สมชัย แฉกกต.ใช้เงินหลวง จ่ายค่าปรับ จากความผิดตัวเอง แย้มเร็วๆนี้ อาจต้องเสียอีก 70 ล้าน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5624651
.

.
“สมชัย” แฉวีรกรรม กกต.ใช้เงินหลวงจ่ายค่าปรับกรณีทำข้อมูลผู้สมัครสว.หลุด เตรียมเปิดข้อมูล อาจจะต้องใช้ภาษีประชาชนจ่ายอีก 70 ล้านบาท
.
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 นาย
สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีสำนักงาน กกต.ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 70 ล้านบาท ในการทำข้อมูลผู้สมัคร ส.ว.หลุดรั่ว โดยระบุว่า
.
เมื่อประชาชนสู้กลับ กกต. ก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่ใช้ภาษีประชาชนจ่าย
.
มีหลายเรื่องที่ กกต.ผิด และต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยเอาเงินหลวง ภาษีประชาชน มาชดใช้ แต่มักจะปิดเงียบ ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการที่ดูแลการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPC เคยให้ กกต. เสียค่าปรับ 335,000 บาท เนื่องจากทำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัคร ส.ว. 23,645 ราย หลุดต่อสาธารณะ ด้วยวิธีการทำงานที่หละหลวม คือ ส่งข้อมูลผ่าน Application Line ที่ไม่มีมาตรการป้องกันข้อมูลได้ดีพอและเมื่อเกิดเหตุแล้ว ยังรายงานต่อคณะกรรมการ PDPC ด้วยความล่าช้า
.
กรณีดังกล่าว สำนักงาน กกต. ต้องใช้เงินหน่วยงานจ่ายค่าปรับ แต่สิ่งหนึ่งที่ปิดเงียบไม่ปรากฏเป็นข่าว คือ มีการตั้งคณะกรรมการสอบหาผู้รับผิดทางละเมิดที่ทำให้ราชการเสียหายหรือยัง ว่า การกระทำดังกล่าวใครบ้างเกี่ยวข้อง ผู้บังคับบัญชาคนไหน ต้องร่วมรับผิดชอบ เป็นการประมาทเลินเล่อ หรือ ประมาทเลินเล่อร้ายแรง มีการลงโทษอย่างไร มีการชดใช้เงินคืนราชการหรือไม่ และ กล่าวขอโทษต่อประชาชนหรือยัง
.
เวลา กกต.จะฟ้องประชาชน ใช้เงินภาษี เวลาประชาชนสู้กลับ ต้องใช้เงินส่วนตัว เวลา กกต. แพ้จะใช้เงินภาษี เล่นแบบนี้ not fair game พรุ่งนี้ จะเล่าต่ออีกเรื่อง ที่กำลังจะต้องใช้ภาษีประชาชนอีกราว 70 ล้าน จ่ายให้กับความผิดของ กกต. รอฟังไหวไหม
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/pfbid02sZukjn3yioGGEtAob1uFtj6hTuYY1AKFYQueZ5vtwVLX5QMfjrA8M1ZMHTDRDyDal
.
.
วิโรจน์ มองหมายจับชนนพัฒน์ เป้าชัดข่มขู่กธ. แนะปชน.แก้เกมให้ขาด หมากนี้กระทบงานฝ่ายค้าน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5624514
.
วิโรจน์ มองหมายจับชนนพัฒฐ์ เป้าชัดขู่กธ. แนะปชน.แก้เกมให้ชัด หมากนี้กระทบงานฝ่ายค้าน พร้อมฝากจับตา “ตัวเบ้งสีเทา” ยังลอยนวลอีกมาก
.
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง
[ จับกุมตามหน้าที่ก็ดี แต่มานึกอีกทีอาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง? ] มีเนื้อหาดังนี้
.
กรณีที่ DSI และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ายึดทรัพย์ ค้นบ้าน และออกหมายเรียก ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.จากพรรคกล้าธรรมนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการทางกฎหมายตามปกติ
.
