การซื้อบ้านหรือคอนโดในสมัยนี้ราคาสูงมาก จนคนส่วนใหญ่กู้คนเดียวอาจไม่ไหว หลายคนจึงเลือกกู้ร่วมกับคู่รัก พ่อแม่ หรือพี่น้อง เพื่อรวมรายได้กันให้ธนาคารมองว่าผ่อนไหว ได้วงเงินสูงขึ้น และซื้อบ้านในฝันได้ง่ายกว่า แต่เบื้องหลังความสะดวกนี้ก็มีเรื่องความรับผิดชอบร่วมกันที่ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะถ้าผิดพลาดอาจกระทบทั้งชีวิตการเงินและความสัมพันธ์ไปอีกนาน
--------------------------------
การกู้ร่วมก็คือเรื่องที่คนตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกันเซ็นสัญญาเป็นลูกหนี้ด้วยกันเพื่อยื่นขอสินเชื่อจากธนาคารหรือสถาบันการเงิน
ส่วนใหญ่ที่เห็นบ่อยๆ ก็คือการซื้อบ้านหรือคอนโดที่ราคาสูงๆ เพราะราคาบ้านในเมืองใหญ่สมัยนี้มันพุ่งไปสูงมาก ถ้ากู้คนเดียวรายได้อาจไม่พอผ่านเกณฑ์ธนาคาร การรวมรายได้ของหลายคนเข้าด้วยกันเลยช่วยให้ฐานรายได้ดูแข็งแรงขึ้นมาก ธนาคารมองแล้วก็รู้สึกว่าความสามารถในการผ่อนชำระมันสูงขึ้นตามไปด้วย เลยอนุมัติวงเงินกู้ได้สูงกว่าเดิม
บางคนที่กู้คนเดียวอาจจะได้วงเงินแค่ครึ่งเดียวของราคาบ้าน แต่พอมีคนมากู้ร่วมด้วยก็อาจจะได้เต็มจำนวนเลย ทำให้ซื้อบ้านหลังใหญ่หรือทำเลดีที่ฝันไว้ได้ง่ายขึ้นมาก นอกจากนั้นธนาคารยังรู้สึกว่าความเสี่ยงมันกระจายออกไป ไม่ได้ตกอยู่ที่คนเดียว ถ้าคนหนึ่งมีปัญหาอีกคนก็ยังช่วยผ่อนได้ ความรู้สึกของคนกู้เองก็เหมือนได้เริ่มต้นสร้างฐานะร่วมกัน มีบ้านเป็นของตัวเองเร็วขึ้น ความมั่นคงในชีวิตครอบครัวก็ดูดีขึ้นด้วย
แต่เรื่องดีๆ แบบนี้มันก็มาพร้อมกับเรื่องที่ต้องคิดให้หนักเหมือนกัน
เพราะการเป็นลูกหนี้ร่วมตามกฎหมายมันหมายความว่าทุกคนที่เซ็นชื่อในสัญญาต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนนั้นทั้งก้อนเลย ไม่ใช่แบ่งคนละครึ่งหรือตามสัดส่วนที่จ่ายจริงๆ ถ้าวันหนึ่งคนใดคนหนึ่งมีปัญหาการเงิน ไม่มีเงินผ่อน หรือแม้แต่ตั้งใจไม่ผ่อน อีกคนที่เหลือก็ต้องแบกหนี้ทั้งหมดไว้คนเดียวเพื่อไม่ให้บ้านถูกยึด
ถ้าปล่อยไว้นานๆ ธนาคารก็ฟ้องร้องยึดทรัพย์ได้เลย สิ่งที่ตามมาอย่างรวดเร็วก็คือประวัติในเครดิตบูโรที่เสียไปทั้งกลุ่ม เพราะข้อมูลการชำระหนี้มันรายงานในชื่อทุกคนที่กู้ร่วม ถ้าผิดนัดแม้แต่ครั้งเดียวหรือค้างผ่อนนานๆ เครดิตของทุกคนก็ดำไปหมด หลังจากนั้นอยากกู้ซื้อรถ ทำบัตรเครดิต หรือขอสินเชื่ออะไรก็ยากมาก ธนาคารจะมองว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง อาจปฏิเสธเลยหรือให้ดอกเบี้ยแพงขึ้นก็ได้
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามแต่กลายเป็นปัญหาใหญ่ทีหลัง ก็คือเรื่องกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินหรือห้องชุด
