เครดิตแหล่งข่าว/เจ้าของบทความโดย
https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/104377
ติดตามข่าวสารน่าสนใจมากมายได้ที่
https://www.thairath.co.th/home
สรุปราคาไข่ไก่ในแต่ละยุครัฐบาล โดยเริ่มจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จนถึงรัฐบาลปัจจุบันอย่างเศรษฐา ทวีสิน ว่ายุคไหนราคาไข่เท่าไรบ้าง และอะไรที่เป็นปัจจัยให้ราคาไข่แพง
‘ไข่ไก่’ วัตถุดิบที่ขึ้นชื่อว่ามีราคาที่ถูกและสามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด อีกทั้งยังมีคุณค่าทางสารอาหารอีกมากมาย และไม่ว่าจะเพศไหนวัยไหน ไข่ไก่ ก็ยังคงอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา ไข่ยังถือเป็นอาหารหลักของหลายๆ ประเทศทั่วโลก ที่ใช้มาประกอบอาหารต่างๆ ทั้งคาวและหวาน และประเทศไทยก็เช่นกัน
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ได้ออกประกาศราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกร วันที่ 17 เมษายน 2567 อยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท เท่ากับ ราคาไข่ไก่ ปรับขึ้นจากเดิม 20 สตางค์ จาก 3.40 เป็น 3.60 บาท หรือรวมแล้วปรับขึ้นแผงละ 6 บาท
ไทยรัฐพลัสพาย้อนดูราคาไข่ไก่ ว่าไทม์ไลน์ของราคาในแต่ละยุคแต่ละรัฐบาลเป็นอย่างไร และปัจจัยใดที่ทำให้ราคาไข่ขึ้นและลง เพราะไข่คืออาหารพื้นฐานของทุกคน
ราคาไข่ไก่ในแต่ละยุค
ไข่ไก่เป็นสิ่งที่ทุกบ้านมักจะมีติดบ้านเสมอ ซึ่งเรื่องไข่ไก่ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมีการพูดถึงกัน แต่ในทุกรัฐบาลมักจะถูกพูดถึงราคาไข่ไก่ในฐานะตัวชี้วัดค่าครองชีพ โดยมีฉายาให้แต่ละยุค ไม่ว่าจะเป็น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียกว่า ‘ไข่คึกฤทธิ์’ ยุคเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เรียกว่า ‘ไข่เกรียงศักดิ์’ เป็นต้น
แต่ละยุคมีเหตุผลที่ราคาไข่ไก่แพงต่างกัน ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ส่งผลกำหนดราคา แต่ฝีมือการบริหารงานของผู้นำแต่ละรัฐบาลสามารถออกนโยบายที่จะช่วยแก้ไขปัญหาไข่ไก่แพงได้
ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ‘ไข่ทักษิณ’ 2544-2549 ราคาไข่ไก่ขึ้นๆ ลงๆ เริ่มจากในปี 2545 ราคาตกต่ำลงเหลือฟองละ 1.55 บาท จนใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการเร่งส่งออก แต่ราคาก็ยังคง 1.55 บาท ซึ่งด้วยราคาที่ตกต่ำ แต่ราคาอาหารสัตว์แพงขึ้น จึงเลือกวิธี ฆ่าแม่ไก่ไปนับล้านตัว ในช่วงปลายปี 2545 ถึงต้นปี 2546 วิธีดังกล่าวถือว่า ได้ผล เพราะกลางปี 2546 ราคาไข่เริ่มปรับขึ้น
ต่อมาปี 2547 ไข่ทักษิณขึ้นราคาอย่างหนัก เนื่องจากมีการระบาดของไข้หวัดนก จึงจำเป็นต้องทำลายไก่ไปจำนวนมาก ราคาไข่ไก่ในช่วงเวลานั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 3.10-3.30 บาท ถือว่าราคาสูงเป็นประวัติการณ์ (ยุคนั้น) สุดท้ายในปี 2548 ตกฟองละ 2.68 บาท และปี 2549 ฟองละ 2.18 บาท
รัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ปี 2550 ฟองละ 2.32 บาท
รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปี 2551 ไข่ไก่เบอร์ 0 ฟองละ 2.65 บาท แต่ในส่วนไข่ไก่ที่ขายแบบคละฟองหน้าฟาร์มราคาเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ที่ฟองละ 2.95 บาท