อย่างไรก็ตาม หากลองพิจารณาในมิติทางการเมือง ก็ต้องยอมรับว่า ทั้ง DSI ซึ่งขึ้นตรงกับ รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ปปง. ซึ่งขึ้นตรงกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หากจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและว่องไวถึงเพียงนี้ ก็น่าจะต้องได้รับไฟเขียวให้ปฏิบัติการอย่างแน่นอน และจึงมีความเป็นไปได้ว่า อาจมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองบางประการแฝงอยู่ด้วย
.
ประการแรก อย่างน้อยที่สุด การดำเนินการดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อข่มขู่และปราม ส.ส. ทั้งในพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่นๆ ที่ต่างก็รู้ตัวดีว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ว่าไม่ควรแสดงท่าทีแข็งกร้าวหรือ “เปรี้ยว” มากจนเกินไป เพราะรัฐบาลมีข้อมูลเส้นทางการเงินของทุกคนอยู่แล้ว หรือหากยังไม่ทราบ ก็สามารถขุดค้นตรวจสอบได้ในภายหลัง ดังนั้น หากผู้ใดมีแผลหรือมีร่องรอยเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินสีเทา และยังทำตัวไม่น่ารัก ก็อาจถูกดำเนินการได้ในเวลาไม่นาน แต่ในทางกลับกัน หากผู้ใดว่านอนสอนง่าย ก็อาจยังสามารถลอยชายใช้ชีวิตอย่างสบายใจต่อไปได้
.
ประการที่สอง หากพิจารณาจากศักยภาพทางการเมืองแล้ว พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์เพียงลำพัง ไม่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะดีลกับขั้วอำนาจต่างๆ เพื่อล้มรัฐบาลได้ โดยเฉพาะหากต้องใช้วิธีการเชิงเล่ห์กล ลูกตุกติก หรือกลยุทธ์แบบ “วิชามาร” ที่เปรียบได้กับการชกใต้เข็มขัดหรือลอบวางยาพิษในนวนิยายกำลังภายในจีน พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คงยากที่จะดำเนินการในลักษณะนั้นได้
.
ในอดีต พรรคประชาธิปัตย์เคยถูกแซวว่าอาจไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ซึ่งในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์อาจเป็นเพียงผู้เล่นในฉากหน้าเท่านั้น ขณะที่เบื้องหลังยังมีมือที่ทำหน้าที่รับผิดชอบงานที่เป็น “Dirty Jobs” อยู่ด้วย ดังนั้น หากสามารถสกัดพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคที่หลายคนในยุทธจักรการเมืองยอมรับว่า “กล้าทำจริง” และ “ทำถึงจริง” ได้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยก็แทบไม่ต้องกังวลว่าฝ่ายค้านจะมีลูกพลิกแพลงหรือกลยุทธ์พิสดารใดๆ ที่น่ากังวลอีก
.
ยิ่งไปกว่านั้น หากทุกอย่างดำเนินไปตามกติกาปกติของระบบรัฐสภา การลงมติในสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้มีสิ่งใดที่ต้องหวาดกลัวเป็นพิเศษ เพราะต่อให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร เมื่อถึงเวลายกมือโหวต กฎหมายต่างๆ ก็ยังสามารถผ่านได้อย่างฉลุย และในกรณีของนโยบายหรือแนวคิดที่ดี พรรคภูมิใจไทยก็ประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าพร้อมนำไปต่อยอดหรือ “ก๊อปแล้วพลัส” โดยไม่ได้ถือเรื่องภาพลักษณ์หรือศักดิ์ศรีมากนัก
.
ประการที่สาม ยิ่ง ..พรรคกล้าธรรมถูกดำเนินคดีอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้งมากเท่าใด ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแง่หรือเกิดความระแวงในการทำงานร่วมกันมากขึ้นเท่านั้น เพราะหากเกิดสถานการณ์ใดที่พรรคประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์ต้องลงมติร่วมกับพรรคกล้าธรรม ก็อาจมีเสียงแซวหรือเสียงโห่ร้องจากฝ่ายตรงข้ามว่า “เดี๋ยวนี้พรรคส้มกับพรรคฟ้าหันไปปะแป้ง แล้วซื้อหวย 888 ด้วยกันแล้วหรือ”
.
