สวัสดีค่ะ วันนี้หนูจะมาแชร์เรื่องของหนูนะคะ เป็นปัญหาที่หนักอกหนักใจมากในตอนนี้เลยค่ะ หนูเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 14 ที่ร้านอาหารอีสาน-ไทยค่ะ ที่เริ่มทำตอนนั้นเพราะว่าที่บ้านเจอปัญหาเรื่องเงินค่ะ เพราะว่าพ่อติดคุกหนูเลยต้องออกมาทำงานเอง ช่วงแรกหนูทำงานควบสองร้านเลยค่ะ(มีอีกร้านนึงด้วยตอนนั้น แต่ปัจจุบันออกนานแล้ว) เริ่มตั้งแต่9โมงยันตีสามตีสี่ ช่วงปิดเทอมนะคะ พอเปิดเทอมก็ต้องแบ่งเวลาเอา พอหนูออกจากร้านที่เลิกดึก หนูก็มาทำที่ร้านอาหารอีสาน-ไทย ร้านเดียวเลยค่ะ ช่วงแรกที่ทำเป็นพาทไทม์ค่ะ เพราะว่ายังต้องเรียนอยู่ ร้านนี้ดีมากๆเลยนะคะ หัวหน้าหนู หรือเจ้าของร้านเนี่ย เป็นกันเองสุดๆ คุยเล่นได้ไม่มีความเครียดอะไรเลยค่ะ รับประกันเลยว่าไม่มีร้านไหนเหมือนร้านนี้แน่นอนเลยค่ะ เราสามารถคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง ที่แบบว่าทุกเรื่องจริงๆนะคะ แล้วพอได้มาทำงานกับเขามันทำให้หนูได้ปลดล็อคอะไรหลายๆอย่างเลยค่ะ อะไรที่ไม่เคยได้รู้ก็รู้ ไปที่ๆไม่เคยได้ไป เวลาเขาไปเที่ยวที่ไหนก็จะพาเด็กเสริฟพนักงานไปด้วยค่ะ(พนักงานที่ร้านมีประมาณ 3-4คน) ไปพูลวิลล่าที่ชะอำพาไปทุกปีเลยค่ะ ไปงานนู้นนี้แฟนพี่เขาก็พาไปเลี้ยวข้าวเวลาไปเที่ยวด้วยค่ะ กินได้ไม่อั้นเลย อารมณ์เหมือนญาติสนิดเลยค่ะ ทั้งไปเที่ยว ทั้งคุยเล่นสนุกๆ ทั้งทำกิจกรรมอะไรหลายๆอย่าง แล้วเขาเป็นมากกว่าแค่หัวหน้างานค่ะ เวลาค่าเทอมไม่พอ เขาก็ช่วยออกเงินให้หนู แล้วให้หนูทำงานฟรีแทนเงินที่เอาไปค่ะ หรือตอนที่พ่อหนูออกจากคุกได้ประมาณนึง แล้วโดนจับอีก หนูไม่มีเงินไปช่วยพ่อ แฟนของพี่เขาก็เป็นคนจ่ายเงินให้โดยไม่เอาอะไรขอแค่ให้พ่อหนูไม่ทำอีกก็พอค่ะ แล้วก็ช่วยเรื่องคำปรึกษาอะไรหลายๆอย่าง มันเยอะแยะมากมายสุดๆเลยค่ะ ทั้งช่วยเรื่องเงินเป็นที่ปรึกษาพาไปเที่ยวซื้อของให้กิน ซื้อขนมซื้อข้าว พาไปนู้นนี่นั่น ที่เขาพาลูกเขาไปเที่ยว คนรอบตัวเขาก็เป็นคนดีหมดเลยค่ะ เป็นผู้ใหญ่ มีหน้ามีตาเป๋นทนายบ้างเอ๋ยผู้พิพากษาบ้าง หรือพวกนักการเมืองบ้าง(แฟนพี่เขาเคยเป็น สจ. เคยเล่นการเมือง) คอยให้คำปรึกษาเรื่องอนาคต แถงเรื่องการทำงาน