เนื่องจากมีพี่ที่ทำงานเก่ากินฟักทองทุกวันมานาน มีอาการตัวเหลือง จนถูกเพื่อนร่วมงานบ่นว่า ว่าเป็นโรคไต ไตวาย ฯ ไล่ให้ไปตรวจ แต่พอไปตรวจก็ไม่เจอโรคอะไร และคำตอบที่ได้จากคุณหมอคือกินฟักทองทุกวันมานาน ผิวก็เปลี่ยนสรเป็นธรรมดา ผมเริ่มเอ๊ะเลย จึงมาเริ่มหาข้อมูล และเห็นเป็นประโยชน์ จึงนำมาเรียบเรียงให้อ่านกันครับ
อาการนี้ในทางการแพทย์เรียกว่า "Carotenemia" (ภาวะคาร์โรทีนในเลือดสูง) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของสีผิวที่เกิดจากการกินสารอาหารบางชนิดซ้ำๆ ในปริมาณที่มากเกินไป
นี่คือกลไกการทำงาน:
1. ตัวการหลัก: สารเบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene)
สีผิวที่เปลี่ยนไปมักเกิดจากพืชผักที่มีสี เหลือง, ส้ม, และแดงเข้ม สารตัวนี้คือรงควัตถุที่พืชใช้ในการสังเคราะห์แสงและป้องกันแสงแดด พบมากใน:
แครอท (ตัวการอันดับหนึ่ง)
ฟักทอง
มะละกอสุก
ส้ม
ผักใบเขียวเข้ม (แม้จะมีสีเขียว แต่ข้างในมีแคโรทีนสูงมาก เช่น ผักโขม เคล)
2. กลไกการเปลี่ยนสีผิว (Step-by-Step) กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน แต่เกิดจาก "การสะสม" ครับ:
การกินส่วนเกิน: เมื่ออเรากินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ร่างกายจะเปลี่ยนสารนี้เป็นวิตามิน A ส่วนที่เหลือจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดในรูปของแคโรทีน
ขีดจำกัดของร่างกาย: เมื่อปริมาณในเลือดสูงเกินกว่าที่ตับจะจัดการได้ สารนี้จะมองหาที่อยู่ใหม่
การชอบไขมัน (Lipophilic): สารแคโรทีนชอบละลายในไขมัน มันจึงไปสะสมอยู่ที่ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat)
ความหนาของผิว: สารนี้จะไปรวมตัวกันหนาแน่นในจุดที่ผิวมีชั้นหนังกำพร้าหนา หรือจุดที่มี "ต่อมเหงื่อ" มาก เพราะมันถูกขับออกมาพร้อมเหงื่อด้วย
3. สังเกตจุดที่สีผิวเปลี่ยน
เราจะสังเกตเห็นสีผิวที่เปลี่ยนไปเป็นสี เหลืองทองหรือส้ม ได้ชัดเจนที่สุดในจุดเหล่านี้:
ฝ่ามือและฝ่าเท้า (เห็นชัดที่สุดเพราะผิวชั้นนอกหนา)
ร่องจมูก
รอบริมฝีปาก
จุดสังเกตสำคัญ: ภาวะนี้ "ตาขาวจะไม่เหลือง" ครับ ซึ่งต่างจากโรคดีซ่าน (Jaundice) ที่เกิดจากโรคตับ ถ้าผิวเหลืองแต่ตายังขาวอยู่ แสดงว่าเป็นเพราะของกินครับ
4. ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเปลี่ยนสี?******
โดยปกติจะต้องกินแครอทขนาดกลางประมาณ 2-3 หัวต่อวัน หรืออาหารที่มีแคโรทีนสูงต่อเนื่องกัน นานกว่า 2-4 สัปดาห์ ถึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีผิวครับ
5. อันตรายหรือไม่?
ไม่อันตราย: ภาวะ Carotenemia ไม่ได้ส่งผลเสียต่ออวัยวะภายใน (ยกเว้นในคนที่มีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแคโรทีนเป็นวิตามิน A เช่น คนที่เป็นเบาหวานหรือโรคพร่องฮอร์โมนไทรอยด์)
วิธีรักษา: ง่ายที่สุดคือ "แค่หยุดกิน" หรือลดปริมาณลง สีผิวจะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงเดือน (ขึ้นอยู่กับว่าสะสมไว้เยอะแค่ไหน)
6. สารสีอื่นๆ ที่ส่งผลต่อร่างกาย
นอกจากสีส้มแล้ว ยังมีสีอื่นที่ส่งผลแปลกๆ ได้อีกครับ:
ไลโคปีน (Lycopene): จากมะเขือเทศ หากกินเยอะมากๆ อาจทำให้ผิวออกสีส้มอมชมพู (Lycopenemia)
คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll): แม้จะไม่ทำให้ผิวเขียวแบบยักษ์เขียว Hulk แต่การกินผักเขียวจัดๆ ในปริมาณสูงอาจทำให้ อุจจาระมีสีเขียวเข้ม ได้ชัดเจนครับ
สรุปฟังง่ายๆ คือ: การกินของดีอย่างผักผลไม้สีส้มเป็นเรื่องดีครับ แต่ถ้ากินจนฝ่ามือเริ่มส้ม แปลว่าร่างกายกำลังบอกว่า "สะสมไว้เยอะเกินไปแล้วนะ" ให้ลองเปลี่ยนไปกินผักสีขาวหรือสีม่วงสลับบ้างครับ
อเราชอบทานเมนูไหนที่เป็นสีส้มเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ? หรือสังเกตเห็นคนรอบข้างผิวเปลี่ยนสีไปบ้างไหม?