ทั้งนี้ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็เป็นพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และหน้าตาทางการเมืองเป็นอย่างมาก ดังนั้น การขยับตัวทำงานร่วมกันในวิปฝ่ายค้านย่อมมีความอึดอัดไม่น้อย เพราะนอกจากจะต้องกังวลเรื่องการถูกโจมตีจากทีม IO แล้ว ยังอาจมีความไม่ไว้วางใจกันอยู่ลึกๆ เนื่องจากหลายคนรับรู้กันดีว่า พรรคกล้าธรรมเองก็ไม่ได้อยากเป็นฝ่ายค้านอย่างแท้จริง และอาจเพียงแสดงบทบาทฝ่ายค้านเพื่อเปิดทางในการต่อรองเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต
.
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เช่นนี้ การทำงานของฝ่ายค้านซึ่งมีเสียงในสภาเพียงประมาณ 200 เสียงอยู่แล้ว หากยังขาดเอกภาพภายใน ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงไปอีก การผลักดันกฎหมายสำคัญอาจเป็นไปได้ยาก การอภิปรายตรวจสอบรัฐบาลก็อาจเต็มไปด้วยความระแวงซึ่งกันและกัน และแม้แต่การควบคุมธีมหรือการจัดสรรเวลาในการอภิปรายก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า จะสามารถประสานกันได้มากเพียงใด
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า หากต้องการแก้เกมสถานการณ์เช่นนี้ พรรคประชาชนจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า การทำงานในฐานะฝ่ายค้านนั้น ในหลายกรณีจำเป็นต้องมีเอกภาพและต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งต้องกำหนดเส้นแบ่งในการทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ให้ชัดเจน
.
การทำงานในวิปฝ่ายค้านจึงควรเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เรื่องใดที่สามารถร่วมมือกันได้ก็ร่วมมือกันไป และจากนั้นจึงอธิบายกับประชาชนอย่างเปิดเผย พร้อมทั้งกล้าที่จะใช้ต้นทุนทางสังคมในการทำให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นของการทำงานภายใต้กลไกของระบบรัฐสภา
.
ในทางกลับกัน หากมีประเด็นใดที่ไม่เห็นด้วย หรือเป็นเรื่องที่ล้ำเส้นมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ ก็ควรแจ้งให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมทราบอย่างตรงไปตรงมา แม้พวกเขาจะโกรธหรือไม่พอใจก็ตาม แต่ก็ควรเป็นความโกรธที่เกิดจากการรับรู้ความจริงตรงๆ ไม่ใช่ความโกรธที่เกิดจากการที่เราเคยรับปากแล้วไม่ทำตาม หรือจากความเข้าใจผิดว่าเราไปเล่นสองหน้าหลอกลวงกัน
.
การอธิบายทั้งภายในวิปฝ่ายค้านและต่อสาธารณะถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากสามารถสื่อสารได้ดีและทำให้ประชาชนเข้าใจ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านจะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง แต่ก็ยังสามารถมี “เข็มมุ่งร่วมกัน” ในประเด็นสำคัญบางประการได้ และนั่นย่อมจะทำให้ฝ่ายค้านยังคงมีน้ำหนักเพียงพอในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ผ่านกฎหมายสำคัญต่างๆ และผลักดันมาตรการเชิงนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพ รวมทั้งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเสมอภาคต่อไปได้
.
