทยมีคะแนนประเมินต่ำกว่า 50 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ แต่คำถามที่สำคัญคือถ้าเป็นการประเมินผลงานการเลือกตั้งเมื่อปี 2568 ทำไมถึงมีข่าวความชัดเจนออกมาช่วงปี 2569 มีนัยยะสำคัญอะไร การประเมินที่ล่าช้าแบบนี้สะท้อนปัญหาการบริหารภายใน กกต.เองหรือไม่ หรือปล่อยข่าวโยนหินถามทาง
JJNY : 5in1 ปชน.ชี้ถ้าสสร.ไม่ยึดโยง│ไอซ์-ลิซ่ายื่นฟันหมอสรณ│ช่อมองคำสั่ง ก.พ.ค.│ปชน.สงสัยข่าวแสวง│แม่ค้าโอดพาเหรดขึ้น
https://www.matichon.co.th/politics/news_5749260
.
.
วิโรจน์ ชี้ หากแก้ รธน. ถูกกีดกันการมีส่วนร่วมของ ปชช. สุดท้ายจะได้รัฐธรรมนูญที่มองประชาชนเป็นเพียงผู้ถูกปกครอง หวั่น ได้ ส.ส.ร. สีน้ำเงิน หลัง ‘กล้าธรรม-ภูมิใจไทย’ ถอนชื่อจากร่าง ‘เพื่อไทย’ ลั่น หนุนร่างรัฐธรรมนูญ พท.ให้เข้าสู่การพิจารณาชั้นกรรมาธิการร่วมกับร่าง ปชน.
.
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ให้ ส.ส.ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า
.
ถอนชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย เท่ากับตัดการมีส่วนร่วมของประชาชน เปิดทางสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) สีน้ำเงิน สู่รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน หัวใจสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือ การเปิดการมีส่วนร่วมของประชาชนให้ได้มากที่สุด ซึ่งต้องดูประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุเอาไว้ว่า รัฐสภามีอำนาจเริ่มกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ถ้าแปลง่ายๆ คือห้ามมิให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.ร.ทางตรง แต่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ตัดสิทธิ์ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม
.
นายวิโรจน์ ระบุอีกว่า ดังนั้น หากมาพิจารณาที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ในส่วนของ ที่มาของ ส.ส.ร. นั้นก็ชัดเจนว่า มี ส.ส.ร. อยู่ 2 ประเภท โดยประเภทที่ 1 ประชาชนเลือกตั้งทางอ้อมมา 300 คน แล้วให้รัฐสภาลงคะแนนลับคัดให้เหลือ 100 คน ประเภทที่ 2 แต่งตั้งจากองค์กรต่างๆ ทั้ง ส.ส. ส.ว. ที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครอง และสมาคมวิชาชีพต่างๆ จำนวน 51 คน ไม่มีการเลือกตั้งทางตรง ไม่มีส่วนไหนที่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 มีแต่การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
.
นายวิโรจน์ ระบุอีกว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของอำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย ดังนั้น การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมกับเจ้าของอธิปไตยของชาติ นั่นคือประชาชน ถ้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยกระบวนการที่กีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน สุดท้ายเราจะได้รัฐธรรมนูญที่มองประชาชนเป็นเพียงผู้ถูกปกครอง
.
นายวิโรจน์ ระบุต่อว่า ดังนั้น การที่พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ถอนชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นการตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และเป็นการสะท้อนถึงปัญหาของระบอบสีน้ำเงิน ที่ชัดเจนมาก เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่าจะมีระบบในการสรรหา แต่สุดท้ายก็ต้องมาผ่านการเห็นชอบจาก ส.ว. สมมติว่า ส.ว. ตกอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ โดยนัยยะก็สุ่มเสี่ยงอย่างมากที่จะตกอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินไปด้วย แถมประชาชนทำได้แค่มองตาปริบๆ ไม่สามารถที่จะเข้าชื่อกันถอดถอนได้
.
นายวิโรจน์ ระบุต่อว่า ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ย่อมไม่พ้นที่ประชาชนจะสงสัยว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะกลายเป็นคำวินิจฉัยสีน้ำเงินไปด้วยหรือไม่ และพอคำวินิจฉัยสีน้ำเงินถูกนำไปใช้ในการริดรอนการมีส่วนร่วมของประชาชน ออกจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ไม่พ้นที่จะทำให้ ส.ส.ร. อาจจะกลายเป็น ส.ส.ร. สีน้ำเงิน และ ส.ส.ร. สีน้ำเงิน ก็จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้กลายเป็นรัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน
.