ปกติถ้ากู้ร่วมชื่อในโฉนดก็จะใส่ชื่อทุกคนที่กู้ไว้ด้วยกัน และตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยจะถือว่าทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันแบบเท่าๆ กัน ไม่สนใจว่าใครจ่ายเงินมากกว่ากันจริงๆ ถ้าอยู่ดีๆ ความสัมพันธ์มีปัญหา เช่น คู่รักเลิกกัน หรือพี่น้องทะเลาะกัน การจะขายบ้านหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องให้ทุกคนที่เป็นเจ้าของร่วมเซ็นยินยอมทั้งหมด
ถ้ามีคนใดคนหนึ่งไม่ยินยอมก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องฟ้องศาลเพื่อให้ศาลแบ่งแยกกรรมสิทธิ์หรือสั่งขายทอดตลาด ซึ่งกระบวนการนี้กินเวลานานเป็นปีๆ ค่าใช้จ่ายทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมก็สูงพอสมควร การถอนชื่อออกจากผู้กู้ร่วมก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เพราะธนาคารต้องประเมินความสามารถผ่อนของคนที่เหลือใหม่อีกครั้ง ถ้ารายได้ไม่พอแบกหนี้คนเดียวธนาคารก็ไม่ยอมให้ถอน ทำให้ยังต้องผูกพันกันทางหนี้สินต่อไปแม้จะเลิกกันแล้วก็ตาม
ส่วนเรื่องภาษีที่หลายคนสนใจ ก็คือ ดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อซื้อบ้านสามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุดปีละ 100,000 บาท
แต่ถ้ากู้ร่วมกันสิทธิ์นี้จะถูกหารเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ เช่น กู้สองคนก็ลดหย่อนได้คนละไม่เกิน 50,000 บาท ถ้ากู้สามคนก็คนละไม่เกินประมาณ 33,333 บาท ยกเว้นกรณีพิเศษที่คู่สมรสคนหนึ่งไม่มีรายได้เลย กรมสรรพากรอาจอนุญาตให้อีกคนใช้สิทธิ์เต็มจำนวนได้ แต่ต้องดูเงื่อนไขล่าสุดของกรมสรรพากรทุกปีเพราะกฎมันเปลี่ยนแปลงบ้าง นอกจากนั้นยังมีเรื่องเงินต้นที่ผ่อนไปแล้วบางธนาคารหรือบางโครงการมีโปรโมชั่นลดหย่อนเพิ่มเติมให้ด้วย
และเรื่องที่ต้องเตรียมใจไว้เลยก็คือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการเสียชีวิตของผู้กู้คนใดคนหนึ่ง
เพราะหนี้สินเชื่อบ้านมันไม่ได้หายไปตามคนตาย หนี้ส่วนที่เหลือจะตกเป็นภาระของผู้กู้ที่รอดชีวิตทันที ทำให้ผ่อนหนักขึ้นมากหรืออาจผ่อนไม่ไหวเลย การทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อหรือที่เรียกว่า MRTA (Mortgage Reducing Term Assurance) จึงสำคัญมาก ประกันตัวนี้จะผูกกับวงเงินกู้ วงเงินคุ้มครองจะลดลงตามยอดหนี้ที่ผ่อนไปเรื่อยๆ
ถ้าผู้กู้เสียชีวิตบริษัทประกันจะเคลียร์หนี้ที่เหลือให้ธนาคารแทน ทำให้คนที่เหลือได้บ้านไปครอบครองเต็มตัวโดยไม่ต้องแบกหนี้ต่อ แนะนำให้ทำคุ้มครองทุกคนที่กู้ร่วมเลยจะดีที่สุด ต่างจากประกันชีวิตแบบธรรมดาที่เงินชดเชยอาจจะจ่ายให้ทายาทแต่ไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้หนี้ธนาคารก็ได้ บางคนเลือกทำ MLTA (Mortgage Level Term Assurance) ที่วงเงินคุ้มครองคงที่แทน แต่ MRTA มักจะถูกกว่าและเหมาะกับสินเชื่อบ้านมากกว่า
