วุ้นในตาเสื่อมอันตรายไหม?
ภายในลูกตาของเรามีเจลใสคล้ายไข่ขาว ที่เรียกว่า น้ำวุ้นตา (Vitreous Humor) อยู่ภายในลูกตา เมื่อเจลใสนี้เริ่มเสื่อม เจลใสๆ จะกลายเป็นของเหลวมากขึ้น จนเกิดการจับตัวกันเป็นก้อนหรือตะกอนขึ้นภายในลูดตา ส่งผลให้เห็นเป็นหยากไย่หรือจุดดำๆ ลอยไป-มา ทำให้เกิดความรำคาญแต่ไม่อันตรายต่อดวงตา
วุ้นในตาเสื่อม ทางการแพทย์คือกระบวนการลอกตัวของน้ำวุ้นตาออกจากจอประสาทตาส่วนหลัง ที่เรียกว่า PVD (Posterior Vitreous Detachment ) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้นที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย

3 สัญญาณเตือนอันตราย เช็คลิสต์ฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
1. จุดดำหรือหยากไย่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกะทันหัน
2. เห็นแสงวาบคล้ายแฟลชหรือฟ้าแลบ
3. มีเงาดำคล้ายม่านมาบัง
เจาะลึกกลไกและกลุ่มเสี่ยง ทำไมถึงเป็นวุ้นในตาเสื่อม?
กลไกการเกิดวุ้นในตาเสื่อม วุ้นในตามีลักษณะเป็นเจลใสๆ อยู่ภายในลูกตา โดยมีส่วนประกอบของน้ำ 99% ส่วนที่เหลือเส้นใยคอลลาเจนและกรดไฮยาลูโรนิก คอยทำหน้าที่พยุงโครงสร้างของลูกตาให้คงรูปทรงและเป็นตัวกลางทางเดินผ่านของแสง ไปยังจอประสาทตา เมื่อเกิดกระบวนการเสื่อมของวุ้นในลูกตา จะเกิดการแยกตัวของเจล โดยกรดไฮยาลูโรนิกจะปล่อยโมเลกุลน้ำทำให้วุ้นในลูกตาเป็นของเหลวมากขึ้น และเส้นใยคอลลาเจนที่เคยกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอจะเริ่มจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนหรือเส้นใยหนาๆ ลอยไป-มาอยู่ภายในลูกตา ทำให้เรามองเห็นเป็นหยากไย่หรือจุดดำๆ ลอยไป-มานั้นเอง
กลุ่มเสี่ยงวุ้นในตาเสื่อม
- อายุที่เพิ่มขึ้น
- สายตาสั้นมาก
- ประวัติอุบัติเหตุที่ดวงตาหรือศีรษะ
- เคยผ่าตัดตามาก่อน
- การอักเสบภายในลูกตา
- โรคเบาหวาน
- ประวัติครอบครัว
กระบวนการวินิจฉัย สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาพบจักษุแพทย์
1. การซักประวัติ : สอบถามอาการ
2. การตรวจด้วยกล้อง : ตรวจดูความผิดปกติโครงสร้างส่วนหน้าของลูกตา
3. การหยอดยาขยายม่านตา : ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพื่อเปิดขยายรูม่านตา ให้สามารถมองดูจอประสาทตาได้กว้างขึ้น
4. การตรวจจอประสาทตาโดยละเอียด : แพทย์จะทำการตรวจจอประสาทตาทั้งหมดอย่างละเอียด
5. การตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม : กรณีมองเห็นไม่ชัดเจน จะตรวจจอประสาทตาด้วยขั้นตอนวิธีการอื่นเพิ่มเติม

แนวทางการรักษา จากการเฝ้าระวังสู่เทคโนโลยีล่าสุด
* กรณีวุ้นตาเสื่อมทั่วไป (ไม่มีภาวะแทรกซ้อน)
สำหรับคนที่เป็นวุ้นในตาเสื่อมที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จะเน้นการจัดการกับอาการน่ารำคาญของจุดดำลอยไปมา
