5. เตือนเพื่อนสนิทที่กําลังทํางานผิดอย่างไร
ในเรื่องของการทํางาน ถ้าเราเห็นแล้วว่าที่เขาทํามัน ผิด มันผิดแน่ มันจะเป็นอย่างนี้ไม่ได้ แต่ทีนี้ด้วยความที่ เขาเป็นคนที่มากด้วยทิฏฐิ จะไม่เชื่อเรา จะไม่เชื่อคนอื่น ยึดมั่นในความคิดของตัวเอง แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ทําให้งานไม่ประสบความสําเร็จ ดังนั้นต้องทําอย่างไรกับคนแบบนี้
ผู้เขียนคิดว่ามีหลายวิธีที่จะเตือนคน เช่น ถ้าเรา อยู่ในฐานะเป็นเพื่อนกัน เราพูดได้ แต่ถ้าเพื่อนเตือนใน ฐานะเพื่อนไม่ฟังเราก็ไม่ต้องพูดเอง จะยืมมือคนอื่นเตือน เช่น ให้ผู้ใหญ่เตือนให้คนกลางเดือน ให้คนนอกเตือน หรือ อาจจะเตือนทางอ้อมเรียกว่า ใช้วิถีโค้งก็ได้
เช่นครั้งหนึ่ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้รับนิมนต์ไปบิณฑบาตในวังแห่งหนึ่ง ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์โปรดมากเรื่องตักบาตรทางน้ํา นิมนต์พระมหาเถระไปรับ บาตร พระเถระทุกรูปต้องพายเรือ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตมองว่า ถ้าให้พระไปพายเรือบิณฑบาต แล้วเกิดเรือล่มจะทําอย่างไร แต่ท่านก็ไม่กล้าเตือนพระมหากษัตริย์ตรงๆ
ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระพุทธจารย์โตรับบาตรแล้วท่านจึงไม่กลับ ท่านลอยเรืออยู่ในสระรอดูพระเถระทุกรูปรับบิณฑบาตเสร็จหมดแล้วกลับไปหมด เหลือท่านรูปเดียว ในหลวงรัชกาลที่ 4 ท่านก็มาถามว่า“นี่ขรัวโต ที่โยมถวายไปทั้งหมดนี้ไม่เพียงพอหรืออย่างไรถึงยังไม่กลับ
สมเด็จพระพุฒาจารย์โตท่านบอกว่า “ไม่ใช่ว่าไม่พอหรอก แต่อาตมภาพเป็นห่วง เกรงว่าเรือของพระเถระทั้งหลายที่มารับบิณฑบาตจะล่ม ก็เลยอยู่ดูจนเรียบร้อย ประเดี๋ยวก็กลับแล้วล่ะ”
ตั้งแต่วันนั้นมา รัชกาลที่ 4 ไม่โปรดตักบาตรทางน้ำ อีกเลย นี่เรียกว่า เป็นการเตือนแบบวิถีโค้ง คือไม่พูดตรงๆ พูดอ้อม ๆ ก็ได้ วิธีนี้ก็เป็นวิธีการที่เรียกว่า บัวไม่ช้ำน้ําไม่ขุ่น คือแทนที่จะเดินเข้าไปพูดตรงๆ ซึ่งคนไทยอาจจะมองว่า เป็นการหักหน้าเสียศักดิ์ศรี ดังนั้น เราไม่จําเป็นจะต้องใช้ทางใดทางหนึ่งเสมอไป ให้คิดดูว่าเวลาเราจะแก้ปัญหา เหมือนเราเอาน้ำรินลงไป น้ำมันจะไหล แต่ถ้ามีก้อนหินขวางอยู่มันก็จะยอมใช่หรือไม่
วิธีแก้ปัญหาก็เช่นเดียวกัน ปัญหาทุกอย่างถ้าเรา อยากจะแก้ เมื่อแก้ตรงๆไม่ได้ให้ ใช้ทางอ้อมเลือกดูว่าเราจะอ้อมทางไหน
6. ทําอย่างไรให้ได้ใจเพื่อนร่วมงาน
เวลาที่เราไปเตือนคนคนนั้นแล้วเขาไม่ฟัง ถ้าเกิด ภาวะที่เขาคนนั้นเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้จะมีวิธีปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ได้ใจเพื่อนร่วมงาน
ในกรณีที่เขาไม่ฟังเลย ต้องหาเพื่อนร่วมงานในบริษัททั้งหมดมาคุยกันว่า ตัวเราแปลกปลอมอยู่คนเดียวเราเข้า กับเพื่อนไม่ได้เลย แสดงว่าปัญหามันก็ต้องอยู่ที่ใครล่ะ อยู่ที่ เราหรืออยู่ที่เพื่อนทั้งหมด เราก็ต้องมานั่งคิดกัน อย่าไปคิดคนเดียว ต้องถามก่อนว่าสุดท้ายแล้วปัญหามันอยู่ที่ใคร
ปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ถูกต้องหรือว่าคนคนเดียวนั้นไม่ถูกต้อง เราต้องมาร่วมกันระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาว่า เอาล่ะ! ตกลงว่าต้นตอปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ไหน