อีกเรื่องที่ต้องฝากไว้ ก็คือ ในเรื่องคดีความต่างๆ ของทั้งชนนพัฒน์ นาคสั้ว และเบน สมิธ ก็คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมายเขาทั้งสองยังมีสิทธิที่จะสู้คดี แต่ผมต้องตั้งข้อสังเกตให้สังคมฉุกคิดร่วมกันว่า แค่การกล่าวหา 2 คนนี้ มันไม่ทำให้เรื่องสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ไปเป็นแรงงานสแกมเมอร์ และการฟอกเงิน จบลงนะครับ การกระทำอาชญากรรมเหล่านี้ มันทำเป็นขบวนการ และมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังเป็นจำนวนมาก สังคมต้องตามให้ทันนะครับ ไม่ใช่ว่าพอกล่าวหาเพียงแค่ 2 คนนี้ แล้วก็จบกันไป ตัวละครตัวเบ้งๆ ที่ยังคงลอยนวลทำงานเป็นขบวนการ ก่อกรรมทำเข็ญ หลอกลวงเงินประชาชน ฟอกเงินทำร้ายผู้ประกอบกิจการที่ทำธุรกิจสุจริตต่อไป ถ้าจะจับต้องจับให้สิ้นสาวให้หมด ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมายครับ
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid02sepnxu1qVu52kJKuhDLrueCt2TnywMmfMotAGcsK81W57thVajhsgUf19xys7aoMl
.
.
แพร่ไม่ทน!! กางข้อกม.ไล่บี้ ‘ไชน่า เรลเวย์’ ทิ้งงาน เรียกค่าเสียหายส่วนต่าง-ค่าเฝ้าตึก
https://www.matichon.co.th/bullet-news-today/news_5624575
.
คืบหน้าทิ้งงาน! “รองผู้ว่าฯ ชัยสิทธิ์” กางข้อกฎหมายไล่บี้บริษัทจีน จ่อเรียกค่าเสียหายส่วนต่าง-ค่าเฝ้าตึก
.
ประเด็นร้อนกรณีบริษัทรับเหมาจากแดนมังกรทิ้งงานก่อสร้างอาคารศูนย์ราชการจังหวัดแพร่ เริ่มมีความชัดเจนด้านการจัดการมากขึ้น (
อ่านข่าว – ไชน่า เรลเวย์ อีกแล้ว! ทิ้งงาน ศูนย์ราชการแพร่ 657 ล้าน สร้างได้แค่ 25% ขนอุปกรณ์หนีหมด)
.
ล่าสุด
.
นาย
ชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ
.
รองผู้ว่าฯ ระบุชัดเจนว่า ตามระเบียบพัสดุและข้อกฎหมายทางราชการมีอำนาจเต็มในการเรียกเก็บค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญา โดยเฉพาะในส่วนของ “
งบประมาณที่เพิ่มขึ้น” หากมีการหาผู้รับจ้างรายใหม่เข้ามาก่อสร้างต่อ
.
“
สมมติว่าโครงการเดิมงบ 300 ล้านบาท แต่พอต้องประมูลใหม่แล้วค่าก่อสร้างขยับเป็น 350 ล้านบาท ส่วนต่าง 50 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นนี้ ทางเรามีสิทธิ์เรียกเก็บจากบริษัทจีนผู้รับจ้างเดิมได้ทันที” รองฯ
ชัยสิทธิ์ อธิบายเปรียบเทียบ
.
นอกจากค่าส่วนต่างงานก่อสร้างแล้ว ทางจังหวัดยังเตรียมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเบี้ยบ้ายรายทางอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการที่โครงการล่าช้า อาทิ ค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่ต้องคอยดูแลความปลอดภัยของอาคารและทรัพย์สินภายในในช่วงที่งานหยุดชะงัก
.
จ่อบอกเลิกสัญญา-ส่งอัยการตรวจ
.
สำหรับขั้นตอนในปัจจุบัน รองผู้ว่าฯ เผยว่าเรื่องทั้งหมดอยู่ในมือของ สำนักงานอัยการจังหวัด เพื่อตรวจสอบรายละเอียดในข้อกฎหมายอย่างถี่ถ้วนก่อนจะทำการ “
บอกเลิกสัญญา” อย่างเป็นทางการ
JJNY : 5in1 สมชัยแฉกกต.│แนะปชน.แก้เกมให้ขาด│กางข้อกม.ไล่บี้‘ไชน่า เรลเวย์’│ชี้สัญญาณเริ่มกักตุน│อิหร่านขอโทษเพื่อนบ้าน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5624651
.
.