* กรณีพบภาวะแทรกซ้อน (ภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์)
สำหรับคนที่เป็นวุ้นในตาเสื่อมที่มีภาวะแทรกซ้อน จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
แนวทางการรักษา
1. การยิงเลเซอร์ : ยิงเป็นจุดเล็กๆ รอบรอยฉีกขาด เพื่อเชื่อมจอประสาทตากับผนังลูกตา
2. การจี้ด้วยความเย็น (Cryopexy) : จี้ความเย็นจากภายนอกลูกตาตำแหน่งที่ตรงกับรอยฉีกขาด เพื่อสร้างแผลและปิดรอยฉีดขาด
3. การผ่าตัดจอประสาทตาหลุดลอก : หากจอประสาทหลุดลอกไปแล้ว จะต้องได้รับการผ่าตัดจอประสาทตา เพื่อให้กลับไปติดที่เดิม
การใช้ชีวิตอยู่กับวุ้นในตาเสื่อม คำแนะนำจากแพทย์ถึงคนไข้
สำหรับคนที่เป็นวุ้นตาเสื่อมชนิดที่ไม่เป็นอันตราย : แนวทางการใช้ชีวิตจะเน้นการปรับตัวและใช้ชีวิตกับอาการรำคาญนี้ให้ได้ เช่น
1.ยอมรับและเข้าใจ
ให้ยอมรับความรู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญในช่วงแรก และให้เข้าใจว่าไม่ใช่โรคร้ายแรง
2. รับมือ
- เปลี่ยนสภาพแสง : ลดความสว่างลงเมื่อเห็นหยากไย่หรือจุดดำลอยไป-มา จะช่วยลดการมองเห็นหยากไย่ได้ลดลง เพราะหยากไย่จะเห็นชัดเมื่ออยู่ในที่สว่างมากๆ
- กลอกตาย้ายตำแหน่ง : เมื่อเห็นหยากไย่หรือจุดดำลอยไป-มาให้กรอกตาย้ายตำแหน่งการมอง จะช่วยพัดพาให้หยากไย่ให้เห็นลดลง
- ให้เวลาสมองปรับตัว : ให้สมองปรับตัวกับการมองเห็นหยากไย่ลอยไป-มา ประมาณ 3-6 เดือน เพื่อลดความรำคาญลดลง
- ตรวจสุขภาพตาประจำปี : แม้อาการวุ้นในลูกาเสื่อมจะไม่อันตรายแต่สามารถมีอาการแทรกซ้อนจนสูญเสียการมองเห็นได้จึงต้องเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงควรตรวจสุขภาพตาประจำปีทุกปีเพื่อเฝ้าระวัง
อ่านข้อมูลละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่ค่ะ
https://www.mattayaclinic.com/eye-diseases-for-office-people/
วุ้นในตาเสื่อม อันตรายไหม? จักษุแพทย์ไขทุกคำตอบ เรื่องจุดดำและแสงวาบในตา
ภายในลูกตาของเรามีเจลใสคล้ายไข่ขาว ที่เรียกว่า น้ำวุ้นตา (Vitreous Humor) อยู่ภายในลูกตา เมื่อเจลใสนี้เริ่มเสื่อม เจลใสๆ จะกลายเป็นของเหลวมากขึ้น จนเกิดการจับตัวกันเป็นก้อนหรือตะกอนขึ้นภายในลูดตา ส่งผลให้เห็นเป็นหยากไย่หรือจุดดำๆ ลอยไป-มา ทำให้เกิดความรำคาญแต่ไม่อันตรายต่อดวงตา
วุ้นในตาเสื่อม ทางการแพทย์คือกระบวนการลอกตัวของน้ำวุ้นตาออกจากจอประสาทตาส่วนหลัง ที่เรียกว่า PVD (Posterior Vitreous Detachment ) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้นที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย
3 สัญญาณเตือนอันตราย เช็คลิสต์ฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
1. จุดดำหรือหยากไย่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและกะทันหัน
2. เห็นแสงวาบคล้ายแฟลชหรือฟ้าแลบ
3. มีเงาดำคล้ายม่านมาบัง
เจาะลึกกลไกและกลุ่มเสี่ยง ทำไมถึงเป็นวุ้นในตาเสื่อม?
