สารคดีปืนใหญ่อัตตาจร 2S1 Gvozdika ตำนานอาวุธโซเวียต

บริบทและการเปลี่ยนแปลงปรัชญาทางทหาร
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหภาพโซเวียตเผชิญกับความล้าหลังด้านปืนใหญ่อัตตาจรเมื่อเทียบกับชาติตะวันตก เนื่องจากผู้นำอย่าง นิกิตา ครุชชอฟ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขีปนาวุธมากกว่าปืนใหญ่ลำกล้อง จนกระทั่งการซ้อมรบที่สนามฝึก "ลวิว" ในปี 1965 แสดงให้เห็นว่าปืนใหญ่แบบลากจูงเดิมไม่สามารถปฏิบัติการร่วมกับรถถังรุ่นใหม่อย่าง T-64 ได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแนวคิดไปสู่ระบบ "ยิงแล้วหนี" (Shoot and Scoot) เพื่อความคล่องตัวในสนามรบยุคใหม่
การออกแบบภายใต้ภัยคุกคามสงครามปรมาณู
2S1 ถูกออกแบบมาให้รองรับการรบในยุคสงครามเย็นที่อาจมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ชีวะ และเคมี (NBC) โดยตัวรถมีการปิดผนึกมิดชิดและติดตั้งระบบสร้างความดันอากาศภายในเพื่อป้องกันฝุ่นกัมมันตภาพรังสีและก๊าซพิษ ทำให้พลประจำรถสามารถปฏิบัติการในพื้นที่ปนเปื้อนได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ปืนใหญ่แบบลากจูงทำไม่ได้
วิศวกรรมและการคัดเลือกโครงสร้างตัวรถ
หลังยุคครุชชอฟ โครงการพัฒนาได้รับการอนุมัติในปี 1967 โดยมีการพิจารณาแชสซี (โครงช่วงล่าง) หลายรูปแบบ เดิมทีตั้งใจใช้ของ BMP-1 แต่ถูกคัดค้านจากผู้ออกแบบด้วยเหตุผลทางการเมืองและสายการผลิต ในที่สุดจึงเลือกใช้แชสซีของรถสายพาน MT-LB นำมาปรับปรุงใหม่โดยยืดตัวรถและเพิ่มล้อกดสายพานเป็น 7 คู่ เพื่อให้รับแรงสะท้อนถอยหลังได้และยังรักษาคุณสมบัติ "สะเทินน้ำสะเทินบก" เอาไว้ได้
สมรรถนะของอาวุธและเขี้ยวเล็บ
หัวใจหลักคือปืนใหญ่ขนาด 122 มิลลิเมตร รหัส 2A31 (พัฒนาจากปืน D-30) ติดตั้งบนป้อมที่หมุนได้ 360 องศา มีระบบช่วยบรรจุทำให้ยิงได้เร็ว 4-5 นัดต่อนาที สามารถยิงกระสุนได้หลากหลาย ทั้งกระสุนระเบิดแรงสูง (ระยะ 15.2 กม.) กระสุนเจาะเกราะ และกระสุนแบบเพิ่มระยะ (ได้ไกลถึง 21.9 กม.) นอกจากนี้ยังมีการแก้ปัญหาสำคัญเรื่องก๊าซพิษไหลย้อนเข้าห้องโดยสารด้วยการติดตั้ง "เครื่องไล่ก๊าซออกจากลำกล้อง" (Fume ejector) ที่มีประสิทธิภาพสูง
ขีดความสามารถในการเคลื่อนที่และทางยุทธศาสตร์
2S1 มีจุดเด่นที่ความคล่องตัวสูง สามารถว่ายน้ำได้โดยใช้แรงหมุนจากสายพาน (ความเร็ว 4.5 กม./ชม.) แต่ต้องแลกมาด้วยเกราะที่บางเพียง 20 มิลลิเมตรเพื่อให้น้ำหนักเบาพอที่จะลอยตัว ตัวรถทำความเร็วบนถนนได้สูงสุด 60 กม./ชม. และถูกออกแบบให้สามารถขนส่งทางอากาศด้วยเครื่องบินลำเลียงอย่าง An-12 หรือ Il-76 ได้อย่างสะดวก
บทพิสูจน์และมรดกในสนามรบ
ด้วยจำนวนการผลิตมากกว่า 10,000 คัน 2S1 ได้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ตั้งแต่สงครามโซเวียตในอัฟกานิสถาน ซึ่งพิสูจน์ความแม่นยำในการยิงสนับสนุนทหารราบตามแนวเขา ไปจนถึงสงครามในยูเครนปัจจุบัน แม้ในบางสถานการณ์จะถูกนำไปใช้เป็น "รถถังจำเป็น" เพื่อยิงทำลายยานเกราะฝ่ายตรงข้าม ปัจจุบันแม้รัสเซียจะเริ่มปลดระเบียบบ้างแล้ว แต่ 2S1 ยังคงเป็นอาวุธหลักในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากดูแลรักษาง่ายและมีความอเนกประสงค์สูง