ถ้าชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ถูกต้อง คนส่วนน้อยเพียงคนเดียวไม่ถูก แต่เขาก็ยังยืนยันเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิมในกรณีอย่างนี้ ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมเสียงส่วนน้อยเป็นวิธีสุดท้ายเพราะเราจะให้ส่วนน้อยมาทำให้ส่วนใหญ่เสียทั้งระบบไม่ได้ ก็ต้องเอาส่วนใหญ่ไว้ ทิ้งส่วนน้อยไป นี่เป็นวิธีสุดท้ายก็คือใช้วิธีที่เรียกว่า การผ่าตัด นิ้วไหนร้ายก็ตัด
นิ้วนั้นทิ้งไป
แต่ถ้าเรายังอยากรักษาก็ต้องใช้วิธีดังที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ทุกๆ วิธีทดลองเรื่อยๆ คุยกันดีๆ ก่อน ถ้ายังไม่ดีก็ใช้ทางอ้อมบ้าง ใช้วิธีโค้งบ้าง ใช้ผู้ใหญ่บ้าง ใช้คนกลางบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว อย่างไรเขาก็ยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุดท้ายก็ต้องปล่อย
พระพุทธเจ้าเวลาท่านสอนคน ท่านก็ไม่ได้สอนคนทุกคน ท่านบอกว่า วิธีสอนของพระองค์ก็เหมือนการฝึกม้า สารถีเวลาฝึกม้า ม้าบางตัวเห็นแส้ ก็วิ่งได้ ม้าบางตัวต้องให้ลงแส้จึงวิ่ง ม้าบางตัว แส้หักขาหลังมันก็ไม่วิ่ง
พระองค์ทำอย่างไรกับม้าประเภทนั้น นายสารถีบอกว่า “ก็ต้องฆ่าสิ” พระพุทธเจ้าบอกว่า “ฉันก็เช่นเดียวกัน
เมื่อฉันสอนคน คนบางคนแค่ยกหัวข้อขึ้นมาพูดก็รู้ทัน คนบางคนพูดและอธิบายจึงรู้ คนบางคนทั้งพูดทั้งอธิบาย ทั้งฝึกก็ไม่เข้าใจ คนประเภทสุดท้ายนี้ ฉันก็ฆ่าก็เช่นเดียวกัน”
วิธีฆ่าของพระพุทธเจ้าก็คือไม่สอน จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้โปรดคนทุกคน ไม่ได้สอนคนทุกประเภท เช่นเดียวกันในที่ทำงานของเรา ถ้าเราใช้ทุกวิธีแล้วยังไงก็ไม่ได้ผลก็ต้องใช้วิธีฆ่า ในความหมายที่ว่า ปล่อยเขาไป
7. รู้สึกไม่ดีกับใครสักคนที่ทำงาน แก้ไขอย่างไร เวลาที่เรารู้สึกไม่ดีกับใครสักคน เราต้องทำเช่นไรจึงจะแก้ความรู้สึกที่ไม่ดีนี้ได้
วิธีที่ 1 ผู้เขียนมองว่าเวลาเรารู้สึกไม่ดีกับใครสักคน เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมเราจึงรู้สึกไม่ดีต่อเขา วิธีนี้เรียกว่าเป็นการพิจารณาดูรากแก้วของความโกรธหรือความขัดแย้ง
คนทั่วไปเวลารู้สึกไม่ดี เราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกไม่ดีนั้นอย่างไม่ทันได้คิด แต่ผู้เขียนจะแนะนำว่าเราต้องถามตัวเองก่อนว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง พินิจพิจารณาดูเมื่อเราลองพิจารณาดูแล้วก็ลองตามหา สมุทัย คือ สาเหตุ ตามไปแล้วเมื่อพบก็หาวิธีแก้ไขต่อไป
วิธีที่ 2 ก็อาจจะลองใช้วิธีเอาวัตถุสิ่งของลองให้เขาดู เพื่อเป็นการแบ่งปันน้ำใจ คนเราเมื่อได้รับการให้ เช่น นำเอาสิ่งของ อาหารอร่อย สิ่งของที่เขาโปรดปรานไปให้เขา เขาก็ต้องรู้สึกดีต่อเรา เพราะเขารู้สึกดีต่อเรา ลมแห่งความขัดแย้งก็จะคลี่คลายไประดับหนึ่ง
วิธีที่ 3 ถ้ายังไม่ดี ต่อไปก็แผ่เมตตา
วิธีที่ 4 แผ่เมตตาก็ยังไม่ดี ต่อไปก็ลองเปลี่ยน
สถานที่ทำงานดู แล้วออกมาจากความขัดแย้ง ดูว่ามันจะดีไม่ดี ถ้ามันยังไม่ดี ก็ใช้วิธีที่สูงขึ้นไปเรื่อย สุดท้ายใช้วิธีที่เรียกว่า ไล่ต้นตอแห่งความขัดแย้ง นั่นก็คือ เจริญสมาธิภาวนา จนไม่เหลือภาวะที่เรียกว่า ตัวกูของกู เพราะไม่มีตัวกูของกูแล้ว ก็จะกลายเป็นคนเล็กคนน้อย พร้อมที่จะประสานกับใครก็ได้
ทําตัวเหมือนน้ําอยู่ได้ในทุกภาชนะ แต่ก็ไม่สูญเสียความเป็นน้ำ