กลไกการเกิดวุ้นในตาเสื่อม วุ้นในตามีลักษณะเป็นเจลใสๆ อยู่ภายในลูกตา โดยมีส่วนประกอบของน้ำ 99% ส่วนที่เหลือเส้นใยคอลลาเจนและกรดไฮยาลูโรนิก คอยทำหน้าที่พยุงโครงสร้างของลูกตาให้คงรูปทรงและเป็นตัวกลางทางเดินผ่านของแสง ไปยังจอประสาทตา เมื่อเกิดกระบวนการเสื่อมของวุ้นในลูกตา จะเกิดการแยกตัวของเจล โดยกรดไฮยาลูโรนิกจะปล่อยโมเลกุลน้ำทำให้วุ้นในลูกตาเป็นของเหลวมากขึ้น และเส้นใยคอลลาเจนที่เคยกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอจะเริ่มจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนหรือเส้นใยหนาๆ ลอยไป-มาอยู่ภายในลูกตา ทำให้เรามองเห็นเป็นหยากไย่หรือจุดดำๆ ลอยไป-มานั้นเอง
กลุ่มเสี่ยงวุ้นในตาเสื่อม
- อายุที่เพิ่มขึ้น
- สายตาสั้นมาก
- ประวัติอุบัติเหตุที่ดวงตาหรือศีรษะ
- เคยผ่าตัดตามาก่อน
- การอักเสบภายในลูกตา
- โรคเบาหวาน
- ประวัติครอบครัว
กระบวนการวินิจฉัย สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาพบจักษุแพทย์
1. การซักประวัติ : สอบถามอาการ
2. การตรวจด้วยกล้อง : ตรวจดูความผิดปกติโครงสร้างส่วนหน้าของลูกตา
3. การหยอดยาขยายม่านตา : ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เพื่อเปิดขยายรูม่านตา ให้สามารถมองดูจอประสาทตาได้กว้างขึ้น
4. การตรวจจอประสาทตาโดยละเอียด : แพทย์จะทำการตรวจจอประสาทตาทั้งหมดอย่างละเอียด
5. การตรวจอื่นๆ เพิ่มเติม : กรณีมองเห็นไม่ชัดเจน จะตรวจจอประสาทตาด้วยขั้นตอนวิธีการอื่นเพิ่มเติม
แนวทางการรักษา จากการเฝ้าระวังสู่เทคโนโลยีล่าสุด
* กรณีวุ้นตาเสื่อมทั่วไป (ไม่มีภาวะแทรกซ้อน)
สำหรับคนที่เป็นวุ้นในตาเสื่อมที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จะเน้นการจัดการกับอาการน่ารำคาญของจุดดำลอยไปมา
* กรณีพบภาวะแทรกซ้อน (ภาวะเร่งด่วนทางการแพทย์)
สำหรับคนที่เป็นวุ้นในตาเสื่อมที่มีภาวะแทรกซ้อน จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
แนวทางการรักษา
1. การยิงเลเซอร์ : ยิงเป็นจุดเล็กๆ รอบรอยฉีกขาด เพื่อเชื่อมจอประสาทตากับผนังลูกตา
2. การจี้ด้วยความเย็น (Cryopexy) : จี้ความเย็นจากภายนอกลูกตาตำแหน่งที่ตรงกับรอยฉีกขาด เพื่อสร้างแผลและปิดรอยฉีดขาด
3. การผ่าตัดจอประสาทตาหลุดลอก : หากจอประสาทหลุดลอกไปแล้ว จะต้องได้รับการผ่าตัดจอประสาทตา เพื่อให้กลับไปติดที่เดิม
การใช้ชีวิตอยู่กับวุ้นในตาเสื่อม คำแนะนำจากแพทย์ถึงคนไข้
สำหรับคนที่เป็นวุ้นตาเสื่อมชนิดที่ไม่เป็นอันตราย : แนวทางการใช้ชีวิตจะเน้นการปรับตัวและใช้ชีวิตกับอาการรำคาญนี้ให้ได้ เช่น
1.ยอมรับและเข้าใจ
ให้ยอมรับความรู้สึกหงุดหงิดหรือรำคาญในช่วงแรก และให้เข้าใจว่าไม่ใช่โรคร้ายแรง
2. รับมือ
- เปลี่ยนสภาพแสง : ลดความสว่างลงเมื่อเห็นหยากไย่หรือจุดดำลอยไป-มา จะช่วยลดการมองเห็นหยากไย่ได้ลดลง เพราะหยากไย่จะเห็นชัดเมื่ออยู่ในที่สว่างมากๆ
- กลอกตาย้ายตำแหน่ง : เมื่อเห็นหยากไย่หรือจุดดำลอยไป-มาให้กรอกตาย้ายตำแหน่งการมอง จะช่วยพัดพาให้หยากไย่ให้เห็นลดลง
- ให้เวลาสมองปรับตัว : ให้สมองปรับตัวกับการมองเห็นหยากไย่ลอยไป-มา ประมาณ 3-6 เดือน เพื่อลดความรำคาญลดลง
- ตรวจสุขภาพตาประจำปี : แม้อาการวุ้นในลูกาเสื่อมจะไม่อันตรายแต่สามารถมีอาการแทรกซ้อนจนสูญเสียการมองเห็นได้จึงต้องเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงควรตรวจสุขภาพตาประจำปีทุกปีเพื่อเฝ้าระวัง
อ่านข้อมูลละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่ค่ะ
https://www.mattayaclinic.com/eye-diseases-for-office-people/