JJNY : ปริญญาข้องใจเจตนากกต.│กาตาร์เตือน อ่าวเปอร์เซียอาจหยุดผลิต│ปากีสถานปรับราคาน้ำมันครั้งใหญ่│'ปูติน'ร้องยุติขัดแย้ง

ปริญญา ข้องใจเจตนากกต. คิดเปอร์เซ็นต์ ผลประชามติ ไม่เหมือนปี59 หวั่นเข้าทางฝ่าย ไม่แก้รธน. เอาไปอ้าง
.

.
ปริญญา ข้องใจเจตนากกต. คิดเปอร์เซ็นต์ ผลประชามติ ไม่เหมือนปี59 หวั่นเข้าทางฝ่าย ไม่แก้รธน. เอาไปอ้าง ชี้ชุดนี้ทำงานแย่กว่า 10 ปีที่แล้ว 
.
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เผยแพร่ข้อเขียน [ ความประหลาดของ กกต. ในการประกาศผลประชามติ และตัวเลขเปอร์เซ็นต์เสียงเห็นชอบที่ผิดเพี้ยน ] ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
เมื่อผมได้อ่าน “ผลการออกเสียงประชามติ“ ของ กกต. ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา (ภาพประกอบ 1) ผมรู้สึกแปลกใจ เพราะเป็นการประกาศผลที่มีแต่ตัวเลข แต่ไม่มีการสรุปผลว่า ประชามติที่ขอความเห็นชอบจากประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านหรือไม่ผ่าน
.
พรบ. ประชามติ มาตรา 13 กำหนดว่า “ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง” ก็คือแข่งกันระหว่าง “เห็นชอบ” กับ “ไม่เห็นชอบ” ว่าข้างไหนมากกว่า โดยยังมีเงื่อนไขในมาตรา 13 อีกประการว่าเสียงเห็นชอบ “ต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็น“ ด้วย ประชามติจึงจะผ่าน
.
ซึ่งเสียงเห็นชอบของประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 (21,621,638 คน) นั้นมากกว่าไม่เห็นชอบ (11,241,653 คน) และมากกว่าไม่แสดงความคิดเห็น (3,074,330 คน) จึงสรุปผลได้ว่า การขอความเห็นชอบจากประชาชนในให้การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านประชามติ
.
แล้วทำไม กกต. จึงไม่สรุปผลการทำประชามติว่าผ่านหรือไม่ผ่านอย่างที่ผมสรุป? ทำไมจึงบอกแต่ตัวเลขให้ประชาชนมาคิดต่อเอาเอง? ด้วยความสงสัยผมจึงไปดูการประกาศผลประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2560 (ประชามติวันที่ 7 สิงหาคม 2569) เพื่อจะดูว่า กกต. ตอนนั้นเขาทำอย่างไร
.
ปรากฏว่า กกต. ในคราวนั้น (ภาพประกอบ 3 และ 4) แม้จะไม่ได้สรุปผลว่าประชามติผ่านหรือไม่ผ่าน แต่ กกต. ตอนนั้นสรุปเปอร์เซ็นต์ให้ (เห็นชอบ 61.35% ไม่เห็นชอบ 38.65%) จึงเห็นได้ง่ายว่าเสียงเห็นชอบมากกว่า (ตอนนั้นมี 2 คำถาม) แต่ในคราวนี้นอกจากไม่สรุปผลแล้ว กกต. ชุดปัจจุบันก็ไม่สรุปเปอร์เซ็นต์ไว้ในประกาศนี้ด้วย ทำให้เป็นการประกาศผลที่ไม่เหมือนการประกาศผล (ทั้งๆ ที่ใช้เวลาเกือบ 1 เดือน ขณะที่ในปี 2559 ใช้เวลาแค่ 3 วันเท่านั้น)
.
ที่ กกต. ไม่แจ้งเปอร์เซ็นต์เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบไว้ในประกาศ อาจจะเป็นเพราะว่า กกต. ได้เคยแจ้งไว้แล้วในเอกสาร “ข่าวประชาสัมพันธ์” เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 (ภาพประกอบ 2) โดยระบุว่า มีผู้เห็นชอบ 58.64% ไม่เห็นชอบ 30.46% ไม่แสดงความคิดเห็น 8.34% และบัตรเสีย 2.56%
.
ซึ่งในแว่บแรก เราจะเห็นว่าเปอร์เซ็นต์ผู้เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือ 58.64% นั้น น้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ผู้ให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีผู้ให้ความเห็นชอบ 61.35% แม้จำนวนผู้เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (21.6 ล้านคน) จะมากกว่าจำนวนผู้เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2560 (มีผู้เห็นชอบ 16.8 ล้านคน) ถึง 4.8 ล้านคน แต่ถ้าเปอร์เซ็นต์เห็นชอบให้ทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ น้อยกว่าเปอร์เซ็นต์เห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2560 ก็อาจจะมีปัญหาความชอบธรรมได้ เพราะผู้ที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 อาจจะอ้างว่าเปอร์เซ็นต์ที่ให้ทำฉบับใหม่ น้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ที่เคยให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2560
.
แต่ความจริงแล้วเปอร์เซ็นต์ผู้ให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้น้อยกว่านะครับ เพราะผลประชามติ 7 สิงหาคม 2559 นั้น คิดเฉพาะเห็นชอบ (61.35%) กับไม่เห็นชอบ (38.65%) แต่ประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ชุดนี้ เอางดออกเสียง กับบัตรเสียมาคิดเปอร์เซ็นต์ด้วย! ถ้าทำแบบ 7 สิงหาคม 2559 คือคิดเปอร์เซ็นต์เฉพาะเห็นชอบ กับไม่เห็นชอบ เสียงเห็นชอบในครั้งนี้คือ 65.81% มากกว่าประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ได้ 61.35% ครับ!
.
คำถามคือ แล้ว กกต. มีเจตนาใด จึงคิดเปอร์เซ็นต์แตกต่างจากประชามติ 7 สิงหาคม 2559? ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรืออาจจะเป็นความต้องการที่จะทำให้เปอร์เซ็นต์เห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ น้อยกว่าเปอร์เซ็นต์ที่เคยเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้?
.
นับเป็นการทำงานที่แปลกประหลาดที่สุดอีกเรื่องหนึ่งของ กกต. ชุดนี้ครับ นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องจำนวนผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติซึ่งมี 36.8 ล้านคนนั้น น้อยกว่าผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งมี 37.8 ล้านคน ถีง 1 ล้านคน ที่มีสาเหตุหลักมาจากการที่ กกต. เปิดลงทะเบียนประชามตินอกเขตแค่ 3 วัน ทำให้มีคนเลือกตั้งล่วงหน้าจำนวน 8 แสนคน ไปลงทะเบียนประชามตินอกเขตไม่ทัน ซึ่ง กกต. ก็ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ เลย
.
กกต. ชุดนี้ทำงานแย่กว่า กกต. เมื่อ 10 ปีที่แล้วเยอะเลย (อันนี้พูดเบามาก) ซึ่งไม่ถูกต้องนะครับ เพราะไม่ว่าใครหรือองค์กรใดก็ควรจะต้องทำงานให้ดีขึ้นๆ ไม่ใช่ยิ่งทำยิ่งแย่ลง ที่สำคัญคือควรต้องเปิดกว้างรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนหน่อย ไม่ใช่เอาแต่ไปกล่าวหาคนวิจารณ์ว่า “เซาะกร่อนบ่อนทำลาย กกต.” หรือไปแจ้งความฟ้องร้องเขา ผมขอเรียนว่าไม่มีใครทำลาย กกต. ได้หรอกครับนอกจาก กกต. เองครับ
.
.