การกินพืช ผัก ผลไม้ ทำให้สีผิวเปลี่ยน!!!???
อาการนี้ในทางการแพทย์เรียกว่า "Carotenemia" (ภาวะคาร์โรทีนในเลือดสูง) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงของสีผิวที่เกิดจากการกินสารอาหารบางชนิดซ้ำๆ ในปริมาณที่มากเกินไป
นี่คือกลไกการทำงาน:
1. ตัวการหลัก: สารเบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene)
สีผิวที่เปลี่ยนไปมักเกิดจากพืชผักที่มีสี เหลือง, ส้ม, และแดงเข้ม สารตัวนี้คือรงควัตถุที่พืชใช้ในการสังเคราะห์แสงและป้องกันแสงแดด พบมากใน:
แครอท (ตัวการอันดับหนึ่ง)
ฟักทอง
มะละกอสุก
ส้ม
ผักใบเขียวเข้ม (แม้จะมีสีเขียว แต่ข้างในมีแคโรทีนสูงมาก เช่น ผักโขม เคล)
2. กลไกการเปลี่ยนสีผิว (Step-by-Step) กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน แต่เกิดจาก "การสะสม" ครับ:
การกินส่วนเกิน: เมื่ออเรากินอาหารที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ร่างกายจะเปลี่ยนสารนี้เป็นวิตามิน A ส่วนที่เหลือจะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดในรูปของแคโรทีน
ขีดจำกัดของร่างกาย: เมื่อปริมาณในเลือดสูงเกินกว่าที่ตับจะจัดการได้ สารนี้จะมองหาที่อยู่ใหม่
การชอบไขมัน (Lipophilic): สารแคโรทีนชอบละลายในไขมัน มันจึงไปสะสมอยู่ที่ ชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous fat)
ความหนาของผิว: สารนี้จะไปรวมตัวกันหนาแน่นในจุดที่ผิวมีชั้นหนังกำพร้าหนา หรือจุดที่มี "ต่อมเหงื่อ" มาก เพราะมันถูกขับออกมาพร้อมเหงื่อด้วย
3. สังเกตจุดที่สีผิวเปลี่ยน
เราจะสังเกตเห็นสีผิวที่เปลี่ยนไปเป็นสี เหลืองทองหรือส้ม ได้ชัดเจนที่สุดในจุดเหล่านี้:
ฝ่ามือและฝ่าเท้า (เห็นชัดที่สุดเพราะผิวชั้นนอกหนา)
ร่องจมูก
รอบริมฝีปาก
จุดสังเกตสำคัญ: ภาวะนี้ "ตาขาวจะไม่เหลือง" ครับ ซึ่งต่างจากโรคดีซ่าน (Jaundice) ที่เกิดจากโรคตับ ถ้าผิวเหลืองแต่ตายังขาวอยู่ แสดงว่าเป็นเพราะของกินครับ
4. ปริมาณเท่าไหร่ถึงจะเปลี่ยนสี?******
โดยปกติจะต้องกินแครอทขนาดกลางประมาณ 2-3 หัวต่อวัน หรืออาหารที่มีแคโรทีนสูงต่อเนื่องกัน นานกว่า 2-4 สัปดาห์ ถึงจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีผิวครับ
5. อันตรายหรือไม่?
ไม่อันตราย: ภาวะ Carotenemia ไม่ได้ส่งผลเสียต่ออวัยวะภายใน (ยกเว้นในคนที่มีปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแคโรทีนเป็นวิตามิน A เช่น คนที่เป็นเบาหวานหรือโรคพร่องฮอร์โมนไทรอยด์)
วิธีรักษา: ง่ายที่สุดคือ "แค่หยุดกิน" หรือลดปริมาณลง สีผิวจะค่อยๆ กลับมาเป็นปกติภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงเดือน (ขึ้นอยู่กับว่าสะสมไว้เยอะแค่ไหน)
6. สารสีอื่นๆ ที่ส่งผลต่อร่างกาย
นอกจากสีส้มแล้ว ยังมีสีอื่นที่ส่งผลแปลกๆ ได้อีกครับ:
ไลโคปีน (Lycopene): จากมะเขือเทศ หากกินเยอะมากๆ อาจทำให้ผิวออกสีส้มอมชมพู (Lycopenemia)
คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll): แม้จะไม่ทำให้ผิวเขียวแบบยักษ์เขียว Hulk แต่การกินผักเขียวจัดๆ ในปริมาณสูงอาจทำให้ อุจจาระมีสีเขียวเข้ม ได้ชัดเจนครับ
สรุปฟังง่ายๆ คือ: การกินของดีอย่างผักผลไม้สีส้มเป็นเรื่องดีครับ แต่ถ้ากินจนฝ่ามือเริ่มส้ม แปลว่าร่างกายกำลังบอกว่า "สะสมไว้เยอะเกินไปแล้วนะ" ให้ลองเปลี่ยนไปกินผักสีขาวหรือสีม่วงสลับบ้างครับ
อเราชอบทานเมนูไหนที่เป็นสีส้มเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ? หรือสังเกตเห็นคนรอบข้างผิวเปลี่ยนสีไปบ้างไหม?