สุดท้ายแล้วการกู้ร่วมมันไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขวงเงินหรือดอกเบี้ยเท่านั้น แต่เป็นการตัดสินใจที่ผูกพันความสัมพันธ์และความรับผิดชอบกันในระยะยาวมาก บางคู่บางครอบครัวอยู่กันมาจนผ่อนหมดก็มีความสุขดี แต่บางกรณีที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ยาก การคุยกันให้ชัดเจนตั้งแต่แรก วางแผนเผื่อทางออกทุกกรณี และปรึกษานิติกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนเซ็นสัญญาจะช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะเลย
"กู้ร่วม" ข้อดีมีมากกว่าที่คิด แต่ต้องระวังอะไรบ้าง
--------------------------------
ส่วนใหญ่ที่เห็นบ่อยๆ ก็คือการซื้อบ้านหรือคอนโดที่ราคาสูงๆ เพราะราคาบ้านในเมืองใหญ่สมัยนี้มันพุ่งไปสูงมาก ถ้ากู้คนเดียวรายได้อาจไม่พอผ่านเกณฑ์ธนาคาร การรวมรายได้ของหลายคนเข้าด้วยกันเลยช่วยให้ฐานรายได้ดูแข็งแรงขึ้นมาก ธนาคารมองแล้วก็รู้สึกว่าความสามารถในการผ่อนชำระมันสูงขึ้นตามไปด้วย เลยอนุมัติวงเงินกู้ได้สูงกว่าเดิม
บางคนที่กู้คนเดียวอาจจะได้วงเงินแค่ครึ่งเดียวของราคาบ้าน แต่พอมีคนมากู้ร่วมด้วยก็อาจจะได้เต็มจำนวนเลย ทำให้ซื้อบ้านหลังใหญ่หรือทำเลดีที่ฝันไว้ได้ง่ายขึ้นมาก นอกจากนั้นธนาคารยังรู้สึกว่าความเสี่ยงมันกระจายออกไป ไม่ได้ตกอยู่ที่คนเดียว ถ้าคนหนึ่งมีปัญหาอีกคนก็ยังช่วยผ่อนได้ ความรู้สึกของคนกู้เองก็เหมือนได้เริ่มต้นสร้างฐานะร่วมกัน มีบ้านเป็นของตัวเองเร็วขึ้น ความมั่นคงในชีวิตครอบครัวก็ดูดีขึ้นด้วย
เพราะการเป็นลูกหนี้ร่วมตามกฎหมายมันหมายความว่าทุกคนที่เซ็นชื่อในสัญญาต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนนั้นทั้งก้อนเลย ไม่ใช่แบ่งคนละครึ่งหรือตามสัดส่วนที่จ่ายจริงๆ ถ้าวันหนึ่งคนใดคนหนึ่งมีปัญหาการเงิน ไม่มีเงินผ่อน หรือแม้แต่ตั้งใจไม่ผ่อน อีกคนที่เหลือก็ต้องแบกหนี้ทั้งหมดไว้คนเดียวเพื่อไม่ให้บ้านถูกยึด
ถ้าปล่อยไว้นานๆ ธนาคารก็ฟ้องร้องยึดทรัพย์ได้เลย สิ่งที่ตามมาอย่างรวดเร็วก็คือประวัติในเครดิตบูโรที่เสียไปทั้งกลุ่ม เพราะข้อมูลการชำระหนี้มันรายงานในชื่อทุกคนที่กู้ร่วม ถ้าผิดนัดแม้แต่ครั้งเดียวหรือค้างผ่อนนานๆ เครดิตของทุกคนก็ดำไปหมด หลังจากนั้นอยากกู้ซื้อรถ ทำบัตรเครดิต หรือขอสินเชื่ออะไรก็ยากมาก ธนาคารจะมองว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง อาจปฏิเสธเลยหรือให้ดอกเบี้ยแพงขึ้นก็ได้
ปกติถ้ากู้ร่วมชื่อในโฉนดก็จะใส่ชื่อทุกคนที่กู้ไว้ด้วยกัน และตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยจะถือว่าทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันแบบเท่าๆ กัน ไม่สนใจว่าใครจ่ายเงินมากกว่ากันจริงๆ ถ้าอยู่ดีๆ ความสัมพันธ์มีปัญหา เช่น คู่รักเลิกกัน หรือพี่น้องทะเลาะกัน การจะขายบ้านหรือโอนกรรมสิทธิ์ให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องให้ทุกคนที่เป็นเจ้าของร่วมเซ็นยินยอมทั้งหมด