เวบาหยุดก็หยืดหยุ่นได้ค่ะ ขอแค่ลาก่อนล่วงหน้า 1-2วัน และก็ขอเบิกก่อนได้ตลอดเลยค่ะ เรื่องนี้ช่วงแรกหยืดหยุ่นมากๆ ค่าแรงวันนึง 300 ไม่รวมทิป ทิปนี่ได้เยอะมากเลยนะคะ ถ้ามีจัดงานอะไรทิปก็ได้ไป1000-2000เลยค่ะ อันนี้ถือว่าเป๋นข้อดีที่มาถึงทุกวันนี้เลย เรื่องอาหารพนักงานสามารถทำกินเองได้เลยค่ะ อยากกินอะไรก็ทำได้เลยเอาของในร้านทำได้เลย อยากกินอะไรทำ ขอแค่ระวังของหมดแค่นั้นเองค่ะ แต่โอทีไม่มีนะคะที่ต้องอยู่เลขที่กลับบ้านเที่ยวคืนตีหนึ่งก็เป็นเรื่องน้ำใจและคสามเกรงใจล้วนๆเลยค่ะ
เท่าที่ฟังมามันก็ดูโอเคดีใช่มั้ยล่ะคะ คนดี ทุกอย่างดี
แต่มีข้อดี ก็มีข้อเสียเสมอค่ะ ช่วงแรกหนูตั้งใจทำงานมากเลยนะคะ มาทำงานก่อนเวลาตลอด ประมาณ 1-2ชั่วโมงเลย แล้วก็ทำงานในครัวด้วยค่ะ ก็หน้าที่มีทั้งเป๋นเด็กเสริฟ รับออเดอร์ ทำความสะอาด แล้วก็เข้ามาเป็นผู้ข่วยเชฟในครัวด้วยค่ะ ร้านนี้คือ "ต้องทำได้ทุกอย่างค่ะ" ตั้งแต่มีการประบปรุงร้าน หนูก็เป็นคนแบกอิฐแบกปูน ยกนั้นยกนี่ ทำงานในครัว ทำอาหารแทน เป๋นผู้ช่วยเชฟ บลาๆๆ
หนูก็ทำงานตลอดเรื่อยๆค่ะ เวลาเลิกงานช่วงแรกก็อยู่เลทให้เขาตลอด เลิกงานสามทุ่ม หนูก็อยู่ให้ถึงเที่ยงคืน ห้าทุ่มตลอดค่ะ เพราะว่า เขาต้องเอาลูกเข้านอนเลยไม่มีคนเก็บครัวปิดร้าน หนูกับเพื่อนอีกคนก็สลับๆกันอยู่ให้ ทำแบบนั้นอยู่ประมาณเกือบสองปีค่ะ แต่เวลาผ่านไปมากๆ สำหรับหนูมันก็ชิวๆแล้วค่ะ ไม่ต้องตื่นเช้าเข้างานขนาดนั้น ก็เปลี่ยนมาเข้าตรงเสลาแทน 10โมงเป๊ะ เลทไม่เกิน 10:15นาที แล้วเรื่องการท◌ำงานก็ยอมรับว่าไม่ได้มีเอเนจี้อะไรค่ะ คือตอนนี้เราทำเป็นทุกอย่างแล้ว แล้วทำได้แบบชำนาญคล่องมือมากๆค่ะ มันเลย...ดูน่าเบื่อมั่งคะ? รู้สึกทำไปวันๆน่ะค่ะ รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรก็ทำไป ไม่ได้มีเอเนจี้เหมือนเมื่อก่อน
ในด้านของความสัมพันธ์ก็ไม่เหมือนเดิมค่ะ ปีที่สองหลังจากหนูเข้า ปวชได้ประมาณพักนึง ช่วงนั้นเครียดมากๆค่ะ มีหลายเรื่องมาก ทั้งเรื่องพ่อ เรื่องงานเรื่องเพื่อน เรื่องเงิน จนกระทบต่อสุขภาพ ช่วงนั้นไปหาหมอบ่อยม๊ากก ตรวจนั่นตรวจนี่ และวันนีงหมอก็เด้งให้หนูไปแผนก"จิตเวช" เขาบอกว่าหนูเป็นซึมเศร้าค่ะ (คือก่อนหน้านี้หลังจากพ่อติดคุกก็คือเครียดมากและชีวิตเละเทะมาก แต่ก็พยุงจนกลับมาได้) หมอก็ให้ยามากิน และก็กินมาเรื่อยๆ แต่ พอหัวหน้าหนูรู้เข้าก็ไม่สนับสนุนอย่างแรงที่จะให้หนูกินยา เพราะเขาเห็นในเน็ตตามข่าว ว่าคนที่กินมีแต่เป็นบ้า กินแล้วหนักกว่าเดิม เขาบอกหนูว่า เรื่องนี้ควรรักษาที่ตัวเองไม่ก็ไปเข้าวัดฟังพระไปบวช(???) และก็พูดกับหนูทุกวันๆ ความเครียดกับปัญหาอื่นก็มีมากขึ้นค่ะ เขาหาว่าหนูเป็นบ้าอยู่ทุกวันเพราะว่ากินยาไปหาหมอ และเปรียบเทียบชีวิตที่ยากลำบากของตัวเองกับหนู ก็เข้าใจแหล่ะค่ะว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่ขีวิตใครชีวิตมันรึเปล่าคะ คนเราไม่เหมือนกัน แถมตอนนั้นหนูก็ตัดสินใจลาออกมาทำงานค่ะเพราะตอนนั้น มีปัญหากับเพื่อนที่ รร แล้วหนูมีแฟนที่คบก่อนจะลาออกค่ะ หัวหน้าเนี่ย คุยกับแฟนหนูว่า อยากเป็นเหมือนพลอยหรอ? อยากลาออกมาไม่เรียนหรอ ระวังจะไม่เรียนเหมือนพลอยนะ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ เขาบอกว่าหนูพาเเฟนเสียคน และหนูกลัวแม่แฟนจะมองไม่ดีด้วย เขาพูดกลอกหูหนูทุกวันๆๆๆ ขนหนูตัดสินใจเลิกกับแฟนให้มันจบค่ะ แต่หลังจากนั้นถึงได้มารู้ว่า คนมันจะพูดมันก็พูด ส่วนเรื่องยาต้านเศร้า เขาก็พูดแบบนั้นทุกวันๆ พูดติดตลกกับคำว่าบ้า แต่มันไม่ตลก เรื่องนี้ไม่ตลกเลย หนูพยายามอธิบาย แต่เขาไม่เคยคิดจะฟังเลยค่ะ ต้องท้าวความก่อนว่า พี่คนนี้เนี่ย หัวหน้าหนูเนี่ย เป็นคนที่มีความมั่นใจในความคิดตัวเองสูงมาก สูงแบบ สูงมากๆๆๆ สูงจนทุกคนคาดไม่ถึงเลยค่ะ☺️ ตอนนั้นหนูเลยตัดสินใจ "เผายาทั้งหมดทิ้ง และเลิกยาเองไม่กินอีกเลยค่ะ " มันอาจจะดูเป็นหารกระทำที่โง่และสนใจคำพูดของคนอื่นมากเกินไป ก็นั่นแหล่ะค่ะ หนูสนใจคำพูดของเขาเกินไปจริงๆ ตอนนี้หนูเลยไม่ได้กินยาอีก ใช้ความอดทนของตัวเองเอาค่ะ แต่ก็ยังไม่วายเอาไปพูดอีกเรื่อยๆ ว่าหนูเป็นบ้าเป๋นประสาทอย่างนั้นอย่างนี้
