สารคดีประวัติศาสตร์ M10 Booker เมื่อโปรเจกต์หมื่นล้านต้องกลายเป็นเศษเหล็ก
1. ปัญหายุทธศาสตร์และที่มาของโครงการ
กองทัพบกสหรัฐฯ ประสบปัญหา "ช่องว่างแห่งอานุภาพการยิง" (Firepower Gap) ในกองพลทหารราบเบา (IBCT) มานานกว่า 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่ปลดประจำการรถถังเบา M551 Sheridan ไปในปี 1997 ทำให้ทหารราบขาดอาวุธสนับสนุนที่หนักพอจะทำลายบังเกอร์หรือยานเกราะข้าศึกในพื้นที่ที่รถถังหลักอย่าง M1 Abrams เข้าไม่ถึง โครงการ Mobile Protected Firepower (MPF) จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อสร้าง "ปืนใหญ่จู่โจม" ที่คล่องตัวและส่งกำลังทางอากาศได้
2. ประวัติศาสตร์ความล้มเหลวที่ซ้ำซาก
M10 Booker ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรก แต่เป็นปลายทางของโครงการที่ล้มเหลวในอดีต ตั้งแต่ M551 Sheridan ที่เกราะบางและระบบปืนมีปัญหา, M8 AGS (Buford) ที่ถูกยกเลิกเพราะงบประมาณในปี 1997 และ Stryker MGS ยานเกราะล้อยางที่มีปัญหาเรื่องระบบบรรจุกระสุนและแรงสะท้อนถอยหลังจนต้องปลดระวางในปี 2022 สะท้อนให้เห็นถึงความยากในการสร้างอาวุธที่ "เบาพอจะทิ้งร่มแต่แรงเท่ารถถังหลัก"
3. กำเนิดและอัตลักษณ์ของ M10 Booker
ในปี 2022 บริษัท General Dynamics (GDLS) ชนะการประมูลด้วยแพลตฟอร์มดัดแปลงจากรถเกราะ ASCOD 2 ของยุโรป โดยตั้งชื่อว่า "M10 Booker" เพื่อเป็นเกียรติแก่วีรบุรุษสงครามสองท่าน อย่างไรก็ตาม กองทัพปฏิเสธที่จะเรียกมันว่า "รถถังเบา" แต่ใช้คำว่า "ยานเกราะสนับสนุนทหารราบ" เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บังคับหน่วยนำมันไปปะทะกับรถถังหลักของข้าศึกโดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเสียเนื่องจากเกราะที่บางกว่า
4. รายละเอียดทางเทคนิคและงบประมาณ
M10 ใช้ปืนใหญ่ M35 ขนาด 105 มม. และยก "ระบบสมอง" หรือระบบควบคุมการยิงมาจากรถถัง M1A2 SEPv3 ทำให้พลประจำรถไม่ต้องฝึกใหม่และซ่อมบำรุงง่ายในเชิงระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ความล้ำสมัยนี้ทำให้ราคาต่อหน่วยพุ่งสูงถึง 12.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแพงกว่ารถถังหลักบางรุ่นเสียอีก
5. ยุทธวิธีและข้อจำกัดในสนามรบ
ในทางปฏิบัติ M10 ถูกวางตัวเป็น "ผู้เปิดประตู" ในสงครามเมือง โดยใช้ปืนใหญ่ถล่มอาคารแทนการใช้ทหารราบเข้าเคลียร์พื้นที่ แต่ต้องมีทหารราบคอยคุ้มกันปีก (Wingmen Concept) เพราะตัวรถมีจุดบอดและเกราะไม่หนาพอ นอกจากนี้ยังมีภาระด้านการส่งกำลังบำรุง (เชื้อเพลิงและกระสุน) ที่หนักเกินกว่าที่หน่วยทหารราบเบาจะรับไหวในระยะยาว
6. วิกฤตน้ำหนักและปัญหาการผาสิทธิซ่อมบำรุง
ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ "ภาวะน้ำหนักเกิน" โดยตัวรถหนักถึง 42 ตัน (เท่ากับรถถัง T-72) ทำให้ไม่สามารถทิ้งร่มจากเครื่องบิน C-130 ได้ตามแผนเดิม และเครื่องบิน C-17 ก็บรรทุกได้น้อยลง ซ้ำร้ายยังมีปัญหาเรื่อง "สิทธิในการซ่อมบำรุง" (Right to Repair) ที่กองทัพถูกผูกขาดสัญญาโดยบริษัทผู้ผลิต ทำให้ช่างเทคนิคของกองทัพไม่สามารถซ่อมแซมเองในสนามรบได้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงร้ายแรงทางยุทธศาสตร์
7. การยกเลิกโครงการและบทเรียนสู่อนาคต
ในเดือนพฤษภาคม 2025 กองทัพบกสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกโครงการ M10 Booker อย่างถาวร เพื่อนำงบประมาณไปใช้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI และโดรน ซึ่งมีประสิทธิภาพและราคาถูกกว่าในสมรภูมิยุคใหม่ บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่ายุทโธปกรณ์ที่พยายามจะเป็นทุกอย่าง (Universal) มักจะไร้ประสิทธิภาพในสถานการณ์จริง และ "ความยืดหยุ่น" ในการปรับตัวสำคัญกว่าความหนาของเกราะเหล็ก