.
กาตาร์ เตือน ขัดแย้งไม่จบ "อ่าวเปอร์เซีย" อาจหยุดการผลิตในไม่กี่วัน
.
น้ำมันโลก พุ่งสูงสุดในรอบ กว่า 2 ปี หลังกาตาร์ เตือนความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจทำให้ผู้ผลิตน้ำมัน-ก๊าซในอ่าวเปอร์เซีย หยุดการผลิตในไม่กี่วัน
.
ราคาน้ำมันปรับตัวแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีหลัง “ซาอัด อัล-คาอาบี” (Saad al-Kaabi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของกาตาร์ เตือนว่า ผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั้งหมดในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย อาจต้องยุติการผลิตภายในไม่กี่วันข้างหน้า พร้อมระบุด้วยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ภูมิภาคที่มีความสำคัญต่ออุปทานพลังงานและเส้นทางการขนส่งของโลก อาจทำให้เศรษฐกิจโลกทรุดตัวลงได้
 .
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) เพิ่มขึ้นกว่า 9 เปอร์เซ็นต์ ในวันศุกร์ แตะระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ช่วงปลายปี 2023
.
“อัล-คาอาบี” ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ ราคาพลังงานของทุกประเทศเพิ่มสูงขึ้น จะเกิดการขาดแคลนสินค้าบางประเภท และจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ที่ทำให้โรงงานไม่สามารถส่งสินค้าได้ จนทำให้การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ทั่วโลกได้รับผลกระทบต่อไปตามลำดับ
โดย กาตาร์เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รายใหญ่ของโลก โดยก่อนหน้านี้ บริษัท QatarEnergy ประกาศว่า ได้หยุดการผลิต LNG หลังเผชิญการโจมตีสิ่งอำนวยความสะดวกของบริษัท

หากช่องแคบฮอร์มุซที่ใช้ในการขนส่งน้ำมันถูกปิดกั้น อาจทำให้ ราคาสินค้า และบริการทั่วโลกสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ผ่านเส้นทางดังกล่าว
.
ทั้ง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ ซาอุดีอาระเบีย มีท่อส่งน้ำมันที่สามารถขนส่งน้ำมันได้โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว
.

.
“ปากีสถาน” ปรับราคาน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ พุ่ง 20%
.
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ปากีสถานขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงค้าปลีกประมาณ 20%
.
นายอาลี เปอร์เวซ มาลิกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของปากีสถาน ประกาศขึ้นราคาครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยปรับขึ้นถึง 55 รูปีต่อลิตร หรือประมาณ 6 บาท ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในปากีสถานจะอยู่ที่ลิตรละ 321.17 รูปี หรือเกือบ 37 บาท ส่วนเบนซินอยู่ที่ 335.86 รูปีต่อลิตร หรือเกือบ 39 บาท ถ้าคิดเป็นเปอร์เซนต์ คือปรับขึ้นถึง 20%
.
นายอาลีบอกว่า “เราจำเป็นต้องตัดสินใจเช่นนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว” ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงขึ้น และกระทบต่อประชากรที่ยากจนของปากีสถาน
.
ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ประชาชนก็แห่ไปเติมน้ำมันเป็นจำนวนมากทั้งที่เมืองลาฮอร์และกรุงการาจี มีผู้คนต่อแถวยาวเหยียด
.
โดยพนักงานปั๊มแห่งหนึ่งบอกว่า “น้ำมันไม่มาส่งสองสามวันแล้ว น้ำมันที่ปั๊มของเขาหมดเกลี้ยง ขณะที่ชาวปากีสถานคนหนึ่งบอกว่า “การขึ้นราคา 55 รูปี ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันจะทำให้ทุกอย่างแพงขึ้น
.
ปากีสถานนำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้รัฐบาลปากีสถานกล่าวว่า กระทรวงน้ำมันจะประเมินราคาใหม่ในทุกสัปดาห์
.
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่