แล้วถึงช่วงที่หนูจะเรียนต่อ หนูก็ปรึกษากับเขาค่ะ เพราะว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ ตอนแรกหนูคิดไว้หลายอย่างเลยค่ะ มีคิดว่าจะตั้งใจติวภาษาไปขอทุนเรียนต่อต่างประเทศด้วยค่ะ หรือคิดเรื่องมหาวิทยาลัยว่าจะเข้าอันนี้ๆ แต่เขาดันตอกหน้ากลับมาว่า"เธอเข้าไม่ได้หรอก เพราะขนาดฉันยังเข้าไม่ได้เลย" คือเขาบอกว่าเขาเรียนเก่งค่ะ แต่เขาก็ยังเข้าไม่ได้แล้วกับหนูล่ะจะเหลืออะไร เขาคิดว่าหนูโง่ค่ะเรื่องเรียนค่ะ;-; ตอนที่บอกว่าสอบได้ที่2 ก็บอกว่าโรงเรียนไม่มีคุณภาพ พอหนูบอกจะเข้า รร ประจำจังหวัด เขาก็บอกว่า ถ้าหนูเข้าได้ จะไม่เอาลูกเข้าไปเรียนแน่ๆ คือ รร นี้ ดีค่ะมีแต่หัวกะทิเก่งๆดีๆทั้งนั้น แต่ถ้าคนอย่างหนูเข้าไปได้แสดงว่าไม่มีคุณภาพค่ะ เขาจะเอาลูกเขาไปเรียนที่อื่น 🤷🏻♀️🤷🏻♀️ แล้วยังมีเรื่องคำพูดการกระทไที่ไม่ดีสักเท่าไหร่เรื่องนี้ พนักงานทุกคนเห็นตรงกันค่ะ แต่พวกเราก็พยายามทำความเข้าใจ เขาเป็นหัวหน้าก็อยากได้ผลลัพธ์ที่มันดีที่สุดมีคุณภาพ ยิ่งช่วงหลังลูกค้าน้อยลงมากไม่เหมือนช่วงแรกที่หนูเข้า เขาก็ยิ่งเครียด ต้องวิ่งหาเงินมาจ่ายลูกน้องทุกวันๆ ไกนจะลูกเขาที่งี่เง่ามากๆ ปัญหารุมเร้าค่ะ ก็พยายามทำความเข้าใจ
แต่คำพูดและการกระทำของเขาในบางทีมัน ไม่ดีมากๆเลยค่ะ การดูถูกคนอื่น การด้อยค่าคนอื่นแบบที่ตัวเองไม่รู้ตัว และความมั่นใจในความคิดตัวเองมากๆนั่นแหล่ะค่ะที่ทำให้อยู่ด้วยลำบาก ปัจจุบันหนูเลยเลือกที่จะไม่ค่อยเถียงเขาก็ให้เขาชนะไปนั่นแหล่ะค่ะ
แล้วเรื่องพนักงานก็ยิ่งปวดประสาท ช่วงที่เข้าแรกๆ หนูเป็นเด็กใหม่ มีแต่พี่ๆ แต่พอเวลาผ่านไปพวกพี่เซ็ดเดิมก็ออกหมดเปลี่ยนเป็นเซ็ดใหม่ที่อยู่ถึงทุกวันนี้ มันจะมีคนนึงเรียกว่า "เล็ก" ล่ะกันค่ะ อายุไล่เลี่ยกัน เอาแต่ใจตัวเอง แถมยังเอาแต่ใจขี้วีนสุดๆ แบบว่า ด่าๆๆๆ หนูผิดตลอดและหนูยอมทุกครั้ง ทำอะไรไม่พอใจนางก็ด่า ก็แซะ ส่งสายตาแศะ แบบ คนแรงๆอ่ะค่ะ รู้สึกจะเป็นประสาทตายค่ะ แถมยังออกแนวลูกรักนิดๆด้วยค่ะ ถึงเเม้พวกเขาจะไม่รู้ตัวก็ตาม แต่เล็กนี่ก็ทำงานเป็นโอเคนะคะทำอาหารได้ แค่เหนื่อยเรื่องบุคคลค่ะ เรื่องานนี่ผ่านเลย คือพนักงานที่ร้าน น่าปสดหัวมากค่ะหนูเอาเพื่อนผู้ชายมาทำงานซึ่งมันทำงานไม่เป็นเลย อยู่ไปนานๆเขาก็ดันเอาหนูไปนินทาอีก แล้วนินทากับเพื่อนสนิดของหนู จนสุดท้ายก็มีปัญหากัน จนหนูตัดปัญหา คุยแต่กับเรื่องานอย่างเดียว
ตอนนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปค่ะ ขนาดตัวเองหนูเองที่เคยเต็มที่กับงานก็ไม่ได้เต็มที่แล้ว ปัจจุบันก็ไม่ำด้อยู่ดึกเหมือนก่อนเพราะว่ามีแฟน แล้วก็ทำกิจกรรมโรงเรียนเยอะ หยุดบ่อย คือรู◌้ตัวเองว่าไม่ได้ตั้งใจทำงานมากเหมือนแต่ก่อนแล้วค่ะ แต่ที่ยังไม่อยากออกก็นั่นแหล่ะค่ะ ที่บอกไปตอนต้นเขาไม่ใช่แค่หัวหน้า ก่อนหน้านี้เขาให้อะไรหนูเยอะมาก และร้านที่หยืดหยุ่นขนาดนี้และเป็นกีนเองก็คงหายาก แต่มันก็แน่นอนอยู่แล้ว เวลาไปที่ใหม่เราก็ต้องตั้งใจทำงานมากกว่าเดิม เวบาหยืดหยุ่นขนาดนั้นก็คงไม่มีสำหรับร้านที่เคร่งๆกัน ก็ต้องปรับปรุงตัวเองไปเรื่อยๆนั่นแหล่ะค่ะ และยังไม่กล้าพอที่จะออกไปด้วยค่ะ เราอยู่ร้านเดียวมาสามปี ก็นั่นแหล่ะค่ะ แถมตอนนี้ก็ยังผ่อนรถอยู่ด้วย
แต่ที่อยากออก คือเหนื่อยแล้วค่ะ เหนื่อยกับคนมากกว่า ที่ต้องมาเป็นที่รองรับอารมณ์หรือต้องมาโดนค◌ำพูดอะไรที่แบบ ตัวเองไม่โอเค ที่ไปหาจิตแพทย์ก็มีแค่เรื่องของหัวหน้ากับเพื่อนร่วมงานนี่ล่ะค่ะ ต้องมาทนว่าเป็นบ้าๆ ถึงแม้พวกเขาจะหัวเราะอะไรกัน แต่มันไม่โอเคเลยค่ะ แล้วตัวเองก็ไม่ได้เต็มที่กับงานแล้ว ออกจะดูแนวไม่อยากทำซะมากกว่าด้วย
ใครที่อ่านมาถึงตอนนี้ขอบคุณมากนะคะ เพราะว่าข้อความมันยาวมากจริงๆ อยากรู้ว่า ถ้าเป็นทักคนจะไปต่อหรือพอแค่นี้คะ?
ทำงานเข้าปีที่ 3แล้ว รู้สึกไม่เหมือนเดิม รู้สึกว่าอะไรๆมันแย่ลงมันไม่น่าอยู่ แต่ตัวเองยังเลือกที่จะอยู่ต่อ
เท่าที่ฟังมามันก็ดูโอเคดีใช่มั้ยล่ะคะ คนดี ทุกอย่างดี
แต่มีข้อดี ก็มีข้อเสียเสมอค่ะ ช่วงแรกหนูตั้งใจทำงานมากเลยนะคะ มาทำงานก่อนเวลาตลอด ประมาณ 1-2ชั่วโมงเลย แล้วก็ทำงานในครัวด้วยค่ะ ก็หน้าที่มีทั้งเป๋นเด็กเสริฟ รับออเดอร์ ทำความสะอาด แล้วก็เข้ามาเป็นผู้ข่วยเชฟในครัวด้วยค่ะ ร้านนี้คือ "ต้องทำได้ทุกอย่างค่ะ" ตั้งแต่มีการประบปรุงร้าน หนูก็เป็นคนแบกอิฐแบกปูน ยกนั้นยกนี่ ทำงานในครัว ทำอาหารแทน เป๋นผู้ช่วยเชฟ บลาๆๆ