พอทําได้อย่างนี้แล้วก็เรียกว่า อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ทํางานใหญ่ ๆ โดยที่เป็นคนเล็ก ๆ ก็ได้ ทํางานแล้วประสบ ความสําเร็จโดยที่ไม่ต้องออกนอกหน้าก็ได้ อยู่ข้างหลังก็ได้ ถ้าเราทําสําเร็จตามวิธีทั้งหมดผู้เขียนเชื่อว่า ไม่ เพียงแต่จะทําให้การงานของเราราบรื่น การใช้ชีวิตก็ราบรื่น ขึ้นมาด้วยเพราะว่า ชีวิตก็คือการทํางาน การทํางานก็คือ การใช้ชีวิต เราไม่สามารถแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้
8. รับมือกับคนชอบนินทาในที่ทํางานอย่างไรดีจริงๆ แล้วคนที่ชอบนินทาเขาเรียกว่า “ฆ้องปากแตก” วิธีที่จะรับมือกับคนประเภทนี้คือ หนึ่ง ถ้ามันไม่จริงก็ชี้แจง สอง ชี้แจงแล้วถ้ามันไม่ดีเราก็แผ่เมตตา การแผ่เมตตาแล้ว มันไม่ดีเราก็วางเฉย เพราะว่าความดีนั้นจะรักษาผู้ประพฤติดี
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ธมฺโม ทเว รกฺขติ ธมฺมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าท่านถูกกล่าวหาว่ามี ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับนางสุนทริกา พระพุทธเจ้าไม่เคยเปิดแถลงข่าว แต่พระองค์ก็ปล่อยให้เหตุการณ์มัน เผยตัวของมันเอง ในที่สุดเมื่อความจริงปรากฏตัวออกมา คนก็รู้ว่าพระองค์ไม่ได้ทําเหมือนกรณีของนางจิณจมาณวิกา ที่ถึงกับแสร้งทําตัวตั้งครรภ์กับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ก็ไม่ได้แก้ข่าว แต่จะรอให้วันเวลาเปิดเผยความจริง
เพราะฉะนั้น ถ้าเราชัดเจนว่าตัวของเรานี้ไม่มีความผิด ถึงแม้จะถูกนินทา เขาจะนินทาเราอย่างไรก็ตาม ถ้าเราชัดเจนว่าดีจริงๆ ก็ขอให้ชัดเจนอยู่ในความดีนั้น ความดีนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทัศนคติของคนอาจจะเปลี่ยนแปลง ถ้าเราดีจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องกลัว ท่านพุทธทาสพูด มาคําหนึ่งที่ผู้เขียนประทับใจมาก ท่านบอกว่า การรักษา ชื่อเสียงเป็นเรื่องของคนเขลา ก็คนเขลาจะห่วงแต่ชื่อเสียงของเขา ส่วนคนที่ดีจริงเขาจะไม่กังวลเรื่องการรักษาชื่อเสียง
เพราะว่าความดีมันจะดูแลตัวของมันเอง ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จึงไม่ควรหวั่นไหวกับโลกธรรม ในมงคลสูตรจะมีคําอยู่คําหนึ่ง ท่านบอกว่า ถูกโลกกระทําแล้ว จิตไม่หวั่นไหว เราเป็นชาวพุทธควรจะรู้ล่วงหน้าว่า คนทุกคนจะถูกนินทาแน่นอน ทีนี้เมื่อถูกนินทาแล้ว ก็ให้ใช้วิธีแก้ดังที่กล่าวมา อาจจะแก้ข่าวก่อน แก้ข่าวแล้ว แผ่เมตตา แผ่เมตตาแล้วยังช่วยไม่ได้ก็วางเฉย ให้ความดี ดูแลตัวมันเอง
9. อยู่ในสังคมที่รู้จักกับคนเยอะๆ ถ้าเกิดไปทางไหน ก็มีแต่คนซุบซิบนินทา ตรงนี้เราจะทํางานไม่สนุกแล้วเกิดภาวะที่กดดันควรทําอย่างไร
ผู้เขียนเชื่อว่า การที่เราเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเรา ยังไม่ได้นําเอาธรรมะมาใช้ ถ้าเรานําเอาธรรมะมาใช้ จะ ทําให้จิตใจของเราร่มเย็น สุดท้ายเรื่องก็จะเงียบไปเอง เคยมีคนไปด่าพระพุทธเจ้า พระอานนท์บอกให้ท่านหนี พระองค์บอกว่า เหตุเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น เพราะเกิน 7 วันไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ทุกอย่างมันก็เงียบไปเอง
คนเราเวลาทําอะไรก็ตามถ้ามันมีปฏิกิริยาตอบรับ เขาจะทําต่อ เด็กที่ร้องไห้แล้วแม่กลับมาดูแลอย่างดี เด็กก็จะเห็นว่าใช้วิธีนี้ได้ผล ต่อไปอยากได้อะไรก็ร้องไห้ทุกครั้ง แม่ก็ต้องเข้ามาดูแล แต่ถ้าแม่เฉยได้ก็จะเงียบ