“สมชัย” แฉวีรกรรม กกต.ใช้เงินหลวงจ่ายค่าปรับกรณีทำข้อมูลผู้สมัครสว.หลุด เตรียมเปิดข้อมูล อาจจะต้องใช้ภาษีประชาชนจ่ายอีก 70 ล้านบาท
.
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีสำนักงาน กกต.ชดใช้ค่าเสียหายกว่า 70 ล้านบาท ในการทำข้อมูลผู้สมัคร ส.ว.หลุดรั่ว โดยระบุว่า
.
เมื่อประชาชนสู้กลับ กกต. ก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่ใช้ภาษีประชาชนจ่าย
.
มีหลายเรื่องที่ กกต.ผิด และต้องชดใช้ค่าเสียหายโดยเอาเงินหลวง ภาษีประชาชน มาชดใช้ แต่มักจะปิดเงียบ ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการที่ดูแลการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล PDPC เคยให้ กกต. เสียค่าปรับ 335,000 บาท เนื่องจากทำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้สมัคร ส.ว. 23,645 ราย หลุดต่อสาธารณะ ด้วยวิธีการทำงานที่หละหลวม คือ ส่งข้อมูลผ่าน Application Line ที่ไม่มีมาตรการป้องกันข้อมูลได้ดีพอและเมื่อเกิดเหตุแล้ว ยังรายงานต่อคณะกรรมการ PDPC ด้วยความล่าช้า
.
กรณีดังกล่าว สำนักงาน กกต. ต้องใช้เงินหน่วยงานจ่ายค่าปรับ แต่สิ่งหนึ่งที่ปิดเงียบไม่ปรากฏเป็นข่าว คือ มีการตั้งคณะกรรมการสอบหาผู้รับผิดทางละเมิดที่ทำให้ราชการเสียหายหรือยัง ว่า การกระทำดังกล่าวใครบ้างเกี่ยวข้อง ผู้บังคับบัญชาคนไหน ต้องร่วมรับผิดชอบ เป็นการประมาทเลินเล่อ หรือ ประมาทเลินเล่อร้ายแรง มีการลงโทษอย่างไร มีการชดใช้เงินคืนราชการหรือไม่ และ กล่าวขอโทษต่อประชาชนหรือยัง
.
เวลา กกต.จะฟ้องประชาชน ใช้เงินภาษี เวลาประชาชนสู้กลับ ต้องใช้เงินส่วนตัว เวลา กกต. แพ้จะใช้เงินภาษี เล่นแบบนี้ not fair game พรุ่งนี้ จะเล่าต่ออีกเรื่อง ที่กำลังจะต้องใช้ภาษีประชาชนอีกราว 70 ล้าน จ่ายให้กับความผิดของ กกต. รอฟังไหวไหม
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/pfbid02sZukjn3yioGGEtAob1uFtj6hTuYY1AKFYQueZ5vtwVLX5QMfjrA8M1ZMHTDRDyDal
.
.
วิโรจน์ มองหมายจับชนนพัฒน์ เป้าชัดข่มขู่กธ. แนะปชน.แก้เกมให้ขาด หมากนี้กระทบงานฝ่ายค้าน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5624514
.
วิโรจน์ มองหมายจับชนนพัฒฐ์ เป้าชัดขู่กธ. แนะปชน.แก้เกมให้ชัด หมากนี้กระทบงานฝ่ายค้าน พร้อมฝากจับตา “ตัวเบ้งสีเทา” ยังลอยนวลอีกมาก
.
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง [ จับกุมตามหน้าที่ก็ดี แต่มานึกอีกทีอาจแฝงวัตถุประสงค์ทางการเมือง? ] มีเนื้อหาดังนี้
.
กรณีที่ DSI และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ายึดทรัพย์ ค้นบ้าน และออกหมายเรียก ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.จากพรรคกล้าธรรมนั้น ก็มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการทางกฎหมายตามปกติ
.
อย่างไรก็ตาม หากลองพิจารณาในมิติทางการเมือง ก็ต้องยอมรับว่า ทั้ง DSI ซึ่งขึ้นตรงกับ รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ปปง. ซึ่งขึ้นตรงกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หากจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและว่องไวถึงเพียงนี้ ก็น่าจะต้องได้รับไฟเขียวให้ปฏิบัติการอย่างแน่นอน และจึงมีความเป็นไปได้ว่า อาจมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองบางประการแฝงอยู่ด้วย
.