สารคดีปืนใหญ่อัตตาจร 2S1 Gvozdika ตำนานอาวุธโซเวียต
บริบทและการเปลี่ยนแปลงปรัชญาทางทหาร
ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหภาพโซเวียตเผชิญกับความล้าหลังด้านปืนใหญ่อัตตาจรเมื่อเทียบกับชาติตะวันตก เนื่องจากผู้นำอย่าง นิกิตา ครุชชอฟ ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขีปนาวุธมากกว่าปืนใหญ่ลำกล้อง จนกระทั่งการซ้อมรบที่สนามฝึก "ลวิว" ในปี 1965 แสดงให้เห็นว่าปืนใหญ่แบบลากจูงเดิมไม่สามารถปฏิบัติการร่วมกับรถถังรุ่นใหม่อย่าง T-64 ได้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแนวคิดไปสู่ระบบ "ยิงแล้วหนี" (Shoot and Scoot) เพื่อความคล่องตัวในสนามรบยุคใหม่
การออกแบบภายใต้ภัยคุกคามสงครามปรมาณู
2S1 ถูกออกแบบมาให้รองรับการรบในยุคสงครามเย็นที่อาจมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ชีวะ และเคมี (NBC) โดยตัวรถมีการปิดผนึกมิดชิดและติดตั้งระบบสร้างความดันอากาศภายในเพื่อป้องกันฝุ่นกัมมันตภาพรังสีและก๊าซพิษ ทำให้พลประจำรถสามารถปฏิบัติการในพื้นที่ปนเปื้อนได้ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ปืนใหญ่แบบลากจูงทำไม่ได้
วิศวกรรมและการคัดเลือกโครงสร้างตัวรถ
หลังยุคครุชชอฟ โครงการพัฒนาได้รับการอนุมัติในปี 1967 โดยมีการพิจารณาแชสซี (โครงช่วงล่าง) หลายรูปแบบ เดิมทีตั้งใจใช้ของ BMP-1 แต่ถูกคัดค้านจากผู้ออกแบบด้วยเหตุผลทางการเมืองและสายการผลิต ในที่สุดจึงเลือกใช้แชสซีของรถสายพาน MT-LB นำมาปรับปรุงใหม่โดยยืดตัวรถและเพิ่มล้อกดสายพานเป็น 7 คู่ เพื่อให้รับแรงสะท้อนถอยหลังได้และยังรักษาคุณสมบัติ "สะเทินน้ำสะเทินบก" เอาไว้ได้
สมรรถนะของอาวุธและเขี้ยวเล็บ
หัวใจหลักคือปืนใหญ่ขนาด 122 มิลลิเมตร รหัส 2A31 (พัฒนาจากปืน D-30) ติดตั้งบนป้อมที่หมุนได้ 360 องศา มีระบบช่วยบรรจุทำให้ยิงได้เร็ว 4-5 นัดต่อนาที สามารถยิงกระสุนได้หลากหลาย ทั้งกระสุนระเบิดแรงสูง (ระยะ 15.2 กม.) กระสุนเจาะเกราะ และกระสุนแบบเพิ่มระยะ (ได้ไกลถึง 21.9 กม.) นอกจากนี้ยังมีการแก้ปัญหาสำคัญเรื่องก๊าซพิษไหลย้อนเข้าห้องโดยสารด้วยการติดตั้ง "เครื่องไล่ก๊าซออกจากลำกล้อง" (Fume ejector) ที่มีประสิทธิภาพสูง
ขีดความสามารถในการเคลื่อนที่และทางยุทธศาสตร์
2S1 มีจุดเด่นที่ความคล่องตัวสูง สามารถว่ายน้ำได้โดยใช้แรงหมุนจากสายพาน (ความเร็ว 4.5 กม./ชม.) แต่ต้องแลกมาด้วยเกราะที่บางเพียง 20 มิลลิเมตรเพื่อให้น้ำหนักเบาพอที่จะลอยตัว ตัวรถทำความเร็วบนถนนได้สูงสุด 60 กม./ชม. และถูกออกแบบให้สามารถขนส่งทางอากาศด้วยเครื่องบินลำเลียงอย่าง An-12 หรือ Il-76 ได้อย่างสะดวก
บทพิสูจน์และมรดกในสนามรบ
ด้วยจำนวนการผลิตมากกว่า 10,000 คัน 2S1 ได้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ตั้งแต่สงครามโซเวียตในอัฟกานิสถาน ซึ่งพิสูจน์ความแม่นยำในการยิงสนับสนุนทหารราบตามแนวเขา ไปจนถึงสงครามในยูเครนปัจจุบัน แม้ในบางสถานการณ์จะถูกนำไปใช้เป็น "รถถังจำเป็น" เพื่อยิงทำลายยานเกราะฝ่ายตรงข้าม ปัจจุบันแม้รัสเซียจะเริ่มปลดระเบียบบ้างแล้ว แต่ 2S1 ยังคงเป็นอาวุธหลักในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากดูแลรักษาง่ายและมีความอเนกประสงค์สูง