หนูก็ทำงานตลอดเรื่อยๆค่ะ เวลาเลิกงานช่วงแรกก็อยู่เลทให้เขาตลอด เลิกงานสามทุ่ม หนูก็อยู่ให้ถึงเที่ยงคืน ห้าทุ่มตลอดค่ะ เพราะว่า เขาต้องเอาลูกเข้านอนเลยไม่มีคนเก็บครัวปิดร้าน หนูกับเพื่อนอีกคนก็สลับๆกันอยู่ให้ ทำแบบนั้นอยู่ประมาณเกือบสองปีค่ะ แต่เวลาผ่านไปมากๆ สำหรับหนูมันก็ชิวๆแล้วค่ะ ไม่ต้องตื่นเช้าเข้างานขนาดนั้น ก็เปลี่ยนมาเข้าตรงเสลาแทน 10โมงเป๊ะ เลทไม่เกิน 10:15นาที แล้วเรื่องการท◌ำงานก็ยอมรับว่าไม่ได้มีเอเนจี้อะไรค่ะ คือตอนนี้เราทำเป็นทุกอย่างแล้ว แล้วทำได้แบบชำนาญคล่องมือมากๆค่ะ มันเลย...ดูน่าเบื่อมั่งคะ? รู้สึกทำไปวันๆน่ะค่ะ รู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรก็ทำไป ไม่ได้มีเอเนจี้เหมือนเมื่อก่อน
ในด้านของความสัมพันธ์ก็ไม่เหมือนเดิมค่ะ ปีที่สองหลังจากหนูเข้า ปวชได้ประมาณพักนึง ช่วงนั้นเครียดมากๆค่ะ มีหลายเรื่องมาก ทั้งเรื่องพ่อ เรื่องงานเรื่องเพื่อน เรื่องเงิน จนกระทบต่อสุขภาพ ช่วงนั้นไปหาหมอบ่อยม๊ากก ตรวจนั่นตรวจนี่ และวันนีงหมอก็เด้งให้หนูไปแผนก"จิตเวช" เขาบอกว่าหนูเป็นซึมเศร้าค่ะ (คือก่อนหน้านี้หลังจากพ่อติดคุกก็คือเครียดมากและชีวิตเละเทะมาก แต่ก็พยุงจนกลับมาได้) หมอก็ให้ยามากิน และก็กินมาเรื่อยๆ แต่ พอหัวหน้าหนูรู้เข้าก็ไม่สนับสนุนอย่างแรงที่จะให้หนูกินยา เพราะเขาเห็นในเน็ตตามข่าว ว่าคนที่กินมีแต่เป็นบ้า กินแล้วหนักกว่าเดิม เขาบอกหนูว่า เรื่องนี้ควรรักษาที่ตัวเองไม่ก็ไปเข้าวัดฟังพระไปบวช(???) และก็พูดกับหนูทุกวันๆ ความเครียดกับปัญหาอื่นก็มีมากขึ้นค่ะ เขาหาว่าหนูเป็นบ้าอยู่ทุกวันเพราะว่ากินยาไปหาหมอ และเปรียบเทียบชีวิตที่ยากลำบากของตัวเองกับหนู ก็เข้าใจแหล่ะค่ะว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่ขีวิตใครชีวิตมันรึเปล่าคะ คนเราไม่เหมือนกัน แถมตอนนั้นหนูก็ตัดสินใจลาออกมาทำงานค่ะเพราะตอนนั้น มีปัญหากับเพื่อนที่ รร แล้วหนูมีแฟนที่คบก่อนจะลาออกค่ะ หัวหน้าเนี่ย คุยกับแฟนหนูว่า อยากเป็นเหมือนพลอยหรอ? อยากลาออกมาไม่เรียนหรอ ระวังจะไม่เรียนเหมือนพลอยนะ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ เขาบอกว่าหนูพาเเฟนเสียคน และหนูกลัวแม่แฟนจะมองไม่ดีด้วย เขาพูดกลอกหูหนูทุกวันๆๆๆ ขนหนูตัดสินใจเลิกกับแฟนให้มันจบค่ะ แต่หลังจากนั้นถึงได้มารู้ว่า คนมันจะพูดมันก็พูด ส่วนเรื่องยาต้านเศร้า เขาก็พูดแบบนั้นทุกวันๆ พูดติดตลกกับคำว่าบ้า แต่มันไม่ตลก เรื่องนี้ไม่ตลกเลย หนูพยายามอธิบาย แต่เขาไม่เคยคิดจะฟังเลยค่ะ ต้องท้าวความก่อนว่า พี่คนนี้เนี่ย หัวหน้าหนูเนี่ย เป็นคนที่มีความมั่นใจในความคิดตัวเองสูงมาก สูงแบบ สูงมากๆๆๆ สูงจนทุกคนคาดไม่ถึงเลยค่ะ☺️ ตอนนั้นหนูเลยตัดสินใจ "เผายาทั้งหมดทิ้ง และเลิกยาเองไม่กินอีกเลยค่ะ " มันอาจจะดูเป็นหารกระทำที่โง่และสนใจคำพูดของคนอื่นมากเกินไป ก็นั่นแหล่ะค่ะ หนูสนใจคำพูดของเขาเกินไปจริงๆ ตอนนี้หนูเลยไม่ได้กินยาอีก ใช้ความอดทนของตัวเองเอาค่ะ แต่ก็ยังไม่วายเอาไปพูดอีกเรื่อยๆ ว่าหนูเป็นบ้าเป๋นประสาทอย่างนั้นอย่างนี้
แล้วถึงช่วงที่หนูจะเรียนต่อ หนูก็ปรึกษากับเขาค่ะ เพราะว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ ตอนแรกหนูคิดไว้หลายอย่างเลยค่ะ มีคิดว่าจะตั้งใจติวภาษาไปขอทุนเรียนต่อต่างประเทศด้วยค่ะ หรือคิดเรื่องมหาวิทยาลัยว่าจะเข้าอันนี้ๆ แต่เขาดันตอกหน้ากลับมาว่า"เธอเข้าไม่ได้หรอก เพราะขนาดฉันยังเข้าไม่ได้เลย" คือเขาบอกว่าเขาเรียนเก่งค่ะ แต่เขาก็ยังเข้าไม่ได้แล้วกับหนูล่ะจะเหลืออะไร เขาคิดว่าหนูโง่ค่ะเรื่องเรียนค่ะ;-; ตอนที่บอกว่าสอบได้ที่2 ก็บอกว่าโรงเรียนไม่มีคุณภาพ พอหนูบอกจะเข้า รร ประจำจังหวัด เขาก็บอกว่า ถ้าหนูเข้าได้ จะไม่เอาลูกเข้าไปเรียนแน่ๆ คือ รร นี้ ดีค่ะมีแต่หัวกะทิเก่งๆดีๆทั้งนั้น แต่ถ้าคนอย่างหนูเข้าไปได้แสดงว่าไม่มีคุณภาพค่ะ เขาจะเอาลูกเขาไปเรียนที่อื่น 🤷🏻♀️🤷🏻♀️ แล้วยังมีเรื่องคำพูดการกระทไที่ไม่ดีสักเท่าไหร่เรื่องนี้ พนักงานทุกคนเห็นตรงกันค่ะ แต่พวกเราก็พยายามทำความเข้าใจ เขาเป็นหัวหน้าก็อยากได้ผลลัพธ์ที่มันดีที่สุดมีคุณภาพ ยิ่งช่วงหลังลูกค้าน้อยลงมากไม่เหมือนช่วงแรกที่หนูเข้า เขาก็ยิ่งเครียด ต้องวิ่งหาเงินมาจ่ายลูกน้องทุกวันๆ ไกนจะลูกเขาที่งี่เง่ามากๆ ปัญหารุมเร้าค่ะ ก็พยายามทำความเข้าใจ
แต่คำพูดและการกระทำของเขาในบางทีมัน ไม่ดีมากๆเลยค่ะ การดูถูกคนอื่น การด้อยค่าคนอื่นแบบที่ตัวเองไม่รู้ตัว และความมั่นใจในความคิดตัวเองมากๆนั่นแหล่ะค่ะที่ทำให้อยู่ด้วยลำบาก ปัจจุบันหนูเลยเลือกที่จะไม่ค่อยเถียงเขาก็ให้เขาชนะไปนั่นแหล่ะค่ะ
