อัพเดทข่าวไม่ด่วน//ข่าวอาวุธทั่วไป

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
วิดีโอนี้เป็นการเปิดตัวอาวุธปืนกลขนาด 30 มิลลิเมตร รุ่น M230LF Dual Feed Bushmaster® Chain Gun ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Northrop Grumman ครับ
จุดเด่นหลักของปืนรุ่นนี้คือ เป็นปืนกลขนาด 30x113 มม. รุ่นแรกของโลกที่มีระบบป้อนกระสุนแบบคู่ (Dual Feed) ทำให้สามารถป้อนกระสุนสองชนิดที่แตกต่างกันเข้าสู่ปืนได้พร้อมกัน [00:18]
ข้อดีและขีดความสามารถที่นำเสนอในคลิป:
• สลับกระสุนได้ทันที: ในสมรภูมิยุคใหม่ ทหารอาจต้องเจอทั้งโดรน (ที่ต้องใช้กระสุนแตกอากาศ) และยานเกราะ/เป้าหมายภาคพื้นดิน (ที่ต้องใช้กระสุนเจาะเกราะ) ปืนรุ่นนี้ทำให้พลประจำปืนสามารถ "กดปุ่ม" เพื่อสลับชนิดของกระสุนได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาหยุดยิงเพื่อบรรจุกระสุนใหม่ [00:25]
• กระสุนที่รองรับ: ในคลิประบุว่ารองรับทั้งกระสุนแบบ Proximity-fused (ชนวนเฉียดระเบิด) สำหรับทำลายโดรนข้าศึก และกระสุนแบบ High Explosive Dual Purpose สำหรับเจาะทำลายยานเกราะ [00:43]
• ความยืดหยุ่น: ตัวปืนถูกออกแบบมาให้สามารถติดตั้งบูรณาการเข้ากับแพลตฟอร์มต่างๆ ได้หลากหลาย ทั้งยานพาหนะทางบก, อากาศยาน และเรือรบ [00:36]
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

วิดีโอนี้เป็นการแนะนำ "KAAV-II" (Korean Amphibious Assault Vehicle 2) รถสะเทินน้ำสะเทินบกรุ่นใหม่ล่าสุดของเกาหลีใต้ ที่พัฒนาโดยบริษัท Hanwha Aerospace ครับ
เนื้อหาหลักของคลิป (จากช่อง DEFENCE CENTRAL) สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ:
• ภูมิหลังและการแทนที่ของเดิม: เกาหลีใต้มีแนวชายฝั่งที่ต้องป้องกันแน่นหนาและจำเป็นต้องมีขีดความสามารถในการยกพลขึ้นบก ปัจจุบันนาวิกโยธินเกาหลีใต้ใช้ KAAV7A1 (ซึ่งเป็นรุ่นที่ผลิตในประเทศโดยอิงจาก AAVP7A1 ของสหรัฐฯ ยุค 1970s) ซึ่งเริ่มเก่า ช้า และเกราะบางเกินไปสำหรับภัยคุกคามยุคใหม่ที่มีทั้งโดรนและขีปนาวุธต่อต้านเรือ โครงการ KAAV-II (มูลค่า 1.78 พันล้านดอลลาร์) จึงเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เพื่อทดแทนยานเกราะรุ่นเก่านี้ [00:14], [01:00], [01:55]
• ความเร็วทางน้ำที่เหนือกว่า (High-Speed Planing Hull): จุดอ่อนของรถรุ่นเก่าคือความเร็วในน้ำที่ช้า (ราว 13.2 กม./ชม.) ทำให้ตกเป็นเป้านิ่งได้ง่าย KAAV-II ได้รับการออกแบบตัวถังใหม่แบบ Planing Hull ที่ช่วยยกตัวรถให้ลอยเหนือผิวน้ำขณะทำความเร็ว ช่วยลดแรงต้านน้ำและทำความเร็วในน้ำได้เกิน 20 กม./ชม. (เป้าหมายสูงสุดอาจถึง 30 กม./ชม.) ส่วนความเร็วบนบกทำได้ถึง 70 กม./ชม. แม้จะมีน้ำหนักถึง 35 ตันก็ตาม [02:28], [03:02], [03:44]
• อำนาจการยิงที่ทรงพลังขึ้น: จากเดิมที่ใช้แค่ปืนกลหนัก 12.7 มม. และเครื่องยิงลูกระเบิด 40 มม. KAAV-II เปลี่ยนมาใช้ ป้อมปืนไร้คนขับ (Unmanned Turret) พร้อมปืนใหญ่กลขนาด 40mm CTA (Cased Telescoped Ammunition) ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าปืน 30 มม. ทั่วไป สามารถยิงเจาะเกราะ ทำลายบังเกอร์ และรับมือโดรนบินต่ำได้ไกลกว่า 4 กิโลเมตร แถมยังประหยัดพื้นที่ภายในรถ [04:33], [04:59], [05:40]