“แล้วสุดท้ายประชาชนก็จะกลายเป็นผู้ถูกปกครอง แล้วต้องถูกบังคับมาให้เลือกระหว่าง รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหาร VS รัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน ซึ่งผมไม่ต้องการที่จะเห็นฉากทัศน์ที่เป็นภัยร้ายต่อบ้านเมืองฉากนี้เกิดขึ้น ผมจึงสนับสนุนให้ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยได้ผ่านเข้าไปสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการร่วมกันกับร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน” นายวิโรจน์ ระบุ
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid0217ZqtQ9pEzEx5DCBM92pAdVCSTev1YsQTokuCVYAou111y1bS5aPYrJtTEfTpxTEl
.
.
ไอซ์-ลิซ่า ยื่นหลักฐานฟันหมอสรณ ขาดคุณสมบัตินั่ง ประธานกสทช.เหตุนั่งควบแพทย์-บอร์ดธนาคาร
https://www.matichon.co.th/politics/news_5749195
.
‘รักชนก-ภคมน’ ยื่นหลักฐานฟัน ‘นพ.สรณ’ ขาดคุณสมบัตินั่งประธาน กสทช. เหตุนั่งควบแพทย์-บอร์ดธนาคาร จี้ ‘รัฐบาล’ เลิกเกียร์ว่าง-อุ้มระบอบสีน้ำเงิน ฮุบผลประโยชน์แสนล้าน
.
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) และ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชน. ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วุฒิสภา เพื่อมอบหลักฐานยืนยันว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.
.
โดย น.ส.รักชนก กล่าวว่า หลักฐานสำคัญที่นำมายื่นวันนี้คือรายงานของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ส.ว. ชุดที่ผ่านมา ซึ่งได้รับมอบจากพลเมืองดี ซึ่งได้รับการยืนยันจากเลขาธิการวุฒิสภาในชั้น กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วว่าเป็นรายงานที่มีอยู่จริง เพียงแต่ ส.ว. หมดวาระลงก่อนที่รายงานฉบับนี้จะเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภา
.
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในรายงานไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยชี้ให้เห็นถึงการกระทำที่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติ 2 กรณีหลัก ดังนี้ 1.กรณีประกอบวิชาชีพแพทย์และรับรายได้จากเอกชนขณะดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. คือตามหนังสือลับของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ อว78/00149 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ยืนยันว่า นพ.สรณ มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย และทำหน้าที่ตรวจรักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 เพียงหนึ่งวันก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และยังมีสถานะเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง
.
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า แต่ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ ข้อมูลแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) ปีภาษี 2565 จากกรมสรรพากร ระบุชัดเจนว่า นพ.สรณ ยังคงมีเงินได้ประเภทวิชาชีพอิสระจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในปีภาษี 2565 และ 2566 ยังปรากฏหลักฐานการรับรายได้จากบริษัท เมอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทจำหน่ายเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ อันเป็นการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นระหว่างดำรงตำแหน่ง
.
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า 2.กรณีได้รับเลือกเป็นกรรมการอิสระของธนาคารกรุงเทพ โดยมิได้ลาออกตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2565 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารกรุงเทพมีมติเลือก นพ.สรณ เป็นกรรมการอิสระ ซึ่งมีผลสมบูรณ์ทันทีตามกฎหมาย ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเพียงหนึ่งวัน แม้ นพ.สรณ จะมีหนังสือแจ้งธนาคารว่าขอยังไม่เข้ารับตำแหน่ง เพื่อรอให้คณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัย ก่อนจะขอถอนเรื่องออกในภายหลัง แต่ในทางกฎหมาย นพ.สรณ ไม่เคยยื่นใบลาออกต่อบริษัทตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 การกระทำดังกล่าวจึงไม่มีผลเป็นการลาออก นพ.สรณ จึงยังมีสถานะเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพฯ มาตั้งแต่วันที่ 12 เมษายน 2565
.
น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า จากข้อเท็จจริงทั้งหมด ย้ำว่า นพ.สรณ เป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. อย่างชัดเจน ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 มาตรา 7 ข. (12) มาตรา 8 และมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 18 และมาตรา 20
.
“ข้อเท็จจริงเหล่านี้ปรากฏมาหลายปี แต่กลับไม่มีใครสามารถนำผู้ที่ทำผิดกฎหมายออกจากตำแหน่งได้ วันนี้ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมการสรรหาฯ จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ขอให้ทุกท่านมีความกล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้ประเทศชาติและประชาชน และเพื่อเป็นหมุดหมายแรกในการชำระล้างองค์กรอิสระอย่าง กสทช. อย่างจริงจังเสียที” น.ส.รักชนก กล่าว
.