ปี 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ‘ไข่มาร์ค’ เฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.71 บาท ซึ่งในบางช่วงราคาไข่ไก่เบอร์ 0 ราคาขึ้นไปถึงฟองละ 3.00-3.30 บาท จึงมีมาตรการ ‘ไข่ชั่งกิโล’ กิโลกรัมละ 52 บาท ซึ่งคิดว่าจะถูกลงประมาณ 2-3 บาท/กิโลกรัม แต่ใช้มาตรการนี้ได้เพียง 3 เดือน ไม่ได้รับความนิยม ทำให้กลับมาใช้เป็นแบบเบอร์เหมือนเดิม
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ราคาไข่ ‘นายกฯ ปู’ ช่วงปี 2554-2557 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.00-3.50 บาท แต่ราคาในปี 2554 แพงสุด ราคาขายปลีกเคยตกฟองละ 7 บาท เพราะผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ผลผลิตน้อยมาก แต่ต่อมาราคาไข่ไก่ก็ลดลง เพราะอยู่ในภาวะไข่ล้นตลาด
ต่อมาสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ราคา ‘ไข่ประยุทธ์’ ในช่วงตั้งแต่ปี 2557-2566 ไข่ไก่ มีการปรับราคาขึ้นอยู่เสมอ ครั้งละ 10 สตางค์ต่อฟอง โดยปี 2557 ราคาไข่ไก่คละฟองหน้าฟาร์มอยู่ที่ 2.40-3.30 บาท จนมาในปี 2566 ปี ไข่ไก่ราคาพุ่งสูงไปถึง ฟองละ 4 บาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
แต่ในรัฐบาลปัจจุบัน เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ‘ไข่นิด’ ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงตอนนี้เดือนเมษายน ราคาไข่ไก่ยังคงขึ้นๆ ลงๆ แต่เฉลี่ยนอยู่ที่ราคาฟองละ 3.60 บาท
ทำไมราคาไข่เพิ่มขึ้นทุกปี
ราคาไข่ เป็นดังสิ่งที่วัดฝีมือของรัฐบาล เพราะเป็นสินค้าขั้นพื้นฐานที่สำคัญต่อประชาชน จึงเป็นเหมือนดัชนีชี้วัดค่าครองชีพ โดยในปี 2565 อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงการปรับราคาไข่ไก่ว่า ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นสัดส่วนประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุนการผลิตไข่ไก่ และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยจะมีต้นทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ย จึงทำให้มีความจำเป็นต้องปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นเพื่อให้ สามารถประกอบกิจการอยู่ได้
ต้นทุนที่ผู้ผลิตรายย่อยต้องเจอ ตั้งแต่วัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าไฟฟ้า ค่ายา การขนส่ง ฯลฯ และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงครามยูเครน-รัสเซีย ที่ส่งผลให้อาหารสัตว์ราคาแพงขึ้น เพราะยูเครนที่เป็นแหล่งเพาะปลูกธัญพืชแหล่งใหญ่ของโลก ผลิตได้น้อยลง ภัยพิบัติ น้ำท่วม ไข้หวัดนก โรคระบาด สงคราม ภาวะโลกร้อน ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาไข่ไก่
แต่ต้นทุนอีกอย่างที่เป็นปัญหาใหญ่คือ ปัญหาการผูกขาดการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ โดยสถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าปัญหาการผูกขาดการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ส่งผลกระทบต่อปัญหาการผลิตไข่ไก่ดังนี้
พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่มีราคาแพง ราคาลูกไก่/ไก่สาวสูงอย่างไม่เป็นธรรม
ผู้เลี้ยงได้รับพันธุ์ไก่ล่าช้าทำให้เกิดปัญหาการจัดการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากมาย
เกษตรกรรายย่อยถูกบังคับทางอ้อมให้ซื้ออาหารสัตว์และยาสัตว์จากบริษัทใหญ่
ผู้เลี้ยงรายย่อยต้องเลิกกิจการ แต่ฟาร์มขนาดใหญ่และของบริษัทขยายตัวมากขึ้น
เกษตรกรถูกกดดันไม่ให้ร้องเรียนเรื่องปัญหาขาดแคลนลูกไก่พันธุ์ต่อหน่วยงานราชการ มิฉะนั้นจะไม่ได้รับไก่มาเลี้ยงอีกเลย
ปัจุบันผู้เลี้ยงไก่ไข่ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น
1. ผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ
2. ผู้เลี้ยงไก่ไข่ครบวงจร
3. ผู้เลี้ยงไก่ไข่พันธสัญญา
ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยและกลางมักเป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ หรือผู้เลี้ยงไก่ไข่พันธสัญญา ในขณะที่รายใหญ่จะเป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่ครบวงจร หรือฟาร์มในบริษัท และครองตลาดมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้อำนาจ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ในการกำหนดปริมาณการเลี้ยงไก่ไข่ และการนำเข้าไก่ไข่พ่อ-แม่พันธุ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะนำไปสู่การผูกขาดการผลิตไก่ไข่ ในขณะที่โครงสร้างการผลิตไข่รวมศูนย์อยู่ในมือของผู้ประกอบการรายใหญ่
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุม Egg Board ที่ประชุมได้มติเห็นชอบแผนการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ ปี 2567 ประกอบด้วย ไก่ไข่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) จำนวน 3,800 ตัว ไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ (PS) จำนวน 440,000 ตัว ซึ่งแนวทางการจัดสรรโควตาให้แก่ผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์จำนวน 16 บริษัท โดยให้โควตาแต่ละบริษัทเท่ากับปี 2566
รายชื่อ 16 บริษัท ที่ได้รับโควตานำเข้าไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
บริษัท อาหารเบทเทอร์ จำกัด
บริษัท อรรณพฟาร์ม บ้านนา จำกัด
บริษัท แหลมทองฟาร์ม จํากัด
บริษัท ฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ จำกัด
บริษัท ซัน บรีดเดอร์ส จำกัด
บริษัท ไทยเอกฟาร์ม จํากัด
บริษัท ยู่สูง จํากัด
บริษัท ฟาร์มนาดีพันธุ์ดี จำกัด
บริษัท แม่ทาทองฟาร์ม จำกัด
บริษัท เกียรติดํารงค์ชัย ฟาร์ม จํากัด
บริษัท ฟาร์มกุ้งไทย จํากัด
บริษัท อาร์ พี เอ็ม ฟาร์ม แอนด์ ฟีด จํากัด
บริษัท โกรว์อัพ บรีดเดอร์ จำกัด
บริษัท ฟาร์มสัตว์ปีกล้านนา จํากัด
บริษัท ศรีรุ่งเรืองฟาร์ม จำกัด
สำหรับ ไก่ไข่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) จำนวน 3,800 ตัว ข้อมูลจากปี 2566 พบเพียงชื่อ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งการนำเข้า GP จะส่งผลให้ บริษัทซีพีเอฟ สามารถผลิต PS ได้ 292,600 ตัว
คงต้องรอดูว่าในปี 2568 รายชื่อบริษัทที่ได้โควตาจาก Egg Board หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ เพราะไม่อย่างนั้นเท่ากับว่าการซื้อไก่ไข่มาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ก็คงถูกผูกขาดด้วยนายทุนเจ้าเดิมๆ
ราคาไข่ในรอบ 20 ปี ตัวชี้วัดปากท้องคนไทย รัฐบาลไหนขายแพงสุด
https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/104377
ติดตามข่าวสารน่าสนใจมากมายได้ที่
https://www.thairath.co.th/home
สรุปราคาไข่ไก่ในแต่ละยุครัฐบาล โดยเริ่มจากรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จนถึงรัฐบาลปัจจุบันอย่างเศรษฐา ทวีสิน ว่ายุคไหนราคาไข่เท่าไรบ้าง และอะไรที่เป็นปัจจัยให้ราคาไข่แพง
‘ไข่ไก่’ วัตถุดิบที่ขึ้นชื่อว่ามีราคาที่ถูกและสามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด อีกทั้งยังมีคุณค่าทางสารอาหารอีกมากมาย และไม่ว่าจะเพศไหนวัยไหน ไข่ไก่ ก็ยังคงอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา ไข่ยังถือเป็นอาหารหลักของหลายๆ ประเทศทั่วโลก ที่ใช้มาประกอบอาหารต่างๆ ทั้งคาวและหวาน และประเทศไทยก็เช่นกัน
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ 4 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ได้ออกประกาศราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกร วันที่ 17 เมษายน 2567 อยู่ที่ฟองละ 3.60 บาท เท่ากับ ราคาไข่ไก่ ปรับขึ้นจากเดิม 20 สตางค์ จาก 3.40 เป็น 3.60 บาท หรือรวมแล้วปรับขึ้นแผงละ 6 บาท
ไทยรัฐพลัสพาย้อนดูราคาไข่ไก่ ว่าไทม์ไลน์ของราคาในแต่ละยุคแต่ละรัฐบาลเป็นอย่างไร และปัจจัยใดที่ทำให้ราคาไข่ขึ้นและลง เพราะไข่คืออาหารพื้นฐานของทุกคน
ราคาไข่ไก่ในแต่ละยุค
ไข่ไก่เป็นสิ่งที่ทุกบ้านมักจะมีติดบ้านเสมอ ซึ่งเรื่องไข่ไก่ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมีการพูดถึงกัน แต่ในทุกรัฐบาลมักจะถูกพูดถึงราคาไข่ไก่ในฐานะตัวชี้วัดค่าครองชีพ โดยมีฉายาให้แต่ละยุค ไม่ว่าจะเป็น หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เรียกว่า ‘ไข่คึกฤทธิ์’ ยุคเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เรียกว่า ‘ไข่เกรียงศักดิ์’ เป็นต้น
แต่ละยุคมีเหตุผลที่ราคาไข่ไก่แพงต่างกัน ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ส่งผลกำหนดราคา แต่ฝีมือการบริหารงานของผู้นำแต่ละรัฐบาลสามารถออกนโยบายที่จะช่วยแก้ไขปัญหาไข่ไก่แพงได้
ยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ‘ไข่ทักษิณ’ 2544-2549 ราคาไข่ไก่ขึ้นๆ ลงๆ เริ่มจากในปี 2545 ราคาตกต่ำลงเหลือฟองละ 1.55 บาท จนใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการเร่งส่งออก แต่ราคาก็ยังคง 1.55 บาท ซึ่งด้วยราคาที่ตกต่ำ แต่ราคาอาหารสัตว์แพงขึ้น จึงเลือกวิธี ฆ่าแม่ไก่ไปนับล้านตัว ในช่วงปลายปี 2545 ถึงต้นปี 2546 วิธีดังกล่าวถือว่า ได้ผล เพราะกลางปี 2546 ราคาไข่เริ่มปรับขึ้น
ต่อมาปี 2547 ไข่ทักษิณขึ้นราคาอย่างหนัก เนื่องจากมีการระบาดของไข้หวัดนก จึงจำเป็นต้องทำลายไก่ไปจำนวนมาก ราคาไข่ไก่ในช่วงเวลานั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 3.10-3.30 บาท ถือว่าราคาสูงเป็นประวัติการณ์ (ยุคนั้น) สุดท้ายในปี 2548 ตกฟองละ 2.68 บาท และปี 2549 ฟองละ 2.18 บาท
รัฐบาลพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ปี 2550 ฟองละ 2.32 บาท
รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปี 2551 ไข่ไก่เบอร์ 0 ฟองละ 2.65 บาท แต่ในส่วนไข่ไก่ที่ขายแบบคละฟองหน้าฟาร์มราคาเฉลี่ยสูงที่สุด อยู่ที่ฟองละ 2.95 บาท