• การเอาตัวรอดและอุปสรรคในการพัฒนา: ระบบเกราะถูกอัปเกรดให้หนาขึ้น มีที่นั่งกันแรงกระแทกจากระเบิด IED แต่อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงในเดือนกันยายน ปี 2023 เมื่อรถต้นแบบจมน้ำระหว่างการทดสอบนอกชายฝั่งเมืองโพฮัง ทำให้พนักงาน Hanwha เสียชีวิต 2 ราย เหตุการณ์นี้ทำให้โครงการล่าช้าและต้องกลับไปเน้นเรื่องระบบความปลอดภัยและการลอยตัวให้มากขึ้น [06:07], [06:38]
• ก้าวต่อไปสู่อุตสาหกรรมพึ่งพาตนเอง: KAAV-II เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่เกาหลีใต้ต้องการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ หันมาพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนภายในประเทศด้วยตัวเองให้มากที่สุด โดยมีกำหนดการพัฒนาให้เสร็จสิ้นในปี 2028 เริ่มผลิตจำนวนมากในปี 2029 และประจำการเต็มรูปแบบในปี 2036 ครับ [07:26], [08:46]
สรุปคือ เป็นรถถังสะเทินน้ำสะเทินบกยุคใหม่ของเกาหลีใต้ ที่เน้นความเร็วทางน้ำสูงขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงขณะยกพลขึ้นบก และมีอำนาจการยิงที่รุนแรงกว่ารถเกราะสายพานแบบเดิมอย่างก้าวกระโดดครับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

วิดีโอนี้เป็นการจัดแสดง ยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ของกองกำลังป้องกันตนเองทางบกญี่ปุ่น (JGSDF) ที่กำลังจะถูกนำเข้าประจำการ หรืออยู่ในระหว่างการวิจัยและทดสอบครับ
คลิปนี้ถ่ายทำในระดับ 4K จากงานแสดงการฝึกซ้อมด้วยกระสุนจริงประจำปีของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Fuji Firepower Exercise หรือ "ฟูจิ โซกะเอ็น" (富士総合火力演習) ประจำปีเรวะที่ 8 (ตรงกับวันที่ 7 มิถุนายน 2026) โดยทางโฆษกสนามได้บรรยายแนะนำยานพาหนะและอาวุธใหม่ที่นำมาวิ่งโชว์ในลานจัดแสดง ดังนี้ครับ:
1.ระบบนำวิถีอเนกประสงค์ (รุ่นปรับปรุง) - Multi-Purpose Missile System (Kai) / MPM (Kai):
• เป็นระบบมิสไซล์ต่อต้านรถถัง/เรือระบายพลรุ่นใหม่ ที่จะมาแทนที่ระบบ Type 96 เดิม เพื่อใช้รับมือกับการยกพลขึ้นบกของข้าศึก มีการอัปเกรดขีดความสามารถขึ้นอย่างมาก และเตรียมจะเข้าประจำการในปี 2026 นี้ (มีเปิดคลิปทดสอบการยิงให้ดูบนจอภาพด้วย) [00:27], [00:39]
2.รถหุ้มเกราะลาดตระเวน Type 25 (25式偵察警戒車 - RCV):
• ยานเกราะล้อยางลาดตระเวนรุ่นใหม่ (Type 25 RCV) ที่มีเสากล้องสังเกตการณ์ยืดหดได้ ออกแบบมาเพื่อทดแทนยานเกราะลาดตระเวน Type 87 ติดตั้งกล้องออปติคอลและระบบส่งข้อมูล เพื่อค้นหาและแชร์ข้อมูลข้าศึกแบบเรียลไทม์ เริ่มจัดหาเข้าประจำการแล้วตั้งแต่ปี 2025 [01:28]
3.รถเกราะล้อยาง AMV (รุ่นศูนย์บัญชาการและสื่อสาร):
• เป็นยานเกราะ Patria AMV ที่ญี่ปุ่นเพิ่งจัดหาเข้ามาใช้ โดยคันที่นำมาแสดงเป็น "รุ่นสื่อสาร/บัญชาการ (Command and Communication Variant)" ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่รุ่นย่อยที่ญี่ปุ่นกำลังวิจัยพัฒนาเพิ่มเติม (รุ่นอื่นๆ ได้แก่ รุ่นสนับสนุนทหารช่าง, รถพยาบาล และรุ่นสนับสนุน) เพื่อนำมาแทนที่รถเกราะบัญชาการ Type 82 เดิม [02:03]