ด้าน น.ส.ภคมน กล่าวว่า การที่บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติขัดต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ อย่างชัดเจนเช่นนี้ ยังคงลอยนวลและดำรงตำแหน่งกุมบังเหียนองค์กรกำกับดูแลที่มีผลประโยชน์มูลค่าหลักหมื่นล้านแสนล้าน ซึ่งเป็นรายได้ที่มาจากทรัพยากรคลื่นความถี่ของประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลไม่สามารถแกล้งทำเป็นเกียร์ว่างหรือมองไม่เห็นได้อีกต่อไป
.
“รัฐบาลต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบอบสีน้ำเงิน ที่แผ่อิทธิพลเข้าครอบงำองค์กรอิสระ แล้วจงใจหลับตาข้างเดียวเพื่ออุ้มชูคนของตัวเองที่ขาดคุณสมบัติทางกฎหมายอย่างสิ้นเชิง ให้ยังคงมีอำนาจล้นฟ้าในการอนุมัติเม็ดเงินมหาศาล โดยเฉพาะเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) หากสังคมจะคาดหวังอะไรจาก กสทช. ได้ สิ่งสำคัญต้องเริ่มจากการที่ตัวประธานองค์กรมีความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายเสียก่อน” น.ส.ภคมน กล่าว
.
.
ส.ส.ปชน. สงสัย ข่าว แสวง ตกประเมิน ดักคอ เป็นข้ออ้างเปลี่ยนตัว แช่แข็งคดีเลือกตั้ง-เป่าคดีฮั้วส.ว.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5748854
.
‘ภัณฑิล’ ส.ส.ปชน. ถามปล่อยข่าวประเมิน ‘เลขากกต.’ โยนหินถามทางหรือไม่ ดักคอ อย่าใช้เป็นข้ออ้างเปลี่ยนตัว แช่แข็งคดีเลือกตั้ง-เป่าคดีฮั้วส.ว. ทำการเลือกตั้งเกิดสุญญากาศ จี้ กกต. ชี้แจงกมธ.กิจการศาลฯ สัปดาห์หน้า หากการเลือกตั้งโปร่งใสจริง
.
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน เวลา 13.00 น.ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนฯ แถลงกรณีการประเมินการทำงานของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า กมธ.กิจการศาลฯได้เรียกสำนักงาน กกต. มาชี้แจงในคดีฮั้วส.ว.และปัญหาการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทั้ง ส.ว.และ ส.ส. ซึ่งหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมากันพร้อมเพรียงแต่ กกต.ไม่มา ซึ่ง กมธ. ทำหนังสือเชิญล่วงหน้า 2 สัปดาห์ แต่ได้รับข้อความตอบกลับเพียง 2 วันก่อนการประชุมว่าติดภารกิจในการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายกเมืองพัทยา ซึ่งเรื่องนี้น่าจะมอบหมายงานกันได้ เพราะเลขาฯกกต.ก็ไม่ได้ลงไปจัดการการเลือกตั้งด้วยตัวเอง แต่เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติ ซึ่งประธานกมธฯจึงใช้ พระราชบัญญัติ พ.ร.บ.อำนาจเรียก ให้มาประชุมในนัดถัดไป
.
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า จากข่าวเมื่อวาน (4 มิ.ย.) เรื่องการประเมินการทำงานของนายแสวง ไม่ใช่คำถามว่าเลขากกต.จะอยู่หรือจะไป แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ กกต. กำลังทำให้การเลือกตั้งในประเทศไทยเกิดสุญญากาศหรือไม่ เพราะการจัดการเลือก ส.ว. ก็มีปัญหา ซึ่งคดีนี้เป็นผลพวงมาจากการเลือกตั้ง การเปลี่ยนตัวผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน กกต. ซึ่งจะกระทบต่อความต่อเนื่องของสำนวนหรือไม่
.
เพราะจากรายงานข่าวบอกว่า นายแสวงอาจจะไม่ผ่านผลการประเมิน และอาจจะไม่ได้ไปต่อในฐานะเลขาฯกกต. ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งตามสัญญาจ้างมีการประเมินรายปี และมีข้อมูลจากนักวิชาการและอดีตกกต.ว่า หากคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า 60 คะแนน อาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญาจ้างได้ ซึ่งภาคประชาสังคมได้มีการเปรียบการเลือกตั้งของประเทศไทยและประเทศอื่นๆ โดยประเทศไทยมีคะแนนประเมินต่ำกว่า 50 ซึ่งไม่ผ่านเกณฑ์ แต่คำถามที่สำคัญคือถ้าเป็นการประเมินผลงานการเลือกตั้งเมื่อปี 2568 ทำไมถึงมีข่าวความชัดเจนออกมาช่วงปี 2569 มีนัยยะสำคัญอะไร การประเมินที่ล่าช้าแบบนี้สะท้อนปัญหาการบริหารภายใน กกต.เองหรือไม่ หรือปล่อยข่าวโยนหินถามทาง