ไข่ไก่ฟองเดียว…บอกอะไรเราได้บ้างเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย? และถ้าราคาขึ้นทุกรัฐบาล แล้วใครต้องรับผิดชอบ?
https://www.facebook.com/share/p/1AoyUAkp6w/?mibextid=wwXIfr
วันนี้ (16 มีนาคม 2569) กระเป๋าสตางค์ของชาวไทยแฟบลงอีกนิด เมื่อ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว, เชียงใหม่-ลำพูน, ชลบุรี และแม่น้ำน้อย ประกาศพร้อมกันว่า ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มปรับขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง ส่งผลให้ราคาแนะนำกระโดดจาก 3.20 บาท ไปยืนที่ 3.40 บาทต่อฟอง หรือคิดง่ายๆ คือ แผงละ 6 บาท
แค่เดินจ่ายตลาดซื้อไข่แผงเดียว คุณก็จ่ายแพงกว่าเมื่อวานแล้ว
-
ทำไมราคาไข่ถึงขึ้นอีก? เปิดสาเหตุที่ชาวฟาร์มบอก
ฟังดูง่าย แต่หลังฉากมีปัจจัยซ้อนกันหลายชั้น ทีมสำรวจในพื้นที่จังหวัดอ่างทองและกำแพงเพชร รายงานตรงกันว่าปัญหาหลักคือ "ไก่เครียดร้อน" — เมื่ออากาศร้อนเกิน 35 องศา แม่ไก่จะเข้าสู่ภาวะ Heat Stress กินอาหารน้อยลง ร่างกายไม่มีสารอาหารพอสร้างไข่ ผลผลิตจึงหด ทั้งจำนวนและขนาด
ประกอบกับช่วงนี้เป็น รอบปลดแม่ไก่เก่า-รับแม่ไก่ใหม่ ที่ยังไม่ถึงจังหวะออกไข่เต็มที่ บวกกับต้นทุนเล็กๆ อย่างฟางรองไข่และยางรัดถุงที่แพงขึ้นด้วย ทุกอย่างบีบมาที่ราคาหน้าฟาร์มพร้อมกัน
-
ที่ตลาดเป็นอย่างไร? ร้านค้าปลีกจัดการยังไง
ที่จังหวัดอ่างทอง ร้านค้าส่วนใหญ่เริ่มปรับราคาขึ้นแล้วเฉลี่ย แผงละ 5 บาท เช่น ไข่ไก่เบอร์ 0 ขยับจาก 130 บาท เป็น 135 บาทต่อแผง ขณะที่ร้านค้าบางรายพยายามตรึงราคาไว้ช่วยลูกค้า พร้อมแนะนำให้เลือก "ไข่คละเบอร์หรือไข่ผิวไม่สวย" ซึ่งยังหาได้ในราคา แผงละ 100 บาท
ส่วนที่กำแพงเพชร ร้านค้าส่งรายใหญ่ยังใช้สต็อกเก่า ราคายังไม่ขยับ แต่แจ้งล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อรับล็อตใหม่ จะปรับขึ้นประมาณแผงละ 5 บาท ตามทิศทางราคาหน้าฟาร์ม
- Tip ประหยัดค่าใช้จ่าย: ลองมองหา "ไข่คละ" หรือ "ไข่ผิวไม่เรียบ" ที่ร้านใกล้บ้าน รสชาติและคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างกันเลย แต่ประหยัดได้ถึงแผงละ 30-35 บาท
-
ย้อนดู "ไข่ไก่" ทุกยุครัฐบาล ตั้งแต่ทักษิณถึงอนุทิน
เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ลองเปิดบันทึกราคาไข่ไก่ย้อนหลังกว่า 20 ปี แล้วจะพบว่า ไม่มียุครัฐบาลไหนเลยที่ "รอดพ้น" จากคำถามเรื่องไข่แพง
ยุคทักษิณ (2544-2549) ถือเป็นยุคที่ผันผวนหนักที่สุดยุคหนึ่ง เพราะราคาไข่ดิ่งลงเหลือเพียง ฟองละ 1.55 บาท ในปี 2545 จนผู้เลี้ยงไก่ทนไม่ไหว ต้องขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วย และสุดท้ายก็ต้อง "ฆ่าแม่ไก่" ไปนับล้านตัวเพื่อลดซัพพลาย
แต่พอปี 2547 ก็กลับตาลปัตร เมื่อ ไข้หวัดนกระบาดหนัก บังคับให้ทำลายไก่อีกครั้ง ราคาพุ่งขึ้นสู่ ฟองละ 3.10-3.30 บาท และขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ ฟองละ 4 บาท ซึ่งถือว่าแพงเป็นประวัติการณ์ในยุคนั้น