เพราะฉะนั้น หลักจิตวิทยาข้อนี้นํามาใช้ได้เช่นเดียว กัน ถ้าเราถูกเขานินทา ถูกเขาว่า แล้วเราเต้นไปตามเพลง ที่เขาเป็นผู้กําหนดเขาก็ได้ใจ แล้วเขาก็ใช้วิธีนี้ตลอด แต่ถ้า เราเงียบ เราเฉยสุดท้ายเขาก็เลิกไปเอง ขอให้เชื่อมั่นว่าไม่มีฝนที่ไหนที่ตกตลอดคืน พายุจะไม่พัดตลอดวัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ
10. เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ในเมื่อเราให้ใจเขาไปแล้ว เขาก็จะใส่หน้ากากเข้าหาเราหรือเปล่า หรือว่าจริงใจกับเราไหม
ผู้เขียนคิดว่า เราทําในส่วนของเราให้ดีที่สุด ในส่วน ของเขา ถ้าเขาไม่ดีมันเป็นความบกพร่องของเขา สมมติ 7 วันไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ทุกอย่างมันก็เงียบไปเอง
คนเราเวลาทำอะไรก็ตามถ้ามันมีปฏิกิริยาตอบรับ เขาจะทำต่อ เด็กที่ร้องไห้แล้วแม่กลับมาดูแลอย่างดี เด็กก็จะเห็นว่าใช้วิธีนี้ได้ผล ต่อไปอยากได้อะไรก็ร้องไห้ทุกครั้ง แม่ก็ต้องเข้ามาดูแล แต่ถ้าแม่เฉยได้ก็จะเงียบ
เพราะฉะนั้น หลักจิตวิทยาข้อนี้นำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน ถ้าเราถูกเขานินทา ถูกเขาว่า แล้วเราเต้นไปตามเพลงที่เขาเป็นผู้กำหนดเขาก็ได้ใจ แล้วเขาก็ใช้วิธีนี้ตลอด แต่ถ้าเราเงียบ เราเฉยสุดท้ายเขาก็เลิกไปเอง ขอให้เชื่อมั่นว่าไม่มีฝนที่ไหนที่ตกตลอดคืน พายุจะไม่พัดตลอดวัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ
10. เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ในเมื่อเราให้ใจเขาไปแล้ว
เขาก็จะใส่หน้ากากเข้าหาเราหรือเปล่า หรือว่าจริงใจกับเราไหม
ผู้เขียนคิดว่า เราทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด ในส่วน
ของเขา ถ้าเขาไม่ดีมันเป็นความบกพร่องของเขา สมมติว่า เราจัดสำรับกับข้าวให้ใครคนใดคนหนึ่ง แล้วการที่เขาไม่รับประทานมันเป็นความผิดของเราหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ เป็นเรื่องของเขา
เพราะฉะนั้น ในส่วนของเรา เราทำให้ดีที่สุด แล้ว
ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวในส่วนของผู้อื่น ถ้าเราดีอยู่แล้ว เขาไม่ดี ความไม่ดีนั้นก็เป็นเรื่องของเขา ความดีนั้นเป็นเรื่องของเรา เราต้องจัดการเราให้ดีที่สุด
นักปราชญ์ท่านหนึ่งบอกว่า มีมุมมุมหนึ่งที่เรา
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด มุมนั้นก็คือตัวของเราเอง
คนส่วนใหญ่ชอบที่จะไปจัดการให้คนอื่น ชอบที่จะเปลี่ยนแปลงให้คนอื่น ชอบให้คนอื่นเป็นอย่างนั้น อยากให้คนอื่นเป็นอย่างนี้ แต่นักปราชญ์ทั้งหลายท่านบอกว่า เปลี่ยนแปลงตัวเองดีกว่าพยามเปลี่ยนแปลงคนอื่น เพราะว่าถ้าเราพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น ถ้าเขาไม่เห็นด้วยก็จะกลายเป็นศัตรูกัน บางทีเราเสียเวลาไปกับตรงนั้นมากมาย
แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วก็สามารถกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ดั่งใจ
เราจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าเวลาไปที่ไหนก็ตาม เวลา
สอนพระองค์ก็สอนไป คนไหนฟังพระองค์ก็สอนต่อ ถ้าไม่ฟังพระองค์ก็ทิ้ง เพราะฉะนั้น บางครั้งเราอาจจะต้องบอกกับตัวเองว่าจะไม่เสียเวลากับคนทั้งโลก ต้องปล่อยไปบ้าง
