ธรรมฐิติภาคต่อ(จากเมื่อวาน)

กระทู้นี้เขียนต่อจากกระทู้เมื่อวน   ตอนแรกว่าจะไปเขียนต่อในกระทู้เดิม
แต่เห็นว่ากระทู้มันเริ่มจะรกรุงรังด้วยบทลิเก  ผมไม่ต้องการจะพูดว่ากระทู้มันสกปรกน้ำลายเต็มกระทู้  
สรุปคือมาตั้งกระทู้ใหม่แต่เรื่องสืบต่อจากกระทู้เดิม

แผลงศร                 https://pantip.com/topic/44003090


เกริ่นไปในกระทู้ที่แล้ว  ว่าอะไรคือลักษณะของความเป็นธรรมฐิติ
คราวนี้จะมาบอกว่า อะไรเป็นธรรมฐิติบ้าง

ในที่นี้จะขอเน้นเรื่อง  ปฏิจจสมุปบาท  ซึ่งเป็นหนึ่งในความเป็นธรรมฐิติ
ในความเป็นธรรมฐิตินั้นปฎิจจสมุปบาท  เป็นไปในรูปของกฎของธรรมชาติที่อยู่คู่กับโลกใบนี้

มนุษย์ที่เกิดมาจะต้องเจอกับกฎแห่งปฏิจจสมุปบาท
เรียกว่า เกิดมามีตัวตนและตายก็เพราะกฎแห่งปฏิจจสมุปบาท
ก่อนอ่านกระทู้  ไปเจริญ กายานุปัสสนาฯก่อน  เอาให้รู้ว่า  ร่างกาย(กายใจ)ของเรานี้แท้จริงมันคืออะไร ?

ปฏิจจสมุปบาทไม่เกี่ยวกับตัวเรา  พุดว่าไม่เกี่ยวก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก  เอาว่ามันไม่ใช่ตัวตนหรืออารมณ์ในใจ
แต่มันเกี่ยวในลักษณะของเหตุทำให้เราเรามีความเป็นมนุษย์เป็นปัจเจกตั้งแต่เกิดยันตาย
เมื่อยังไม่เกิดหรือเมื่อตายแล้ว  ไม่มีตัวเราแล้ว....แต่กฎแห่งปฏิจก็ยังอยู่   เหตุนี้ปฏิจจสมุปบาทถึงเป็นธรรมฐิติ
ยกตัวอย่าง  ฝนตกทำให้เรารู้สึกหนาว  ฝนตกเป็นเรื่องของธรรมชาติ  แต่ทำให้เราหนาว
ฝนเกิดจากธรรมชาติ  ไม่ใช่เราทำให้ฝนตก  แต่ความรู้สึกหนาวนั้นแหละเกิดที่ตัวเรา
ต่อให้เราตายไปแล้ว ฝนหรือฤดูฝนก็ยังอยู่  แม้แต่เรายังไม่เกิดฤดูฝนมันก็ยังอยู่

เช่นนี้แล้ว กระบวนการปฏิจจ์  ที่พวกมหาเปรียญเอามาเรียงกันตั้งแต่หัวยันหางนั้นแหละ
เป็นกระบวนการทางธรรมชาติ หรือกฎของธรรมชาติ   ที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดเป็นมนุษย์มีตัวตนขึ้น
อนึ่งต้องบอกว่า  การเอาองค์ธรรมในปฏิจจมาเรียงแบบ อนุโลมหรือปฏิโลม...เป็นความมั่วสุดๆ

เพราะองค์ธรรมในปฏิจจสมุปบาท  เป็นลักษณะอัญญัญมัญญปัจจัย  คือต่างคนต่างอาศัยกันทุกองคื
จะเอามาเรียงว่าอะไรเกิดก่อนอะไรเกิดหลังไม่ได้  มันขึ้นอยู่ที่ว่ามันกำลังกล่าวถึงกล่าวลำดับชีวิตมนุษย์
ต่อด้านล่าง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่