ประการแรก อย่างน้อยที่สุด การดำเนินการดังกล่าวอาจมีเป้าหมายเพื่อข่มขู่และปราม ส.ส. ทั้งในพรรคกล้าธรรมและพรรคอื่นๆ ที่ต่างก็รู้ตัวดีว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ ว่าไม่ควรแสดงท่าทีแข็งกร้าวหรือ “เปรี้ยว” มากจนเกินไป เพราะรัฐบาลมีข้อมูลเส้นทางการเงินของทุกคนอยู่แล้ว หรือหากยังไม่ทราบ ก็สามารถขุดค้นตรวจสอบได้ในภายหลัง ดังนั้น หากผู้ใดมีแผลหรือมีร่องรอยเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินสีเทา และยังทำตัวไม่น่ารัก ก็อาจถูกดำเนินการได้ในเวลาไม่นาน แต่ในทางกลับกัน หากผู้ใดว่านอนสอนง่าย ก็อาจยังสามารถลอยชายใช้ชีวิตอย่างสบายใจต่อไปได้
.
ประการที่สอง หากพิจารณาจากศักยภาพทางการเมืองแล้ว พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์เพียงลำพัง ไม่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะดีลกับขั้วอำนาจต่างๆ เพื่อล้มรัฐบาลได้ โดยเฉพาะหากต้องใช้วิธีการเชิงเล่ห์กล ลูกตุกติก หรือกลยุทธ์แบบ “วิชามาร” ที่เปรียบได้กับการชกใต้เข็มขัดหรือลอบวางยาพิษในนวนิยายกำลังภายในจีน พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์คงยากที่จะดำเนินการในลักษณะนั้นได้
.
ในอดีต พรรคประชาธิปัตย์เคยถูกแซวว่าอาจไปจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ซึ่งในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์อาจเป็นเพียงผู้เล่นในฉากหน้าเท่านั้น ขณะที่เบื้องหลังยังมีมือที่ทำหน้าที่รับผิดชอบงานที่เป็น “Dirty Jobs” อยู่ด้วย ดังนั้น หากสามารถสกัดพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพรรคที่หลายคนในยุทธจักรการเมืองยอมรับว่า “กล้าทำจริง” และ “ทำถึงจริง” ได้สำเร็จ พรรคภูมิใจไทยก็แทบไม่ต้องกังวลว่าฝ่ายค้านจะมีลูกพลิกแพลงหรือกลยุทธ์พิสดารใดๆ ที่น่ากังวลอีก
.
ยิ่งไปกว่านั้น หากทุกอย่างดำเนินไปตามกติกาปกติของระบบรัฐสภา การลงมติในสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้มีสิ่งใดที่ต้องหวาดกลัวเป็นพิเศษ เพราะต่อให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร เมื่อถึงเวลายกมือโหวต กฎหมายต่างๆ ก็ยังสามารถผ่านได้อย่างฉลุย และในกรณีของนโยบายหรือแนวคิดที่ดี พรรคภูมิใจไทยก็ประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าพร้อมนำไปต่อยอดหรือ “ก๊อปแล้วพลัส” โดยไม่ได้ถือเรื่องภาพลักษณ์หรือศักดิ์ศรีมากนัก
.
ประการที่สาม ยิ่ง ..พรรคกล้าธรรมถูกดำเนินคดีอย่างเปิดเผยและโจ่งแจ้งมากเท่าใด ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแง่หรือเกิดความระแวงในการทำงานร่วมกันมากขึ้นเท่านั้น เพราะหากเกิดสถานการณ์ใดที่พรรคประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์ต้องลงมติร่วมกับพรรคกล้าธรรม ก็อาจมีเสียงแซวหรือเสียงโห่ร้องจากฝ่ายตรงข้ามว่า “เดี๋ยวนี้พรรคส้มกับพรรคฟ้าหันไปปะแป้ง แล้วซื้อหวย 888 ด้วยกันแล้วหรือ”
.
ทั้งนี้ พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็เป็นพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และหน้าตาทางการเมืองเป็นอย่างมาก ดังนั้น การขยับตัวทำงานร่วมกันในวิปฝ่ายค้านย่อมมีความอึดอัดไม่น้อย เพราะนอกจากจะต้องกังวลเรื่องการถูกโจมตีจากทีม IO แล้ว ยังอาจมีความไม่ไว้วางใจกันอยู่ลึกๆ เนื่องจากหลายคนรับรู้กันดีว่า พรรคกล้าธรรมเองก็ไม่ได้อยากเป็นฝ่ายค้านอย่างแท้จริง และอาจเพียงแสดงบทบาทฝ่ายค้านเพื่อเปิดทางในการต่อรองเข้าร่วมรัฐบาลในอนาคต
.
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์เช่นนี้ การทำงานของฝ่ายค้านซึ่งมีเสียงในสภาเพียงประมาณ 200 เสียงอยู่แล้ว หากยังขาดเอกภาพภายใน ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลงไปอีก การผลักดันกฎหมายสำคัญอาจเป็นไปได้ยาก การอภิปรายตรวจสอบรัฐบาลก็อาจเต็มไปด้วยความระแวงซึ่งกันและกัน และแม้แต่การควบคุมธีมหรือการจัดสรรเวลาในการอภิปรายก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดูกันต่อไปว่า จะสามารถประสานกันได้มากเพียงใด
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า หากต้องการแก้เกมสถานการณ์เช่นนี้ พรรคประชาชนจำเป็นต้องสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า การทำงานในฐานะฝ่ายค้านนั้น ในหลายกรณีจำเป็นต้องมีเอกภาพและต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งต้องกำหนดเส้นแบ่งในการทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรมและพรรคประชาธิปัตย์ให้ชัดเจน
.
การทำงานในวิปฝ่ายค้านจึงควรเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เรื่องใดที่สามารถร่วมมือกันได้ก็ร่วมมือกันไป และจากนั้นจึงอธิบายกับประชาชนอย่างเปิดเผย พร้อมทั้งกล้าที่จะใช้ต้นทุนทางสังคมในการทำให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นของการทำงานภายใต้กลไกของระบบรัฐสภา
.
ในทางกลับกัน หากมีประเด็นใดที่ไม่เห็นด้วย หรือเป็นเรื่องที่ล้ำเส้นมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้ ก็ควรแจ้งให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมทราบอย่างตรงไปตรงมา แม้พวกเขาจะโกรธหรือไม่พอใจก็ตาม แต่ก็ควรเป็นความโกรธที่เกิดจากการรับรู้ความจริงตรงๆ ไม่ใช่ความโกรธที่เกิดจากการที่เราเคยรับปากแล้วไม่ทำตาม หรือจากความเข้าใจผิดว่าเราไปเล่นสองหน้าหลอกลวงกัน
.
การอธิบายทั้งภายในวิปฝ่ายค้านและต่อสาธารณะถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากสามารถสื่อสารได้ดีและทำให้ประชาชนเข้าใจ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านจะมีความเห็นไม่ตรงกันในบางเรื่อง แต่ก็ยังสามารถมี “เข็มมุ่งร่วมกัน” ในประเด็นสำคัญบางประการได้ และนั่นย่อมจะทำให้ฝ่ายค้านยังคงมีน้ำหนักเพียงพอในการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ผ่านกฎหมายสำคัญต่างๆ และผลักดันมาตรการเชิงนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพ รวมทั้งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเสมอภาคต่อไปได้
.