แล้วเรื่องพนักงานก็ยิ่งปวดประสาท ช่วงที่เข้าแรกๆ หนูเป็นเด็กใหม่ มีแต่พี่ๆ แต่พอเวลาผ่านไปพวกพี่เซ็ดเดิมก็ออกหมดเปลี่ยนเป็นเซ็ดใหม่ที่อยู่ถึงทุกวันนี้ มันจะมีคนนึงเรียกว่า "เล็ก" ล่ะกันค่ะ อายุไล่เลี่ยกัน เอาแต่ใจตัวเอง แถมยังเอาแต่ใจขี้วีนสุดๆ แบบว่า ด่าๆๆๆ หนูผิดตลอดและหนูยอมทุกครั้ง ทำอะไรไม่พอใจนางก็ด่า ก็แซะ ส่งสายตาแศะ แบบ คนแรงๆอ่ะค่ะ รู้สึกจะเป็นประสาทตายค่ะ แถมยังออกแนวลูกรักนิดๆด้วยค่ะ ถึงเเม้พวกเขาจะไม่รู้ตัวก็ตาม แต่เล็กนี่ก็ทำงานเป็นโอเคนะคะทำอาหารได้ แค่เหนื่อยเรื่องบุคคลค่ะ เรื่องานนี่ผ่านเลย คือพนักงานที่ร้าน น่าปสดหัวมากค่ะหนูเอาเพื่อนผู้ชายมาทำงานซึ่งมันทำงานไม่เป็นเลย อยู่ไปนานๆเขาก็ดันเอาหนูไปนินทาอีก แล้วนินทากับเพื่อนสนิดของหนู จนสุดท้ายก็มีปัญหากัน จนหนูตัดปัญหา คุยแต่กับเรื่องานอย่างเดียว
ตอนนี้อะไรๆก็เปลี่ยนไปค่ะ ขนาดตัวเองหนูเองที่เคยเต็มที่กับงานก็ไม่ได้เต็มที่แล้ว ปัจจุบันก็ไม่ำด้อยู่ดึกเหมือนก่อนเพราะว่ามีแฟน แล้วก็ทำกิจกรรมโรงเรียนเยอะ หยุดบ่อย คือรู◌้ตัวเองว่าไม่ได้ตั้งใจทำงานมากเหมือนแต่ก่อนแล้วค่ะ แต่ที่ยังไม่อยากออกก็นั่นแหล่ะค่ะ ที่บอกไปตอนต้นเขาไม่ใช่แค่หัวหน้า ก่อนหน้านี้เขาให้อะไรหนูเยอะมาก และร้านที่หยืดหยุ่นขนาดนี้และเป็นกีนเองก็คงหายาก แต่มันก็แน่นอนอยู่แล้ว เวลาไปที่ใหม่เราก็ต้องตั้งใจทำงานมากกว่าเดิม เวบาหยืดหยุ่นขนาดนั้นก็คงไม่มีสำหรับร้านที่เคร่งๆกัน ก็ต้องปรับปรุงตัวเองไปเรื่อยๆนั่นแหล่ะค่ะ และยังไม่กล้าพอที่จะออกไปด้วยค่ะ เราอยู่ร้านเดียวมาสามปี ก็นั่นแหล่ะค่ะ แถมตอนนี้ก็ยังผ่อนรถอยู่ด้วย
แต่ที่อยากออก คือเหนื่อยแล้วค่ะ เหนื่อยกับคนมากกว่า ที่ต้องมาเป็นที่รองรับอารมณ์หรือต้องมาโดนค◌ำพูดอะไรที่แบบ ตัวเองไม่โอเค ที่ไปหาจิตแพทย์ก็มีแค่เรื่องของหัวหน้ากับเพื่อนร่วมงานนี่ล่ะค่ะ ต้องมาทนว่าเป็นบ้าๆ ถึงแม้พวกเขาจะหัวเราะอะไรกัน แต่มันไม่โอเคเลยค่ะ แล้วตัวเองก็ไม่ได้เต็มที่กับงานแล้ว ออกจะดูแนวไม่อยากทำซะมากกว่าด้วย
ใครที่อ่านมาถึงตอนนี้ขอบคุณมากนะคะ เพราะว่าข้อความมันยาวมากจริงๆ อยากรู้ว่า ถ้าเป็นทักคนจะไปต่อหรือพอแค่นี้คะ?