ปี 2552 รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ‘ไข่มาร์ค’ เฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.71 บาท ซึ่งในบางช่วงราคาไข่ไก่เบอร์ 0 ราคาขึ้นไปถึงฟองละ 3.00-3.30 บาท จึงมีมาตรการ ‘ไข่ชั่งกิโล’ กิโลกรัมละ 52 บาท ซึ่งคิดว่าจะถูกลงประมาณ 2-3 บาท/กิโลกรัม แต่ใช้มาตรการนี้ได้เพียง 3 เดือน ไม่ได้รับความนิยม ทำให้กลับมาใช้เป็นแบบเบอร์เหมือนเดิม
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ราคาไข่ ‘นายกฯ ปู’ ช่วงปี 2554-2557 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.00-3.50 บาท แต่ราคาในปี 2554 แพงสุด ราคาขายปลีกเคยตกฟองละ 7 บาท เพราะผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่ ทำให้ผลผลิตน้อยมาก แต่ต่อมาราคาไข่ไก่ก็ลดลง เพราะอยู่ในภาวะไข่ล้นตลาด
ต่อมาสมัยรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ราคา ‘ไข่ประยุทธ์’ ในช่วงตั้งแต่ปี 2557-2566 ไข่ไก่ มีการปรับราคาขึ้นอยู่เสมอ ครั้งละ 10 สตางค์ต่อฟอง โดยปี 2557 ราคาไข่ไก่คละฟองหน้าฟาร์มอยู่ที่ 2.40-3.30 บาท จนมาในปี 2566 ปี ไข่ไก่ราคาพุ่งสูงไปถึง ฟองละ 4 บาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านรัฐบาล
แต่ในรัฐบาลปัจจุบัน เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ‘ไข่นิด’ ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงตอนนี้เดือนเมษายน ราคาไข่ไก่ยังคงขึ้นๆ ลงๆ แต่เฉลี่ยนอยู่ที่ราคาฟองละ 3.60 บาท
ทำไมราคาไข่เพิ่มขึ้นทุกปี
ราคาไข่ เป็นดังสิ่งที่วัดฝีมือของรัฐบาล เพราะเป็นสินค้าขั้นพื้นฐานที่สำคัญต่อประชาชน จึงเป็นเหมือนดัชนีชี้วัดค่าครองชีพ โดยในปี 2565 อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงการปรับราคาไข่ไก่ว่า ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นสัดส่วนประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ของต้นทุนการผลิตไข่ไก่ และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยจะมีต้นทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ย จึงทำให้มีความจำเป็นต้องปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นเพื่อให้ สามารถประกอบกิจการอยู่ได้
ต้นทุนที่ผู้ผลิตรายย่อยต้องเจอ ตั้งแต่วัตถุดิบอาหารสัตว์ ค่าไฟฟ้า ค่ายา การขนส่ง ฯลฯ และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สงครามยูเครน-รัสเซีย ที่ส่งผลให้อาหารสัตว์ราคาแพงขึ้น เพราะยูเครนที่เป็นแหล่งเพาะปลูกธัญพืชแหล่งใหญ่ของโลก ผลิตได้น้อยลง ภัยพิบัติ น้ำท่วม ไข้หวัดนก โรคระบาด สงคราม ภาวะโลกร้อน ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาไข่ไก่
แต่ต้นทุนอีกอย่างที่เป็นปัญหาใหญ่คือ ปัญหาการผูกขาดการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ โดยสถาบันสุวรรณวาจกกสิกิจเพื่อการค้นคว้าและพัฒนาปศุสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่าปัญหาการผูกขาดการนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ส่งผลกระทบต่อปัญหาการผลิตไข่ไก่ดังนี้
พ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่มีราคาแพง ราคาลูกไก่/ไก่สาวสูงอย่างไม่เป็นธรรม