__________________________
ปุจฉา วิสัชนา เรื่องงาน ตอนที่ 2 โดย ว.วชิรเมธี
ในเรื่องของการทํางาน ถ้าเราเห็นแล้วว่าที่เขาทํามัน ผิด มันผิดแน่ มันจะเป็นอย่างนี้ไม่ได้ แต่ทีนี้ด้วยความที่ เขาเป็นคนที่มากด้วยทิฏฐิ จะไม่เชื่อเรา จะไม่เชื่อคนอื่น ยึดมั่นในความคิดของตัวเอง แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ทําให้งานไม่ประสบความสําเร็จ ดังนั้นต้องทําอย่างไรกับคนแบบนี้
ผู้เขียนคิดว่ามีหลายวิธีที่จะเตือนคน เช่น ถ้าเรา อยู่ในฐานะเป็นเพื่อนกัน เราพูดได้ แต่ถ้าเพื่อนเตือนใน ฐานะเพื่อนไม่ฟังเราก็ไม่ต้องพูดเอง จะยืมมือคนอื่นเตือน เช่น ให้ผู้ใหญ่เตือนให้คนกลางเดือน ให้คนนอกเตือน หรือ อาจจะเตือนทางอ้อมเรียกว่า ใช้วิถีโค้งก็ได้
เช่นครั้งหนึ่ง สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้รับนิมนต์ไปบิณฑบาตในวังแห่งหนึ่ง ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระองค์โปรดมากเรื่องตักบาตรทางน้ํา นิมนต์พระมหาเถระไปรับ บาตร พระเถระทุกรูปต้องพายเรือ สมเด็จพระพุฒาจารย์โตมองว่า ถ้าให้พระไปพายเรือบิณฑบาต แล้วเกิดเรือล่มจะทําอย่างไร แต่ท่านก็ไม่กล้าเตือนพระมหากษัตริย์ตรงๆ
ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระพุทธจารย์โตรับบาตรแล้วท่านจึงไม่กลับ ท่านลอยเรืออยู่ในสระรอดูพระเถระทุกรูปรับบิณฑบาตเสร็จหมดแล้วกลับไปหมด เหลือท่านรูปเดียว ในหลวงรัชกาลที่ 4 ท่านก็มาถามว่า“นี่ขรัวโต ที่โยมถวายไปทั้งหมดนี้ไม่เพียงพอหรืออย่างไรถึงยังไม่กลับ
สมเด็จพระพุฒาจารย์โตท่านบอกว่า “ไม่ใช่ว่าไม่พอหรอก แต่อาตมภาพเป็นห่วง เกรงว่าเรือของพระเถระทั้งหลายที่มารับบิณฑบาตจะล่ม ก็เลยอยู่ดูจนเรียบร้อย ประเดี๋ยวก็กลับแล้วล่ะ”
ตั้งแต่วันนั้นมา รัชกาลที่ 4 ไม่โปรดตักบาตรทางน้ำ อีกเลย นี่เรียกว่า เป็นการเตือนแบบวิถีโค้ง คือไม่พูดตรงๆ พูดอ้อม ๆ ก็ได้ วิธีนี้ก็เป็นวิธีการที่เรียกว่า บัวไม่ช้ำน้ําไม่ขุ่น คือแทนที่จะเดินเข้าไปพูดตรงๆ ซึ่งคนไทยอาจจะมองว่า เป็นการหักหน้าเสียศักดิ์ศรี ดังนั้น เราไม่จําเป็นจะต้องใช้ทางใดทางหนึ่งเสมอไป ให้คิดดูว่าเวลาเราจะแก้ปัญหา เหมือนเราเอาน้ำรินลงไป น้ำมันจะไหล แต่ถ้ามีก้อนหินขวางอยู่มันก็จะยอมใช่หรือไม่
วิธีแก้ปัญหาก็เช่นเดียวกัน ปัญหาทุกอย่างถ้าเรา อยากจะแก้ เมื่อแก้ตรงๆไม่ได้ให้ ใช้ทางอ้อมเลือกดูว่าเราจะอ้อมทางไหน
6. ทําอย่างไรให้ได้ใจเพื่อนร่วมงาน
เวลาที่เราไปเตือนคนคนนั้นแล้วเขาไม่ฟัง ถ้าเกิด ภาวะที่เขาคนนั้นเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ได้จะมีวิธีปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อให้ได้ใจเพื่อนร่วมงาน
ในกรณีที่เขาไม่ฟังเลย ต้องหาเพื่อนร่วมงานในบริษัททั้งหมดมาคุยกันว่า ตัวเราแปลกปลอมอยู่คนเดียวเราเข้า กับเพื่อนไม่ได้เลย แสดงว่าปัญหามันก็ต้องอยู่ที่ใครล่ะ อยู่ที่ เราหรืออยู่ที่เพื่อนทั้งหมด เราก็ต้องมานั่งคิดกัน อย่าไปคิดคนเดียว ต้องถามก่อนว่าสุดท้ายแล้วปัญหามันอยู่ที่ใคร
ปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่ไม่ถูกต้องหรือว่าคนคนเดียวนั้นไม่ถูกต้อง เราต้องมาร่วมกันระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาว่า เอาล่ะ! ตกลงว่าต้นตอปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ไหน