สารคดีประวัติศาสตร์ M10 Booker เมื่อโปรเจกต์หมื่นล้านต้องกลายเป็นเศษเหล็ก
กองทัพบกสหรัฐฯ ประสบปัญหา "ช่องว่างแห่งอานุภาพการยิง" (Firepower Gap) ในกองพลทหารราบเบา (IBCT) มานานกว่า 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่ปลดประจำการรถถังเบา M551 Sheridan ไปในปี 1997 ทำให้ทหารราบขาดอาวุธสนับสนุนที่หนักพอจะทำลายบังเกอร์หรือยานเกราะข้าศึกในพื้นที่ที่รถถังหลักอย่าง M1 Abrams เข้าไม่ถึง โครงการ Mobile Protected Firepower (MPF) จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อสร้าง "ปืนใหญ่จู่โจม" ที่คล่องตัวและส่งกำลังทางอากาศได้
2. ประวัติศาสตร์ความล้มเหลวที่ซ้ำซาก
M10 Booker ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรก แต่เป็นปลายทางของโครงการที่ล้มเหลวในอดีต ตั้งแต่ M551 Sheridan ที่เกราะบางและระบบปืนมีปัญหา, M8 AGS (Buford) ที่ถูกยกเลิกเพราะงบประมาณในปี 1997 และ Stryker MGS ยานเกราะล้อยางที่มีปัญหาเรื่องระบบบรรจุกระสุนและแรงสะท้อนถอยหลังจนต้องปลดระวางในปี 2022 สะท้อนให้เห็นถึงความยากในการสร้างอาวุธที่ "เบาพอจะทิ้งร่มแต่แรงเท่ารถถังหลัก"
3. กำเนิดและอัตลักษณ์ของ M10 Booker
ในปี 2022 บริษัท General Dynamics (GDLS) ชนะการประมูลด้วยแพลตฟอร์มดัดแปลงจากรถเกราะ ASCOD 2 ของยุโรป โดยตั้งชื่อว่า "M10 Booker" เพื่อเป็นเกียรติแก่วีรบุรุษสงครามสองท่าน อย่างไรก็ตาม กองทัพปฏิเสธที่จะเรียกมันว่า "รถถังเบา" แต่ใช้คำว่า "ยานเกราะสนับสนุนทหารราบ" เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บังคับหน่วยนำมันไปปะทะกับรถถังหลักของข้าศึกโดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดความสูญเสียเนื่องจากเกราะที่บางกว่า
4. รายละเอียดทางเทคนิคและงบประมาณ
M10 ใช้ปืนใหญ่ M35 ขนาด 105 มม. และยก "ระบบสมอง" หรือระบบควบคุมการยิงมาจากรถถัง M1A2 SEPv3 ทำให้พลประจำรถไม่ต้องฝึกใหม่และซ่อมบำรุงง่ายในเชิงระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ความล้ำสมัยนี้ทำให้ราคาต่อหน่วยพุ่งสูงถึง 12.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแพงกว่ารถถังหลักบางรุ่นเสียอีก
5. ยุทธวิธีและข้อจำกัดในสนามรบ
ในทางปฏิบัติ M10 ถูกวางตัวเป็น "ผู้เปิดประตู" ในสงครามเมือง โดยใช้ปืนใหญ่ถล่มอาคารแทนการใช้ทหารราบเข้าเคลียร์พื้นที่ แต่ต้องมีทหารราบคอยคุ้มกันปีก (Wingmen Concept) เพราะตัวรถมีจุดบอดและเกราะไม่หนาพอ นอกจากนี้ยังมีภาระด้านการส่งกำลังบำรุง (เชื้อเพลิงและกระสุน) ที่หนักเกินกว่าที่หน่วยทหารราบเบาจะรับไหวในระยะยาว
6. วิกฤตน้ำหนักและปัญหาการผาสิทธิซ่อมบำรุง
ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ "ภาวะน้ำหนักเกิน" โดยตัวรถหนักถึง 42 ตัน (เท่ากับรถถัง T-72) ทำให้ไม่สามารถทิ้งร่มจากเครื่องบิน C-130 ได้ตามแผนเดิม และเครื่องบิน C-17 ก็บรรทุกได้น้อยลง ซ้ำร้ายยังมีปัญหาเรื่อง "สิทธิในการซ่อมบำรุง" (Right to Repair) ที่กองทัพถูกผูกขาดสัญญาโดยบริษัทผู้ผลิต ทำให้ช่างเทคนิคของกองทัพไม่สามารถซ่อมแซมเองในสนามรบได้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงร้ายแรงทางยุทธศาสตร์
7. การยกเลิกโครงการและบทเรียนสู่อนาคต
ในเดือนพฤษภาคม 2025 กองทัพบกสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกโครงการ M10 Booker อย่างถาวร เพื่อนำงบประมาณไปใช้กับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI และโดรน ซึ่งมีประสิทธิภาพและราคาถูกกว่าในสมรภูมิยุคใหม่ บทเรียนนี้สอนให้รู้ว่ายุทโธปกรณ์ที่พยายามจะเป็นทุกอย่าง (Universal) มักจะไร้ประสิทธิภาพในสถานการณ์จริง และ "ความยืดหยุ่น" ในการปรับตัวสำคัญกว่าความหนาของเกราะเหล็ก