ผ่านมาถึง ยุคสุรยุทธ์ (2550) ราคาไข่ค่อยๆ เย็นตัวลงมาอยู่ที่ ฟองละ 2.32 บาท ก่อนที่ ยุคสมัคร-สมชาย (2551) จะปรับขึ้นมาแถวๆ 2.65-2.95 บาท ตามต้นทุนที่เริ่มสูงขึ้น
ยุคอภิสิทธิ์ (2551-2554) ไข่ไก่เบอร์ 3 ราคาขายปลีกอยู่ที่ ใบละ 2.85 บาท ส่วนเบอร์ 0 ขึ้นไปแตะ 3.00-3.30 บาท จนเกิดแนวคิดแปลกใหม่อย่าง "ไข่ชั่งกิโล" กิโลกรัมละ 52 บาท หวังจะช่วยให้ถูกลง 2-3 บาท แต่สุดท้ายแนวคิดนี้ก็อยู่ได้ไม่ถึง 3 เดือน เพราะปัญหาในทางปฏิบัติเยอะเกินไป ราคาเฉลี่ยตลอดยุคอยู่ที่ ฟองละ 2.71 บาท
มาถึง ยุคยิ่งลักษณ์ (2554-2557) มีช่วงหนึ่งที่น้อยคนจะลืม เมื่อมหาอุทกภัยปี 2554 ทำให้ฟาร์มไก่เสียหายหนัก ผลผลิตหายไปจากตลาด ราคาไข่ไก่ขายปลีกเคยพุ่งสูงถึงฟองละ 7 บาท แต่หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่ในภาวะ "ไข่ล้นตลาด" ราคาดิ่งลงอีกครั้ง สรุปราคาเฉลี่ยตลอดรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ที่ ฟองละ 2.78 บาท
ยุคประยุทธ์ (2557-2566) ถือเป็นยุคที่ราคาไข่ค่อยๆ ไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครั้งละ 10 สตางค์ต่อฟอง จากราคาเริ่มต้นเฉลี่ยที่ 2.80 บาท จนกระทั่งวันที่ 24 เมษายน 2566 ไข่ไก่เบอร์ 0 ขึ้นไปแตะ ฟองละ 4.20 บาท ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจาก โควิด-19 และสงครามยูเครน-รัสเซียที่กระทบราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั่วโลก ราคาเฉลี่ยตลอด 8 ปีอยู่ที่ ฟองละ 3.04 บาท
ยุคเศรษฐา (ก.ค. 2566 - ส.ค. 2567) รับไม้ต่อมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงเป็นทุนเดิม ราคาเฉลี่ยหน้าฟาร์มขึ้นไปอยู่ที่ ฟองละ 3.70 บาท และมีช่วงพีคที่ราคาสูงถึง ฟองละ 5 บาท ซึ่งถือว่าแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ถ้าไม่นับช่วงวิกฤตน้ำท่วมปี 2554
ก้าวเข้าสู่ ยุคแพทองธาร (ส.ค. 2567 - ส.ค. 2568) ราคาไข่ไก่มีจังหวะที่ปรับลดลงบ้าง เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ราคาคละหน้าฟาร์มเคยลงมาอยู่ที่ ฟองละ 3.20 บาท แต่ก็ขึ้นลงตามต้นทุน ราคาเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ ฟองละ 3.50 บาท
และมาถึงวันนี้ใน ยุคอนุทิน (ก.ย. 2568 - ปัจจุบัน) ราคาไข่มีการปรับขึ้นมาแล้วถึง 7 ครั้ง นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง จากราคาคละหน้าฟาร์มที่ฟองละ 3 บาท ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 และล่าสุด ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 ราคาขึ้นมายืนที่ ฟองละ 3.40 บาท ส่วนไข่เบอร์ 0 ราคาขยับขึ้นไปแล้วที่ ฟองละ 3.90 บาท
ตัวเลขเหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่า — แล้วราคาไข่มันบอกอะไรเราได้จริงๆ?
-
แล้ว "ราคาไข่แพง" พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลได้จริงไหม?