ถ้าชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ถูกต้อง คนส่วนน้อยเพียงคนเดียวไม่ถูก แต่เขาก็ยังยืนยันเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางเหมือนเดิมในกรณีอย่างนี้ ส่วนใหญ่ก็ต้องยอมเสียงส่วนน้อยเป็นวิธีสุดท้ายเพราะเราจะให้ส่วนน้อยมาทำให้ส่วนใหญ่เสียทั้งระบบไม่ได้ ก็ต้องเอาส่วนใหญ่ไว้ ทิ้งส่วนน้อยไป นี่เป็นวิธีสุดท้ายก็คือใช้วิธีที่เรียกว่า การผ่าตัด นิ้วไหนร้ายก็ตัด
นิ้วนั้นทิ้งไป
แต่ถ้าเรายังอยากรักษาก็ต้องใช้วิธีดังที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ทุกๆ วิธีทดลองเรื่อยๆ คุยกันดีๆ ก่อน ถ้ายังไม่ดีก็ใช้ทางอ้อมบ้าง ใช้วิธีโค้งบ้าง ใช้ผู้ใหญ่บ้าง ใช้คนกลางบ้าง แต่สุดท้ายแล้ว อย่างไรเขาก็ยังไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุดท้ายก็ต้องปล่อย
พระพุทธเจ้าเวลาท่านสอนคน ท่านก็ไม่ได้สอนคนทุกคน ท่านบอกว่า วิธีสอนของพระองค์ก็เหมือนการฝึกม้า สารถีเวลาฝึกม้า ม้าบางตัวเห็นแส้ ก็วิ่งได้ ม้าบางตัวต้องให้ลงแส้จึงวิ่ง ม้าบางตัว แส้หักขาหลังมันก็ไม่วิ่ง
พระองค์ทำอย่างไรกับม้าประเภทนั้น นายสารถีบอกว่า “ก็ต้องฆ่าสิ” พระพุทธเจ้าบอกว่า “ฉันก็เช่นเดียวกัน
เมื่อฉันสอนคน คนบางคนแค่ยกหัวข้อขึ้นมาพูดก็รู้ทัน คนบางคนพูดและอธิบายจึงรู้ คนบางคนทั้งพูดทั้งอธิบาย ทั้งฝึกก็ไม่เข้าใจ คนประเภทสุดท้ายนี้ ฉันก็ฆ่าก็เช่นเดียวกัน”
วิธีฆ่าของพระพุทธเจ้าก็คือไม่สอน จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้โปรดคนทุกคน ไม่ได้สอนคนทุกประเภท เช่นเดียวกันในที่ทำงานของเรา ถ้าเราใช้ทุกวิธีแล้วยังไงก็ไม่ได้ผลก็ต้องใช้วิธีฆ่า ในความหมายที่ว่า ปล่อยเขาไป
7. รู้สึกไม่ดีกับใครสักคนที่ทำงาน แก้ไขอย่างไร เวลาที่เรารู้สึกไม่ดีกับใครสักคน เราต้องทำเช่นไรจึงจะแก้ความรู้สึกที่ไม่ดีนี้ได้
วิธีที่ 1 ผู้เขียนมองว่าเวลาเรารู้สึกไม่ดีกับใครสักคน เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า ทำไมเราจึงรู้สึกไม่ดีต่อเขา วิธีนี้เรียกว่าเป็นการพิจารณาดูรากแก้วของความโกรธหรือความขัดแย้ง
คนทั่วไปเวลารู้สึกไม่ดี เราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของความรู้สึกไม่ดีนั้นอย่างไม่ทันได้คิด แต่ผู้เขียนจะแนะนำว่าเราต้องถามตัวเองก่อนว่า อะไรคือสาเหตุที่แท้จริง พินิจพิจารณาดูเมื่อเราลองพิจารณาดูแล้วก็ลองตามหา สมุทัย คือ สาเหตุ ตามไปแล้วเมื่อพบก็หาวิธีแก้ไขต่อไป
วิธีที่ 2 ก็อาจจะลองใช้วิธีเอาวัตถุสิ่งของลองให้เขาดู เพื่อเป็นการแบ่งปันน้ำใจ คนเราเมื่อได้รับการให้ เช่น นำเอาสิ่งของ อาหารอร่อย สิ่งของที่เขาโปรดปรานไปให้เขา เขาก็ต้องรู้สึกดีต่อเรา เพราะเขารู้สึกดีต่อเรา ลมแห่งความขัดแย้งก็จะคลี่คลายไประดับหนึ่ง
วิธีที่ 3 ถ้ายังไม่ดี ต่อไปก็แผ่เมตตา
วิธีที่ 4 แผ่เมตตาก็ยังไม่ดี ต่อไปก็ลองเปลี่ยน
สถานที่ทำงานดู แล้วออกมาจากความขัดแย้ง ดูว่ามันจะดีไม่ดี ถ้ามันยังไม่ดี ก็ใช้วิธีที่สูงขึ้นไปเรื่อย สุดท้ายใช้วิธีที่เรียกว่า ไล่ต้นตอแห่งความขัดแย้ง นั่นก็คือ เจริญสมาธิภาวนา จนไม่เหลือภาวะที่เรียกว่า ตัวกูของกู เพราะไม่มีตัวกูของกูแล้ว ก็จะกลายเป็นคนเล็กคนน้อย พร้อมที่จะประสานกับใครก็ได้
ทําตัวเหมือนน้ําอยู่ได้ในทุกภาชนะ แต่ก็ไม่สูญเสียความเป็นน้ำ