ผู้เลี้ยงได้รับพันธุ์ไก่ล่าช้าทำให้เกิดปัญหาการจัดการและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มขึ้นมากมาย
เกษตรกรรายย่อยถูกบังคับทางอ้อมให้ซื้ออาหารสัตว์และยาสัตว์จากบริษัทใหญ่
ผู้เลี้ยงรายย่อยต้องเลิกกิจการ แต่ฟาร์มขนาดใหญ่และของบริษัทขยายตัวมากขึ้น
เกษตรกรถูกกดดันไม่ให้ร้องเรียนเรื่องปัญหาขาดแคลนลูกไก่พันธุ์ต่อหน่วยงานราชการ มิฉะนั้นจะไม่ได้รับไก่มาเลี้ยงอีกเลย
ปัจุบันผู้เลี้ยงไก่ไข่ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น
1. ผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ
2. ผู้เลี้ยงไก่ไข่ครบวงจร
3. ผู้เลี้ยงไก่ไข่พันธสัญญา
ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยและกลางมักเป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่อิสระ หรือผู้เลี้ยงไก่ไข่พันธสัญญา ในขณะที่รายใหญ่จะเป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่ครบวงจร หรือฟาร์มในบริษัท และครองตลาดมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้อำนาจ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ในการกำหนดปริมาณการเลี้ยงไก่ไข่ และการนำเข้าไก่ไข่พ่อ-แม่พันธุ์ที่เหมาะสม ซึ่งอาจจะนำไปสู่การผูกขาดการผลิตไก่ไข่ ในขณะที่โครงสร้างการผลิตไข่รวมศูนย์อยู่ในมือของผู้ประกอบการรายใหญ่
ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2566 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุม Egg Board ที่ประชุมได้มติเห็นชอบแผนการนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ ปี 2567 ประกอบด้วย ไก่ไข่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) จำนวน 3,800 ตัว ไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ (PS) จำนวน 440,000 ตัว ซึ่งแนวทางการจัดสรรโควตาให้แก่ผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์จำนวน 16 บริษัท โดยให้โควตาแต่ละบริษัทเท่ากับปี 2566
รายชื่อ 16 บริษัท ที่ได้รับโควตานำเข้าไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
บริษัท อาหารเบทเทอร์ จำกัด
บริษัท อรรณพฟาร์ม บ้านนา จำกัด
บริษัท แหลมทองฟาร์ม จํากัด
บริษัท ฟาร์มไก่พันธุ์เกิดเจริญ จำกัด
บริษัท ซัน บรีดเดอร์ส จำกัด
บริษัท ไทยเอกฟาร์ม จํากัด
บริษัท ยู่สูง จํากัด
บริษัท ฟาร์มนาดีพันธุ์ดี จำกัด
บริษัท แม่ทาทองฟาร์ม จำกัด
บริษัท เกียรติดํารงค์ชัย ฟาร์ม จํากัด
บริษัท ฟาร์มกุ้งไทย จํากัด
บริษัท อาร์ พี เอ็ม ฟาร์ม แอนด์ ฟีด จํากัด
บริษัท โกรว์อัพ บรีดเดอร์ จำกัด
บริษัท ฟาร์มสัตว์ปีกล้านนา จํากัด
บริษัท ศรีรุ่งเรืองฟาร์ม จำกัด
สำหรับ ไก่ไข่ปู่ย่าพันธุ์ (GP) จำนวน 3,800 ตัว ข้อมูลจากปี 2566 พบเพียงชื่อ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งการนำเข้า GP จะส่งผลให้ บริษัทซีพีเอฟ สามารถผลิต PS ได้ 292,600 ตัว
คงต้องรอดูว่าในปี 2568 รายชื่อบริษัทที่ได้โควตาจาก Egg Board หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ เพราะไม่อย่างนั้นเท่ากับว่าการซื้อไก่ไข่มาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ก็คงถูกผูกขาดด้วยนายทุนเจ้าเดิมๆ