4.ยานพาหนะไร้คนขับแบบต่างๆ (UGV - Unmanned Ground Vehicles): ในช่วงท้ายคลิปมีการนำขบวนยานยนต์ไร้คนขับ (UGV) ที่กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบโดยโรงเรียนทหารราบของญี่ปุ่น (Fuji School) เข้ามาในลานจัดแสดง โดยมีหลายรูปแบบการใช้งาน [03:14] ได้แก่:
• UGV ลาดตระเวน: สำหรับสอดแนม ตรวจจับ และเฝ้าระวังความปลอดภัยระยะยาวโดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตทหาร [03:37]
• UGV โจมตี (Combat UGV): สำหรับยิงทำลายทหารราบข้าศึกในพื้นที่เสี่ยงสูง หรือดักซุ่มป้องกันการบุกรุก [04:10]
• UGV ลำเลียง (Squad Support UGV): สำหรับขนส่งเสบียง กระสุน และยุทโธปกรณ์สนับสนุนทหารราบในแนวหน้า [04:38]
• UGV แบบเดินด้วยขา (Legged UGV / หุ่นยนต์หมา): หุ่นยนต์ 4 ขาที่สามารถเดินข้ามภูมิประเทศขรุขระ ทำงานแบบอัตโนมัติ (Autonomous) หลบหลีกสิ่งกีดขวางเองได้ แบกน้ำหนักได้ 10 กก. ความเร็ว 8 กม./ชม. และใช้งานได้นานถึง 30 ชั่วโมง [05:12]
สรุปคือเป็นคลิปอัปเดตยุทโธปกรณ์ยานเกราะ หุ่นยนต์ และระบบอาวุธยุคใหม่ที่ญี่ปุ่นกำลังเร่งนำเข้ามาใช้งานเพื่อเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพบกในปัจจุบันและอนาคตครับ
คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ

วิดีโอนี้เป็นการเปิดตัว "Black Recon™" ซึ่งเป็นระบบโดรนจิ๋ว (Micro Drone System) สำหรับภารกิจลาดตระเวนและหาข่าวทางทหาร พัฒนาโดยบริษัท Teledyne FLIR ครับ
จุดเด่นและการทำงานของ Black Recon:
• ระบบอัตโนมัติแบบต่อเนื่อง (Autonomous & Continuous): ระบบนี้ออกแบบมาให้ทำงานได้ด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีฐานปล่อยโดรนขนาดเล็ก (Hangar) ที่ติดตั้งบนยานพาหนะ เมื่อโดรนตัวแรกพลังงานใกล้หมดหรือบินกลับมาลงจอด โดรนอีกตัวจะถูกปล่อยขึ้นไปสลับหน้าที่ทันที ทำให้สามารถลาดตระเวนและเฝ้าระวังพื้นที่เป้าหมายได้แบบไร้รอยต่อโดยไม่ต้องให้ทหารควบคุมตลอดเวลา [00:43]
• การแชร์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Networked Intelligence): โดรนจะตรวจจับเป้าหมายข้าศึกและส่งข้อมูลภาพถ่ายทอดสด (ทั้งกล้องจับความร้อนและภาพสี) เชื่อมโยงเข้าสู่เครือข่ายของกองทัพ ข้อมูลจะถูกส่งตรงไปที่ศูนย์บัญชาการ และส่งต่อไปยังทหารราบในพื้นที่ปฏิบัติการได้ทันที ทำให้ทหารในแนวหน้าสามารถเห็นความเคลื่อนไหวของศัตรูได้จากแท็บเล็ตในมือ [01:08], [01:17]
• ปฏิบัติการแบบฝูงบิน (Multi-Unit Coordination): สามารถปล่อยโดรนหลายตัวพร้อมกันเพื่อครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น [01:24]
• ความคล่องตัวสูง: ตัวโดรนเป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดจิ๋วที่คล่องตัวสูง ทนทานต่อสภาพอากาศ และฐานปล่อย (Hangar) ก็สามารถเคลื่อนย้ายไปพร้อมกับยานพาหนะทางยุทธวิธีได้ง่ายดาย [00:15]
สรุปคือเป็นระบบโดรนลาดตระเวนขนาดจิ๋วที่เน้นการทำงานสลับสับเปลี่ยนกันเองอัตโนมัติ เพื่อสร้างเครือข่าย "ตาวิเศษ" ที่เฝ้ามองสนามรบตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่มีการหยุดพักครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่