อีกเรื่องที่ต้องฝากไว้ ก็คือ ในเรื่องคดีความต่างๆ ของทั้งชนนพัฒน์ นาคสั้ว และเบน สมิธ ก็คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ตามกฎหมายเขาทั้งสองยังมีสิทธิที่จะสู้คดี แต่ผมต้องตั้งข้อสังเกตให้สังคมฉุกคิดร่วมกันว่า แค่การกล่าวหา 2 คนนี้ มันไม่ทำให้เรื่องสแกมเมอร์ ค้ามนุษย์ไปเป็นแรงงานสแกมเมอร์ และการฟอกเงิน จบลงนะครับ การกระทำอาชญากรรมเหล่านี้ มันทำเป็นขบวนการ และมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังเป็นจำนวนมาก สังคมต้องตามให้ทันนะครับ ไม่ใช่ว่าพอกล่าวหาเพียงแค่ 2 คนนี้ แล้วก็จบกันไป ตัวละครตัวเบ้งๆ ที่ยังคงลอยนวลทำงานเป็นขบวนการ ก่อกรรมทำเข็ญ หลอกลวงเงินประชาชน ฟอกเงินทำร้ายผู้ประกอบกิจการที่ทำธุรกิจสุจริตต่อไป ถ้าจะจับต้องจับให้สิ้นสาวให้หมด ไม่มีใครใหญ่ไปกว่ากฎหมายครับ
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid02sepnxu1qVu52kJKuhDLrueCt2TnywMmfMotAGcsK81W57thVajhsgUf19xys7aoMl
.
.
แพร่ไม่ทน!! กางข้อกม.ไล่บี้ ‘ไชน่า เรลเวย์’ ทิ้งงาน เรียกค่าเสียหายส่วนต่าง-ค่าเฝ้าตึก
https://www.matichon.co.th/bullet-news-today/news_5624575
.
คืบหน้าทิ้งงาน! “รองผู้ว่าฯ ชัยสิทธิ์” กางข้อกฎหมายไล่บี้บริษัทจีน จ่อเรียกค่าเสียหายส่วนต่าง-ค่าเฝ้าตึก
.
ประเด็นร้อนกรณีบริษัทรับเหมาจากแดนมังกรทิ้งงานก่อสร้างอาคารศูนย์ราชการจังหวัดแพร่ เริ่มมีความชัดเจนด้านการจัดการมากขึ้น (อ่านข่าว – ไชน่า เรลเวย์ อีกแล้ว! ทิ้งงาน ศูนย์ราชการแพร่ 657 ล้าน สร้างได้แค่ 25% ขนอุปกรณ์หนีหมด)
.
ล่าสุด
.
นายชัยสิทธิ์ ชัยสัมฤทธิ์ผล รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ออกมาเปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ
.
รองผู้ว่าฯ ระบุชัดเจนว่า ตามระเบียบพัสดุและข้อกฎหมายทางราชการมีอำนาจเต็มในการเรียกเก็บค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญา โดยเฉพาะในส่วนของ “งบประมาณที่เพิ่มขึ้น” หากมีการหาผู้รับจ้างรายใหม่เข้ามาก่อสร้างต่อ
.
“สมมติว่าโครงการเดิมงบ 300 ล้านบาท แต่พอต้องประมูลใหม่แล้วค่าก่อสร้างขยับเป็น 350 ล้านบาท ส่วนต่าง 50 ล้านบาทที่เพิ่มขึ้นนี้ ทางเรามีสิทธิ์เรียกเก็บจากบริษัทจีนผู้รับจ้างเดิมได้ทันที” รองฯ ชัยสิทธิ์ อธิบายเปรียบเทียบ
.
นอกจากค่าส่วนต่างงานก่อสร้างแล้ว ทางจังหวัดยังเตรียมเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเบี้ยบ้ายรายทางอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากการที่โครงการล่าช้า อาทิ ค่าจ้างพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ที่ต้องคอยดูแลความปลอดภัยของอาคารและทรัพย์สินภายในในช่วงที่งานหยุดชะงัก
.
จ่อบอกเลิกสัญญา-ส่งอัยการตรวจ
.
สำหรับขั้นตอนในปัจจุบัน รองผู้ว่าฯ เผยว่าเรื่องทั้งหมดอยู่ในมือของ สำนักงานอัยการจังหวัด เพื่อตรวจสอบรายละเอียดในข้อกฎหมายอย่างถี่ถ้วนก่อนจะทำการ “บอกเลิกสัญญา” อย่างเป็นทางการ