พอทําได้อย่างนี้แล้วก็เรียกว่า อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ทํางานใหญ่ ๆ โดยที่เป็นคนเล็ก ๆ ก็ได้ ทํางานแล้วประสบ ความสําเร็จโดยที่ไม่ต้องออกนอกหน้าก็ได้ อยู่ข้างหลังก็ได้ ถ้าเราทําสําเร็จตามวิธีทั้งหมดผู้เขียนเชื่อว่า ไม่ เพียงแต่จะทําให้การงานของเราราบรื่น การใช้ชีวิตก็ราบรื่น ขึ้นมาด้วยเพราะว่า ชีวิตก็คือการทํางาน การทํางานก็คือ การใช้ชีวิต เราไม่สามารถแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้
8. รับมือกับคนชอบนินทาในที่ทํางานอย่างไรดีจริงๆ แล้วคนที่ชอบนินทาเขาเรียกว่า “ฆ้องปากแตก” วิธีที่จะรับมือกับคนประเภทนี้คือ หนึ่ง ถ้ามันไม่จริงก็ชี้แจง สอง ชี้แจงแล้วถ้ามันไม่ดีเราก็แผ่เมตตา การแผ่เมตตาแล้ว มันไม่ดีเราก็วางเฉย เพราะว่าความดีนั้นจะรักษาผู้ประพฤติดี
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ธมฺโม ทเว รกฺขติ ธมฺมจารี ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ยกตัวอย่างเช่น พระพุทธเจ้าท่านถูกกล่าวหาว่ามี ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับนางสุนทริกา พระพุทธเจ้าไม่เคยเปิดแถลงข่าว แต่พระองค์ก็ปล่อยให้เหตุการณ์มัน เผยตัวของมันเอง ในที่สุดเมื่อความจริงปรากฏตัวออกมา คนก็รู้ว่าพระองค์ไม่ได้ทําเหมือนกรณีของนางจิณจมาณวิกา ที่ถึงกับแสร้งทําตัวตั้งครรภ์กับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ก็ไม่ได้แก้ข่าว แต่จะรอให้วันเวลาเปิดเผยความจริง
เพราะฉะนั้น ถ้าเราชัดเจนว่าตัวของเรานี้ไม่มีความผิด ถึงแม้จะถูกนินทา เขาจะนินทาเราอย่างไรก็ตาม ถ้าเราชัดเจนว่าดีจริงๆ ก็ขอให้ชัดเจนอยู่ในความดีนั้น ความดีนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ทัศนคติของคนอาจจะเปลี่ยนแปลง ถ้าเราดีจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องกลัว ท่านพุทธทาสพูด มาคําหนึ่งที่ผู้เขียนประทับใจมาก ท่านบอกว่า การรักษา ชื่อเสียงเป็นเรื่องของคนเขลา ก็คนเขลาจะห่วงแต่ชื่อเสียงของเขา ส่วนคนที่ดีจริงเขาจะไม่กังวลเรื่องการรักษาชื่อเสียง
เพราะว่าความดีมันจะดูแลตัวของมันเอง ดังนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย จึงไม่ควรหวั่นไหวกับโลกธรรม ในมงคลสูตรจะมีคําอยู่คําหนึ่ง ท่านบอกว่า ถูกโลกกระทําแล้ว จิตไม่หวั่นไหว เราเป็นชาวพุทธควรจะรู้ล่วงหน้าว่า คนทุกคนจะถูกนินทาแน่นอน ทีนี้เมื่อถูกนินทาแล้ว ก็ให้ใช้วิธีแก้ดังที่กล่าวมา อาจจะแก้ข่าวก่อน แก้ข่าวแล้ว แผ่เมตตา แผ่เมตตาแล้วยังช่วยไม่ได้ก็วางเฉย ให้ความดี ดูแลตัวมันเอง
9. อยู่ในสังคมที่รู้จักกับคนเยอะๆ ถ้าเกิดไปทางไหน ก็มีแต่คนซุบซิบนินทา ตรงนี้เราจะทํางานไม่สนุกแล้วเกิดภาวะที่กดดันควรทําอย่างไร
ผู้เขียนเชื่อว่า การที่เราเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเรา ยังไม่ได้นําเอาธรรมะมาใช้ ถ้าเรานําเอาธรรมะมาใช้ จะ ทําให้จิตใจของเราร่มเย็น สุดท้ายเรื่องก็จะเงียบไปเอง เคยมีคนไปด่าพระพุทธเจ้า พระอานนท์บอกให้ท่านหนี พระองค์บอกว่า เหตุเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น เพราะเกิน 7 วันไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ทุกอย่างมันก็เงียบไปเอง
คนเราเวลาทําอะไรก็ตามถ้ามันมีปฏิกิริยาตอบรับ เขาจะทําต่อ เด็กที่ร้องไห้แล้วแม่กลับมาดูแลอย่างดี เด็กก็จะเห็นว่าใช้วิธีนี้ได้ผล ต่อไปอยากได้อะไรก็ร้องไห้ทุกครั้ง แม่ก็ต้องเข้ามาดูแล แต่ถ้าแม่เฉยได้ก็จะเงียบ
เพราะฉะนั้น หลักจิตวิทยาข้อนี้นํามาใช้ได้เช่นเดียว กัน ถ้าเราถูกเขานินทา ถูกเขาว่า แล้วเราเต้นไปตามเพลง ที่เขาเป็นผู้กําหนดเขาก็ได้ใจ แล้วเขาก็ใช้วิธีนี้ตลอด แต่ถ้า เราเงียบ เราเฉยสุดท้ายเขาก็เลิกไปเอง ขอให้เชื่อมั่นว่าไม่มีฝนที่ไหนที่ตกตลอดคืน พายุจะไม่พัดตลอดวัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ
10. เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ในเมื่อเราให้ใจเขาไปแล้ว เขาก็จะใส่หน้ากากเข้าหาเราหรือเปล่า หรือว่าจริงใจกับเราไหม
ผู้เขียนคิดว่า เราทําในส่วนของเราให้ดีที่สุด ในส่วน ของเขา ถ้าเขาไม่ดีมันเป็นความบกพร่องของเขา สมมติ 7 วันไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบ ทุกอย่างมันก็เงียบไปเอง
คนเราเวลาทำอะไรก็ตามถ้ามันมีปฏิกิริยาตอบรับ เขาจะทำต่อ เด็กที่ร้องไห้แล้วแม่กลับมาดูแลอย่างดี เด็กก็จะเห็นว่าใช้วิธีนี้ได้ผล ต่อไปอยากได้อะไรก็ร้องไห้ทุกครั้ง แม่ก็ต้องเข้ามาดูแล แต่ถ้าแม่เฉยได้ก็จะเงียบ
เพราะฉะนั้น หลักจิตวิทยาข้อนี้นำมาใช้ได้เช่นเดียวกัน ถ้าเราถูกเขานินทา ถูกเขาว่า แล้วเราเต้นไปตามเพลงที่เขาเป็นผู้กำหนดเขาก็ได้ใจ แล้วเขาก็ใช้วิธีนี้ตลอด แต่ถ้าเราเงียบ เราเฉยสุดท้ายเขาก็เลิกไปเอง ขอให้เชื่อมั่นว่าไม่มีฝนที่ไหนที่ตกตลอดคืน พายุจะไม่พัดตลอดวัน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ
10. เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ในเมื่อเราให้ใจเขาไปแล้ว
เขาก็จะใส่หน้ากากเข้าหาเราหรือเปล่า หรือว่าจริงใจกับเราไหม
ผู้เขียนคิดว่า เราทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด ในส่วน
ของเขา ถ้าเขาไม่ดีมันเป็นความบกพร่องของเขา สมมติว่า เราจัดสำรับกับข้าวให้ใครคนใดคนหนึ่ง แล้วการที่เขาไม่รับประทานมันเป็นความผิดของเราหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ เป็นเรื่องของเขา
เพราะฉะนั้น ในส่วนของเรา เราทำให้ดีที่สุด แล้ว
ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวในส่วนของผู้อื่น ถ้าเราดีอยู่แล้ว เขาไม่ดี ความไม่ดีนั้นก็เป็นเรื่องของเขา ความดีนั้นเป็นเรื่องของเรา เราต้องจัดการเราให้ดีที่สุด
นักปราชญ์ท่านหนึ่งบอกว่า มีมุมมุมหนึ่งที่เรา
สามารถเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด มุมนั้นก็คือตัวของเราเอง
คนส่วนใหญ่ชอบที่จะไปจัดการให้คนอื่น ชอบที่จะเปลี่ยนแปลงให้คนอื่น ชอบให้คนอื่นเป็นอย่างนั้น อยากให้คนอื่นเป็นอย่างนี้ แต่นักปราชญ์ทั้งหลายท่านบอกว่า เปลี่ยนแปลงตัวเองดีกว่าพยามเปลี่ยนแปลงคนอื่น เพราะว่าถ้าเราพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่น ถ้าเขาไม่เห็นด้วยก็จะกลายเป็นศัตรูกัน บางทีเราเสียเวลาไปกับตรงนั้นมากมาย
แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วก็สามารถกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้ดั่งใจ
เราจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าเวลาไปที่ไหนก็ตาม เวลา
สอนพระองค์ก็สอนไป คนไหนฟังพระองค์ก็สอนต่อ ถ้าไม่ฟังพระองค์ก็ทิ้ง เพราะฉะนั้น บางครั้งเราอาจจะต้องบอกกับตัวเองว่าจะไม่เสียเวลากับคนทั้งโลก ต้องปล่อยไปบ้าง
__________________________