นี่คือคำถามที่ต้องตอบอย่างเป็นธรรม
"
ราคาไข่" ถูกจัดอยู่ใน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งสะท้อนค่าครองชีพพื้นฐาน แต่ ไม่ใช่กระจกที่สะท้อนฝีมือรัฐบาลโดยตรง เพราะราคาไข่ขึ้นลงตาม…
- ต้นทุนการผลิต — วัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าไฟ ค่ายา ค่าขนส่ง ซึ่งบางส่วนผูกกับราคาโลก
- ฤดูกาล — ร้อนมาก ไก่ออกไข่น้อยลง
- เทศกาล — ความต้องการสูง ราคาพุ่ง
- ภัยพิบัติและโรคระบาด — น้ำท่วม ไข้หวัดนก COVID-19 สงคราม
"ไข่แพง ≠ รัฐบาลบริหารแย่ / ไข่ถูก ≠ รัฐบาลบริหารดี" แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือ "บริหารจัดการผลกระทบ" ได้ดีแค่ไหน ตั้งแต่มาตรการพยุงราคา ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างโปร่งใส
สงครามอิหร่านที่ยังคุกรุ่น กดดันราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่ง ผลกระทบยังส่งมาถึงสินค้าพื้นฐานอย่างไข่ไก่ เป็นเครื่องเตือนว่า ปัญหาโลกไม่ได้หยุดอยู่ที่ชายแดนต่างชาติ มันเดินทางมาถึงแผงไข่ในตลาดบ้านเราเสมอ
ผู้บริโภคควรทำอย่างไร?
ระยะสั้น — ติดตามประกาศจากเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพราะราคาอาจยังปรับได้อีกตามสภาพอากาศฤดูร้อนนี้ และเลือกซื้อไข่คละหรือไข่ผิวไม่เรียบเพื่อประหยัดต้นทุน
ระยะยาว — คำถามที่น่าคิดต่อคือ ประเทศไทยควรมีกลไกรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ที่ยืดหยุ่นและโปร่งใสกว่านี้ไหม? โดยเฉพาะในโลกที่ภัยพิบัติและความผันผวนของราคาโลกกลายเป็นเรื่องปกติ
แล้วคุณล่ะ คิดว่าอะไรคือ "มาตรการที่รัฐบาลควรทำ" เพื่อช่วยให้ราคาไข่ไม่กระทบชีวิตประจำวันของคนไทยมากเกินไป? แชร์มุมมองของคุณในคอมเมนต์ได้เลย
วันนี้ "ไข่ไก่" ขึ้นราคาแผงละ 6 บาท เทียบทุกรัฐบาล ยุคไหนราคาเท่าไหร่ ?
https://www.facebook.com/share/p/1AoyUAkp6w/?mibextid=wwXIfr
วันนี้ (16 มีนาคม 2569) กระเป๋าสตางค์ของชาวไทยแฟบลงอีกนิด เมื่อ เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว, เชียงใหม่-ลำพูน, ชลบุรี และแม่น้ำน้อย ประกาศพร้อมกันว่า ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มปรับขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง ส่งผลให้ราคาแนะนำกระโดดจาก 3.20 บาท ไปยืนที่ 3.40 บาทต่อฟอง หรือคิดง่ายๆ คือ แผงละ 6 บาท
แค่เดินจ่ายตลาดซื้อไข่แผงเดียว คุณก็จ่ายแพงกว่าเมื่อวานแล้ว
- ทำไมราคาไข่ถึงขึ้นอีก? เปิดสาเหตุที่ชาวฟาร์มบอก
ฟังดูง่าย แต่หลังฉากมีปัจจัยซ้อนกันหลายชั้น ทีมสำรวจในพื้นที่จังหวัดอ่างทองและกำแพงเพชร รายงานตรงกันว่าปัญหาหลักคือ "ไก่เครียดร้อน" — เมื่ออากาศร้อนเกิน 35 องศา แม่ไก่จะเข้าสู่ภาวะ Heat Stress กินอาหารน้อยลง ร่างกายไม่มีสารอาหารพอสร้างไข่ ผลผลิตจึงหด ทั้งจำนวนและขนาด
ประกอบกับช่วงนี้เป็น รอบปลดแม่ไก่เก่า-รับแม่ไก่ใหม่ ที่ยังไม่ถึงจังหวะออกไข่เต็มที่ บวกกับต้นทุนเล็กๆ อย่างฟางรองไข่และยางรัดถุงที่แพงขึ้นด้วย ทุกอย่างบีบมาที่ราคาหน้าฟาร์มพร้อมกัน
-ที่ตลาดเป็นอย่างไร? ร้านค้าปลีกจัดการยังไง
ที่จังหวัดอ่างทอง ร้านค้าส่วนใหญ่เริ่มปรับราคาขึ้นแล้วเฉลี่ย แผงละ 5 บาท เช่น ไข่ไก่เบอร์ 0 ขยับจาก 130 บาท เป็น 135 บาทต่อแผง ขณะที่ร้านค้าบางรายพยายามตรึงราคาไว้ช่วยลูกค้า พร้อมแนะนำให้เลือก "ไข่คละเบอร์หรือไข่ผิวไม่สวย" ซึ่งยังหาได้ในราคา แผงละ 100 บาท
ส่วนที่กำแพงเพชร ร้านค้าส่งรายใหญ่ยังใช้สต็อกเก่า ราคายังไม่ขยับ แต่แจ้งล่วงหน้าแล้วว่า เมื่อรับล็อตใหม่ จะปรับขึ้นประมาณแผงละ 5 บาท ตามทิศทางราคาหน้าฟาร์ม
- Tip ประหยัดค่าใช้จ่าย: ลองมองหา "ไข่คละ" หรือ "ไข่ผิวไม่เรียบ" ที่ร้านใกล้บ้าน รสชาติและคุณค่าทางโภชนาการไม่ต่างกันเลย แต่ประหยัดได้ถึงแผงละ 30-35 บาท
-ย้อนดู "ไข่ไก่" ทุกยุครัฐบาล ตั้งแต่ทักษิณถึงอนุทิน
เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ลองเปิดบันทึกราคาไข่ไก่ย้อนหลังกว่า 20 ปี แล้วจะพบว่า ไม่มียุครัฐบาลไหนเลยที่ "รอดพ้น" จากคำถามเรื่องไข่แพง
ยุคทักษิณ (2544-2549) ถือเป็นยุคที่ผันผวนหนักที่สุดยุคหนึ่ง เพราะราคาไข่ดิ่งลงเหลือเพียง ฟองละ 1.55 บาท ในปี 2545 จนผู้เลี้ยงไก่ทนไม่ไหว ต้องขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วย และสุดท้ายก็ต้อง "ฆ่าแม่ไก่" ไปนับล้านตัวเพื่อลดซัพพลาย
แต่พอปี 2547 ก็กลับตาลปัตร เมื่อ ไข้หวัดนกระบาดหนัก บังคับให้ทำลายไก่อีกครั้ง ราคาพุ่งขึ้นสู่ ฟองละ 3.10-3.30 บาท และขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ ฟองละ 4 บาท ซึ่งถือว่าแพงเป็นประวัติการณ์ในยุคนั้น
ผ่านมาถึง ยุคสุรยุทธ์ (2550) ราคาไข่ค่อยๆ เย็นตัวลงมาอยู่ที่ ฟองละ 2.32 บาท ก่อนที่ ยุคสมัคร-สมชาย (2551) จะปรับขึ้นมาแถวๆ 2.65-2.95 บาท ตามต้นทุนที่เริ่มสูงขึ้น
ยุคอภิสิทธิ์ (2551-2554) ไข่ไก่เบอร์ 3 ราคาขายปลีกอยู่ที่ ใบละ 2.85 บาท ส่วนเบอร์ 0 ขึ้นไปแตะ 3.00-3.30 บาท จนเกิดแนวคิดแปลกใหม่อย่าง "ไข่ชั่งกิโล" กิโลกรัมละ 52 บาท หวังจะช่วยให้ถูกลง 2-3 บาท แต่สุดท้ายแนวคิดนี้ก็อยู่ได้ไม่ถึง 3 เดือน เพราะปัญหาในทางปฏิบัติเยอะเกินไป ราคาเฉลี่ยตลอดยุคอยู่ที่ ฟองละ 2.71 บาท
มาถึง ยุคยิ่งลักษณ์ (2554-2557) มีช่วงหนึ่งที่น้อยคนจะลืม เมื่อมหาอุทกภัยปี 2554 ทำให้ฟาร์มไก่เสียหายหนัก ผลผลิตหายไปจากตลาด ราคาไข่ไก่ขายปลีกเคยพุ่งสูงถึงฟองละ 7 บาท แต่หลังจากนั้นก็กลับมาอยู่ในภาวะ "ไข่ล้นตลาด" ราคาดิ่งลงอีกครั้ง สรุปราคาเฉลี่ยตลอดรัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ที่ ฟองละ 2.78 บาท
ยุคประยุทธ์ (2557-2566) ถือเป็นยุคที่ราคาไข่ค่อยๆ ไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ครั้งละ 10 สตางค์ต่อฟอง จากราคาเริ่มต้นเฉลี่ยที่ 2.80 บาท จนกระทั่งวันที่ 24 เมษายน 2566 ไข่ไก่เบอร์ 0 ขึ้นไปแตะ ฟองละ 4.20 บาท ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจาก โควิด-19 และสงครามยูเครน-รัสเซียที่กระทบราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั่วโลก ราคาเฉลี่ยตลอด 8 ปีอยู่ที่ ฟองละ 3.04 บาท
ยุคเศรษฐา (ก.ค. 2566 - ส.ค. 2567) รับไม้ต่อมาพร้อมกับต้นทุนที่สูงเป็นทุนเดิม ราคาเฉลี่ยหน้าฟาร์มขึ้นไปอยู่ที่ ฟองละ 3.70 บาท และมีช่วงพีคที่ราคาสูงถึง ฟองละ 5 บาท ซึ่งถือว่าแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ถ้าไม่นับช่วงวิกฤตน้ำท่วมปี 2554
ก้าวเข้าสู่ ยุคแพทองธาร (ส.ค. 2567 - ส.ค. 2568) ราคาไข่ไก่มีจังหวะที่ปรับลดลงบ้าง เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว ราคาคละหน้าฟาร์มเคยลงมาอยู่ที่ ฟองละ 3.20 บาท แต่ก็ขึ้นลงตามต้นทุน ราคาเฉลี่ยโดยรวมอยู่ที่ ฟองละ 3.50 บาท
และมาถึงวันนี้ใน ยุคอนุทิน (ก.ย. 2568 - ปัจจุบัน) ราคาไข่มีการปรับขึ้นมาแล้วถึง 7 ครั้ง นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง จากราคาคละหน้าฟาร์มที่ฟองละ 3 บาท ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 และล่าสุด ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 ราคาขึ้นมายืนที่ ฟองละ 3.40 บาท ส่วนไข่เบอร์ 0 ราคาขยับขึ้นไปแล้วที่ ฟองละ 3.90 บาท
ตัวเลขเหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามต่อไปว่า — แล้วราคาไข่มันบอกอะไรเราได้จริงๆ?
-แล้ว "ราคาไข่แพง" พิสูจน์ฝีมือรัฐบาลได้จริงไหม?
นี่คือคำถามที่ต้องตอบอย่างเป็นธรรม
"ราคาไข่" ถูกจัดอยู่ใน ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งสะท้อนค่าครองชีพพื้นฐาน แต่ ไม่ใช่กระจกที่สะท้อนฝีมือรัฐบาลโดยตรง เพราะราคาไข่ขึ้นลงตาม…
- ต้นทุนการผลิต — วัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าไฟ ค่ายา ค่าขนส่ง ซึ่งบางส่วนผูกกับราคาโลก
- ฤดูกาล — ร้อนมาก ไก่ออกไข่น้อยลง
- เทศกาล — ความต้องการสูง ราคาพุ่ง
- ภัยพิบัติและโรคระบาด — น้ำท่วม ไข้หวัดนก COVID-19 สงคราม
"ไข่แพง ≠ รัฐบาลบริหารแย่ / ไข่ถูก ≠ รัฐบาลบริหารดี" แต่สิ่งที่รัฐบาลทำได้คือ "บริหารจัดการผลกระทบ" ได้ดีแค่ไหน ตั้งแต่มาตรการพยุงราคา ไปจนถึงการสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างโปร่งใส
สงครามอิหร่านที่ยังคุกรุ่น กดดันราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่ง ผลกระทบยังส่งมาถึงสินค้าพื้นฐานอย่างไข่ไก่ เป็นเครื่องเตือนว่า ปัญหาโลกไม่ได้หยุดอยู่ที่ชายแดนต่างชาติ มันเดินทางมาถึงแผงไข่ในตลาดบ้านเราเสมอ
ผู้บริโภคควรทำอย่างไร?
ระยะสั้น — ติดตามประกาศจากเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพราะราคาอาจยังปรับได้อีกตามสภาพอากาศฤดูร้อนนี้ และเลือกซื้อไข่คละหรือไข่ผิวไม่เรียบเพื่อประหยัดต้นทุน
ระยะยาว — คำถามที่น่าคิดต่อคือ ประเทศไทยควรมีกลไกรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ที่ยืดหยุ่นและโปร่งใสกว่านี้ไหม? โดยเฉพาะในโลกที่ภัยพิบัติและความผันผวนของราคาโลกกลายเป็นเรื่องปกติ
แล้วคุณล่ะ คิดว่าอะไรคือ "มาตรการที่รัฐบาลควรทำ" เพื่อช่วยให้ราคาไข่ไม่กระทบชีวิตประจำวันของคนไทยมากเกินไป? แชร์มุมมองของคุณในคอมเมนต์ได้เลย