ถ้ามีคนใดคนหนึ่งไม่ยินยอมก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องฟ้องศาลเพื่อให้ศาลแบ่งแยกกรรมสิทธิ์หรือสั่งขายทอดตลาด ซึ่งกระบวนการนี้กินเวลานานเป็นปีๆ ค่าใช้จ่ายทนายความและค่าฤชาธรรมเนียมก็สูงพอสมควร การถอนชื่อออกจากผู้กู้ร่วมก็ไม่ง่ายเหมือนกัน เพราะธนาคารต้องประเมินความสามารถผ่อนของคนที่เหลือใหม่อีกครั้ง ถ้ารายได้ไม่พอแบกหนี้คนเดียวธนาคารก็ไม่ยอมให้ถอน ทำให้ยังต้องผูกพันกันทางหนี้สินต่อไปแม้จะเลิกกันแล้วก็ตาม
แต่ถ้ากู้ร่วมกันสิทธิ์นี้จะถูกหารเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ เช่น กู้สองคนก็ลดหย่อนได้คนละไม่เกิน 50,000 บาท ถ้ากู้สามคนก็คนละไม่เกินประมาณ 33,333 บาท ยกเว้นกรณีพิเศษที่คู่สมรสคนหนึ่งไม่มีรายได้เลย กรมสรรพากรอาจอนุญาตให้อีกคนใช้สิทธิ์เต็มจำนวนได้ แต่ต้องดูเงื่อนไขล่าสุดของกรมสรรพากรทุกปีเพราะกฎมันเปลี่ยนแปลงบ้าง นอกจากนั้นยังมีเรื่องเงินต้นที่ผ่อนไปแล้วบางธนาคารหรือบางโครงการมีโปรโมชั่นลดหย่อนเพิ่มเติมให้ด้วย
เพราะหนี้สินเชื่อบ้านมันไม่ได้หายไปตามคนตาย หนี้ส่วนที่เหลือจะตกเป็นภาระของผู้กู้ที่รอดชีวิตทันที ทำให้ผ่อนหนักขึ้นมากหรืออาจผ่อนไม่ไหวเลย การทำประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อหรือที่เรียกว่า MRTA (Mortgage Reducing Term Assurance) จึงสำคัญมาก ประกันตัวนี้จะผูกกับวงเงินกู้ วงเงินคุ้มครองจะลดลงตามยอดหนี้ที่ผ่อนไปเรื่อยๆ
ถ้าผู้กู้เสียชีวิตบริษัทประกันจะเคลียร์หนี้ที่เหลือให้ธนาคารแทน ทำให้คนที่เหลือได้บ้านไปครอบครองเต็มตัวโดยไม่ต้องแบกหนี้ต่อ แนะนำให้ทำคุ้มครองทุกคนที่กู้ร่วมเลยจะดีที่สุด ต่างจากประกันชีวิตแบบธรรมดาที่เงินชดเชยอาจจะจ่ายให้ทายาทแต่ไม่จำเป็นต้องเอาไปใช้หนี้ธนาคารก็ได้ บางคนเลือกทำ MLTA (Mortgage Level Term Assurance) ที่วงเงินคุ้มครองคงที่แทน แต่ MRTA มักจะถูกกว่าและเหมาะกับสินเชื่อบ้านมากกว่า
สุดท้ายแล้วการกู้ร่วมมันไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขวงเงินหรือดอกเบี้ยเท่านั้น แต่เป็นการตัดสินใจที่ผูกพันความสัมพันธ์และความรับผิดชอบกันในระยะยาวมาก บางคู่บางครอบครัวอยู่กันมาจนผ่อนหมดก็มีความสุขดี แต่บางกรณีที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ยาก การคุยกันให้ชัดเจนตั้งแต่แรก วางแผนเผื่อทางออกทุกกรณี และปรึกษานิติกรหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนเซ็นสัญญาจะช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะเลย