พอได้มาอ่านเหตุผลหนึ่งทึ่มีคนบางกลุ่มต่อต้านการสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา ก็คือว่า ไม่อยากให้สร้างเพราะไม่อยากให้มีการขุดเจาะลงไปชั้นใต้ดินของบริเวณโบราณสถาน เผื่อว่าใต้ดินนั้นยังมีอะไรทางประวัติศาสตร์ซ่อนอยู่
ถ้าลักษณะนี้ การที่จะออกแบบสถานีรถไฟให้ดูเล็กลงก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เพราะถึงจะออกแบบสถานีให้เล็กลงอีกซักเท่าไร ก็ยังไม่แก้ปัญหาจริงๆ เพราะการวางเสารถไฟความเร็วสูง ต้องขุดเจาะใต้ดินลงไปลึกค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าสถานีตั้งอยู่ที่เดิม ก็ต้องมีการขุดเจาะชั้นใต้ดินบริเวณเดิมอยู่ดี ก็มีประเด็นสำคัญให้ค้านกันอยู่ดี
ต่อให้จะย้ายสถานีรถไฟไปอยู่แถวบ้านม้าตามที่หลายคนเรียกร้อง ยังไงก็ต้องมีการวางเสาไปตามแนวทางเดิม ซึ่งก็ต้องมีการขุดเจาะใต้ดินไปตามแนวเดิมแผนเดิม คือต้องขุดเจาะบริเวณโบราณสถานเหมือนเดิม ซึ่งก็เป็นจุดที่เกิดปัญหาอีก
การแก้ปัญหาเรื่องสถานีได้อย่างครบถ้วน ก็ต้องย้ายสถานีไปตั้งอยู่ที่อื่น จะช่วยให้การวางเสาซึ่งต้องขุดเจาะใต้ดินนั้น ไม่ได้ทำไปตามแนวเส้นทางเดิมที่ตามแผนที่วางไว้ นี่คือวิธีแก้ปัญหาจริงๆ
การแก้ปัญหาด้วยวิธีออกแบบสถานีให้เล็กลง เป็นการแก้ปัญหาอย่างไม่ครบถ้วน
ที่เขียนมานี้เป็นเรื่องยาก เอาแค่ย้ายสถานีไปตั้งอยู่บ้านม้าอย่างที่หลายคนเรียกร้อง ยังทำได้ยากมากๆ เรื่องเปลี่ยนแนว เรื่องลงทุนใหม่ ไม่ต้องพูดถึง ยากกว่าหลายเท่าแน่
ชักสงสัยว่า การทำประชาพิจารณ์ในอยุธยา เก็บรายละเอียดมาอย่างครบถ้วนดีหรือเปล่า ถ้าเก็บรายละเอียดมาครบถ้วน มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาขนาดนี้
ถ้าเกิดที่ผ่านมา ทำประชาพิจารณ์แบบไม่สมบูรณ์ ก็อย่าไปโทษแต่คนอยุธยาว่าล้าหลัง ขวางความเจริญ ต้องโทษหน่วยงานราชการด้วยว่า ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
วันนี้ ที่กำลังออกแบบสถานีใหม่กันอยู่ ควรออกแบบให้สถานีรถไฟความเร็วสูงสายเหนือกับสายอีสานคู่กันให้ประชาชนเห็นภาพไปเลยว่า ถ้ามีสถานีติดกัน ทัศนียภาพจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าวันนี้ออกแบบไม่ผ่าน ต่อไปการสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยาสายเหนือก็ต้องมีปัญหาเหมือนกัน
ตอนนี้ไม่ค่อยหวังกับรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-โคราช หวังกับสายสีแดงมากกว่า น่าจะเสร็จเร็วกว่ารถไฟความเร็วสูง
ถ้ารถไฟสายสีแดงต่อขยายถึงอยุธยา ก็จัดขบวนรถ express สามารถส่งคนถึงอยุธยาอย่างรวดเร็ว รับส่งคนแค่บางซื่อ-ดอนเมือง-นวนคร-อยุธยา หรือบางซื่อ-ดอนเมือง-ม.ธรรมศาสตร์-อยุธยา
ที่บิ๊กแจ๊สมาค้านว่า ทำไมถึงไม่มีสถานีรถไฟความเร็วสูงปทุมธานี แล้วมีคนบอกว่า ก็ให้สถานีรังสิตเป็นเสมือนเป็นสถานีประจำจ.ปทุมธานี ถ้าจัดรถ express มาจอดแค่บางซื่อ-ดอนเมือง-รังสิต จากรังสิตมาดอนเมืองเป็นระยะทางที่ใกล้มาก วิ่งผ่านหลักหก เดี๋ยวก็จอดอีกแล้ว จากรังสิตมาดอนเมือง นั่งรถเมล์ก็ไม่นานเท่าไร ควรจะเป็นสถานีที่ไกลจากดอนเมืองหน่อย ช่วงม.ธรรมศาสตร์ หรือนวนครนี่เหมาะเลย ห่างจากบางซื่อได้ระยะ 34-38 กิโล ห่างจากดอนเมืองประมาณ 17-22 กิโล ต่อไปถ้าต่อขยายสายสีแดงไปถึงช่วงม.ธรรมศาสตร์ รังสิต หรือนวนคร ก็เอาสถานีใดสถานีหนึ่งตามที่บอกนี้ เป็นสถานีใหญ่ของจ.ปทุมธานี มีรถด่วน express มารับส่งตามรอบเวลาที่สถานีนี้
ส่วนรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนที่เราพอจะนึกๆว่า เส้นทางที่เบี่ยงออก ไม่ต้องวิ่งไปตามแนวเดิม ซึ่งช่วยให้ไม่เกิดความขัดแย้ง ก็พอจะนึกถึงมจร.วังน้อย รถไฟวิ่งไปตามเส้นทางรถไฟเดิมจนถึงเชียงรากน้อย พอตรงไปประมาณ 3 กิโลกว่า ก็เลี้ยวขวาตรงจุดตัดทางรถไฟ วิ่งตรงถึงมจร.วังน้อย ให้แถววังน้อยเป็นพื้นที่สถานีใหญ่ของอยุธยา ตามภาพ

แล้ววิ่งไปตามแนวเส้นน้ำเงินในภาพจนถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงสระบุรี ซึ่งสถานีสระบุรีตั้งอยู่ที่เดิม เปลี่ยนแค่ตำแหน่งสถานีอยุธยา
ส่วนความเร็วสูงสายเหนือสายเหนือ ถ้าตำแหน่งเดิมในอยุธยา ทำประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน ก็น่าจะทำทางรถไฟตรงจากสถานีดอนเมืองลงใต้ดินจนถึงรังสิต ผ่านจากรังสิตก็โผล่จากใต้ดินมาเป็นยกระดับ ตรงไปจอดตรงหน้าเซ็นทรัลอยุธยา สถานีรถไฟความเร็วสูงสายเหนืออยู่ตรงหน้าเซ็นทรัลอยุธยา รถไฟวิ่งผ่านอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ทำเป็นแนวใหม่ไป
ซึ่งได้อย่างนี้ก็ดี ในอยุธยามีสถานีสายสีแดงอยู่ที่นึง สถานีรถไฟความเร็วสูงสายเหนืออยู่ที่นึง สถานีรถไฟความเร็วสูงสายอีสานอยู่ที่นึง ทำให้เมืองกระจายความเจริญได้หลากหลายพื้นที่ ถ้าให้ทั้ง 3 สถานีที่กล่าวมามาแออัดยัดเยียดอยู่ในเขตโบราณสถาน ความเจริญก็ต่อมากระจุกตัวตรงนั้น ไม่กระจายออก ตั้งสถานีให้แยกกันได้ก็ดี ความเจริญจะได้กระจายไปทั่ว
แต่ตอนนี้ไม่ต้องคิดอะไรมาก อยากเห็นการออกแบบสถานีรถไฟความเร็วสูงสายเหนือกับสายอีสานของจังหวัดอยุธยาว่าอยู่ติดกันจะเป็นยังไง ถ้ามี 2 สถานีอยู่ติดกัน จะโดนต้านเยอะมั้ย ถ้าโดนต้านแล้ว จะยังไงต่อ
ภาครัฐก็น่าจะเตรียมแนวเส้นทางใหม่ของสายอีสานไว้ด้วย เผื่อพื้นที่โบราณสถานในอยุธยามีอาถรรพ์อะไรบางอย่าง ทำให้มีเหตุไม่สามารถก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงผ่านแนวนี้ได้ ก็มีแผนสำรองเตรียมไว้ว่า จะไปสร้างเส้นทางรถไฟตรงไหนต่อดี
ทางรอดของสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยา และการออกแบบสถานีรถไฟความเร็วสูงเหนือ-อีสานให้พร้อมกัน
ถ้าลักษณะนี้ การที่จะออกแบบสถานีรถไฟให้ดูเล็กลงก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา เพราะถึงจะออกแบบสถานีให้เล็กลงอีกซักเท่าไร ก็ยังไม่แก้ปัญหาจริงๆ เพราะการวางเสารถไฟความเร็วสูง ต้องขุดเจาะใต้ดินลงไปลึกค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าสถานีตั้งอยู่ที่เดิม ก็ต้องมีการขุดเจาะชั้นใต้ดินบริเวณเดิมอยู่ดี ก็มีประเด็นสำคัญให้ค้านกันอยู่ดี
ต่อให้จะย้ายสถานีรถไฟไปอยู่แถวบ้านม้าตามที่หลายคนเรียกร้อง ยังไงก็ต้องมีการวางเสาไปตามแนวทางเดิม ซึ่งก็ต้องมีการขุดเจาะใต้ดินไปตามแนวเดิมแผนเดิม คือต้องขุดเจาะบริเวณโบราณสถานเหมือนเดิม ซึ่งก็เป็นจุดที่เกิดปัญหาอีก
การแก้ปัญหาเรื่องสถานีได้อย่างครบถ้วน ก็ต้องย้ายสถานีไปตั้งอยู่ที่อื่น จะช่วยให้การวางเสาซึ่งต้องขุดเจาะใต้ดินนั้น ไม่ได้ทำไปตามแนวเส้นทางเดิมที่ตามแผนที่วางไว้ นี่คือวิธีแก้ปัญหาจริงๆ
การแก้ปัญหาด้วยวิธีออกแบบสถานีให้เล็กลง เป็นการแก้ปัญหาอย่างไม่ครบถ้วน
ที่เขียนมานี้เป็นเรื่องยาก เอาแค่ย้ายสถานีไปตั้งอยู่บ้านม้าอย่างที่หลายคนเรียกร้อง ยังทำได้ยากมากๆ เรื่องเปลี่ยนแนว เรื่องลงทุนใหม่ ไม่ต้องพูดถึง ยากกว่าหลายเท่าแน่
ชักสงสัยว่า การทำประชาพิจารณ์ในอยุธยา เก็บรายละเอียดมาอย่างครบถ้วนดีหรือเปล่า ถ้าเก็บรายละเอียดมาครบถ้วน มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาขนาดนี้
ถ้าเกิดที่ผ่านมา ทำประชาพิจารณ์แบบไม่สมบูรณ์ ก็อย่าไปโทษแต่คนอยุธยาว่าล้าหลัง ขวางความเจริญ ต้องโทษหน่วยงานราชการด้วยว่า ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ
วันนี้ ที่กำลังออกแบบสถานีใหม่กันอยู่ ควรออกแบบให้สถานีรถไฟความเร็วสูงสายเหนือกับสายอีสานคู่กันให้ประชาชนเห็นภาพไปเลยว่า ถ้ามีสถานีติดกัน ทัศนียภาพจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าวันนี้ออกแบบไม่ผ่าน ต่อไปการสร้างสถานีรถไฟความเร็วสูงอยุธยาสายเหนือก็ต้องมีปัญหาเหมือนกัน
ตอนนี้ไม่ค่อยหวังกับรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-โคราช หวังกับสายสีแดงมากกว่า น่าจะเสร็จเร็วกว่ารถไฟความเร็วสูง
ถ้ารถไฟสายสีแดงต่อขยายถึงอยุธยา ก็จัดขบวนรถ express สามารถส่งคนถึงอยุธยาอย่างรวดเร็ว รับส่งคนแค่บางซื่อ-ดอนเมือง-นวนคร-อยุธยา หรือบางซื่อ-ดอนเมือง-ม.ธรรมศาสตร์-อยุธยา
ที่บิ๊กแจ๊สมาค้านว่า ทำไมถึงไม่มีสถานีรถไฟความเร็วสูงปทุมธานี แล้วมีคนบอกว่า ก็ให้สถานีรังสิตเป็นเสมือนเป็นสถานีประจำจ.ปทุมธานี ถ้าจัดรถ express มาจอดแค่บางซื่อ-ดอนเมือง-รังสิต จากรังสิตมาดอนเมืองเป็นระยะทางที่ใกล้มาก วิ่งผ่านหลักหก เดี๋ยวก็จอดอีกแล้ว จากรังสิตมาดอนเมือง นั่งรถเมล์ก็ไม่นานเท่าไร ควรจะเป็นสถานีที่ไกลจากดอนเมืองหน่อย ช่วงม.ธรรมศาสตร์ หรือนวนครนี่เหมาะเลย ห่างจากบางซื่อได้ระยะ 34-38 กิโล ห่างจากดอนเมืองประมาณ 17-22 กิโล ต่อไปถ้าต่อขยายสายสีแดงไปถึงช่วงม.ธรรมศาสตร์ รังสิต หรือนวนคร ก็เอาสถานีใดสถานีหนึ่งตามที่บอกนี้ เป็นสถานีใหญ่ของจ.ปทุมธานี มีรถด่วน express มารับส่งตามรอบเวลาที่สถานีนี้
ส่วนรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนที่เราพอจะนึกๆว่า เส้นทางที่เบี่ยงออก ไม่ต้องวิ่งไปตามแนวเดิม ซึ่งช่วยให้ไม่เกิดความขัดแย้ง ก็พอจะนึกถึงมจร.วังน้อย รถไฟวิ่งไปตามเส้นทางรถไฟเดิมจนถึงเชียงรากน้อย พอตรงไปประมาณ 3 กิโลกว่า ก็เลี้ยวขวาตรงจุดตัดทางรถไฟ วิ่งตรงถึงมจร.วังน้อย ให้แถววังน้อยเป็นพื้นที่สถานีใหญ่ของอยุธยา ตามภาพ
แล้ววิ่งไปตามแนวเส้นน้ำเงินในภาพจนถึงสถานีรถไฟความเร็วสูงสระบุรี ซึ่งสถานีสระบุรีตั้งอยู่ที่เดิม เปลี่ยนแค่ตำแหน่งสถานีอยุธยา
ส่วนความเร็วสูงสายเหนือสายเหนือ ถ้าตำแหน่งเดิมในอยุธยา ทำประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน ก็น่าจะทำทางรถไฟตรงจากสถานีดอนเมืองลงใต้ดินจนถึงรังสิต ผ่านจากรังสิตก็โผล่จากใต้ดินมาเป็นยกระดับ ตรงไปจอดตรงหน้าเซ็นทรัลอยุธยา สถานีรถไฟความเร็วสูงสายเหนืออยู่ตรงหน้าเซ็นทรัลอยุธยา รถไฟวิ่งผ่านอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ทำเป็นแนวใหม่ไป
ซึ่งได้อย่างนี้ก็ดี ในอยุธยามีสถานีสายสีแดงอยู่ที่นึง สถานีรถไฟความเร็วสูงสายเหนืออยู่ที่นึง สถานีรถไฟความเร็วสูงสายอีสานอยู่ที่นึง ทำให้เมืองกระจายความเจริญได้หลากหลายพื้นที่ ถ้าให้ทั้ง 3 สถานีที่กล่าวมามาแออัดยัดเยียดอยู่ในเขตโบราณสถาน ความเจริญก็ต่อมากระจุกตัวตรงนั้น ไม่กระจายออก ตั้งสถานีให้แยกกันได้ก็ดี ความเจริญจะได้กระจายไปทั่ว
แต่ตอนนี้ไม่ต้องคิดอะไรมาก อยากเห็นการออกแบบสถานีรถไฟความเร็วสูงสายเหนือกับสายอีสานของจังหวัดอยุธยาว่าอยู่ติดกันจะเป็นยังไง ถ้ามี 2 สถานีอยู่ติดกัน จะโดนต้านเยอะมั้ย ถ้าโดนต้านแล้ว จะยังไงต่อ
ภาครัฐก็น่าจะเตรียมแนวเส้นทางใหม่ของสายอีสานไว้ด้วย เผื่อพื้นที่โบราณสถานในอยุธยามีอาถรรพ์อะไรบางอย่าง ทำให้มีเหตุไม่สามารถก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงผ่านแนวนี้ได้ ก็มีแผนสำรองเตรียมไว้ว่า จะไปสร้างเส้นทางรถไฟตรงไหนต่อดี