ประวัติศาสตร์ยานเกราะล้อยาง M1126 Stryker ของกองทัพสหรัฐฯ สู่กองทัพบกไทย

1. ปูมหลังและแนวคิดการกำเนิด
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 กองทัพบกสหรัฐฯ ประสบปัญหา "ช่องว่างทางยุทธศาสตร์" ระหว่างยานเกราะหนักที่ทรงพลังแต่เชื่องช้า (Abrams, Bradley) กับยานเกราะเบาที่รวดเร็วแต่เปราะบาง (Humvee) นายพลเอริก ชินเซกิ จึงผลักดันวิสัยทัศน์การสร้างกองพลน้อย "น้ำหนักปานกลาง" ที่สามารถเคลื่อนย้ายทางอากาศด้วยเครื่องบิน C-130 ไปทั่วโลกได้ภายใน 96 ชั่วโมง จนนำมาสู่การเลือกใช้ยานเกราะล้อยางตระกูล LAV III ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า "สไตรเกอร์" เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารกล้าสองนายผู้ได้รับเหรียญ Medal of Honor
2. โครงสร้างวิศวกรรมและสมรรถนะ
สไตรเกอร์โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน 8x8 ขุมพลังเครื่องยนต์ Caterpillar 350 แรงม้า ทำความเร็วบนถนนได้สูงถึง 100 กม./ชม. มีเทคโนโลยีเด่นคือระบบ CTIS ที่ปรับแรงดันลมยางอัตโนมัติได้ 3 โหมดตามสภาพภูมิประเทศ (ทางเรียบ, ทางขรุขระ, และเหตุฉุกเฉิน) นอกจากนี้ยังมีระบบกู้ซ่อมในตัว ทั้งการใช้กว้านดึงตัวเองหรือการใช้เหล็กลากจูงระหว่างรถในหน่วย
3. ระบบป้องกันและอำนาจการยิง
ตัวถังทำจากเหล็กกล้าความแข็งสูง เสริมด้วยเกราะเซรามิกป้องกันกระสุน 14.5 มม. ได้รอบคัน ด้านอาวุธใช้ป้อมปืนรีโมต CROWS ที่พลยิงควบคุมผ่านจอยสติ๊กจากภายในรถอย่างปลอดภัย สามารถติดตั้งได้ทั้งปืนกลหนักและเครื่องยิงลูกระเบิด รวมถึงรุ่นอัปเกรด CROWS-J ที่ติดตั้งจรวดนำวิถี Javelin เพื่อทำลายรถถังหลักได้ในระยะ 2.5 กิโลเมตร
4. บทเรียนและการปรับตัวจากสนามรบจริง
สมรภูมิอิรักและอัฟกานิสถานคือจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียง "รถแท็กซี่ในสนามรบ" สไตรเกอร์ได้พิสูจน์ความได้เปรียบเรื่องความเงียบและความคล่องตัวในเขตเมือง แต่ก็ต้องปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ด้วยการติดตั้งเกราะลูกกรง (Slat Armor) และการพัฒนาตัวถังแบบ Double V-Hull (DVH) ที่ช่วยเบี่ยงแรงระเบิดออกด้านข้าง ซึ่งช่วยรักษาชีวิตกำลังพลได้มหาศาล
5. ความหลากหลายของตระกูลสไตรเกอร์
สไตรเกอร์ถูกออกแบบเป็น "ครอบครัวยานเกราะ" ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันแต่ปรับเปลี่ยนหน้าที่ได้ถึง 10 รูปแบบ เช่น รุ่นลำเลียงพล (ICV), รุ่นลาดตระเวน (RV), รุ่นเครื่องยิงลูกระเบิด (MC), รุ่นพยาบาล (MEV), และรุ่นพิฆาตรถถัง (ATGM) แนวคิดนี้ช่วยลดภาระด้านการซ่อมบำรุงและการฝึกอบรมได้อย่างมาก
6. บทบาทในกองทัพบกไทย
ไทยเป็นประเทศเดียวนอกสหรัฐฯ ที่ใช้งานสไตรเกอร์มาตรฐานเดียวกับกองทัพบกสหรัฐฯ (ได้รับมอบในปี 2562) โดยมีการนำมาปรับใช้ในกรมทหารราบที่ 112 เน้นความเร็วและการทำงานร่วมกันระหว่างทหารราบดินกับยานเกราะ กำลังพลไทยชื่นชอบในเรื่องความนุ่มนวลของช่วงล่าง ความกว้างขวางของห้องโดยสารที่ใช้ประชุมวางแผนงานได้ และความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงาน
7. อนาคตและวิวัฒนาการสู่ยุคใหม่
ปัจจุบันมีการพัฒนาสู่มาตรฐาน Stryker A1 ที่มีเครื่องยนต์แรงขึ้นเป็น 450 แรงม้า และรุ่น Dragoon ที่ติดปืนใหญ่ 30 มม. นอกจากนี้ยังก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีอนาคตด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ M-SHORAD และการทดลองใช้ "เลเซอร์พลังงานสูง" (DE M-SHORAD) ขนาด 50 กิโลวัตต์ เพื่อทำลายโดรนและจรวด รวมถึงแนวคิดการใช้เครื่องยนต์ไฮบริดเพื่อให้ปฏิบัติการได้เงียบสงัดยิ่งขึ้น
ประวัติศาสตร์ยานเกราะล้อยาง M1126 Stryker ของกองทัพสหรัฐฯ สู่กองทัพบกไทย
1. ปูมหลังและแนวคิดการกำเนิด
ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 กองทัพบกสหรัฐฯ ประสบปัญหา "ช่องว่างทางยุทธศาสตร์" ระหว่างยานเกราะหนักที่ทรงพลังแต่เชื่องช้า (Abrams, Bradley) กับยานเกราะเบาที่รวดเร็วแต่เปราะบาง (Humvee) นายพลเอริก ชินเซกิ จึงผลักดันวิสัยทัศน์การสร้างกองพลน้อย "น้ำหนักปานกลาง" ที่สามารถเคลื่อนย้ายทางอากาศด้วยเครื่องบิน C-130 ไปทั่วโลกได้ภายใน 96 ชั่วโมง จนนำมาสู่การเลือกใช้ยานเกราะล้อยางตระกูล LAV III ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า "สไตรเกอร์" เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารกล้าสองนายผู้ได้รับเหรียญ Medal of Honor
2. โครงสร้างวิศวกรรมและสมรรถนะ
สไตรเกอร์โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อน 8x8 ขุมพลังเครื่องยนต์ Caterpillar 350 แรงม้า ทำความเร็วบนถนนได้สูงถึง 100 กม./ชม. มีเทคโนโลยีเด่นคือระบบ CTIS ที่ปรับแรงดันลมยางอัตโนมัติได้ 3 โหมดตามสภาพภูมิประเทศ (ทางเรียบ, ทางขรุขระ, และเหตุฉุกเฉิน) นอกจากนี้ยังมีระบบกู้ซ่อมในตัว ทั้งการใช้กว้านดึงตัวเองหรือการใช้เหล็กลากจูงระหว่างรถในหน่วย
3. ระบบป้องกันและอำนาจการยิง
ตัวถังทำจากเหล็กกล้าความแข็งสูง เสริมด้วยเกราะเซรามิกป้องกันกระสุน 14.5 มม. ได้รอบคัน ด้านอาวุธใช้ป้อมปืนรีโมต CROWS ที่พลยิงควบคุมผ่านจอยสติ๊กจากภายในรถอย่างปลอดภัย สามารถติดตั้งได้ทั้งปืนกลหนักและเครื่องยิงลูกระเบิด รวมถึงรุ่นอัปเกรด CROWS-J ที่ติดตั้งจรวดนำวิถี Javelin เพื่อทำลายรถถังหลักได้ในระยะ 2.5 กิโลเมตร
4. บทเรียนและการปรับตัวจากสนามรบจริง
สมรภูมิอิรักและอัฟกานิสถานคือจุดเปลี่ยนสำคัญ จากเดิมที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียง "รถแท็กซี่ในสนามรบ" สไตรเกอร์ได้พิสูจน์ความได้เปรียบเรื่องความเงียบและความคล่องตัวในเขตเมือง แต่ก็ต้องปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับระเบิดแสวงเครื่อง (IED) ด้วยการติดตั้งเกราะลูกกรง (Slat Armor) และการพัฒนาตัวถังแบบ Double V-Hull (DVH) ที่ช่วยเบี่ยงแรงระเบิดออกด้านข้าง ซึ่งช่วยรักษาชีวิตกำลังพลได้มหาศาล
5. ความหลากหลายของตระกูลสไตรเกอร์
สไตรเกอร์ถูกออกแบบเป็น "ครอบครัวยานเกราะ" ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันแต่ปรับเปลี่ยนหน้าที่ได้ถึง 10 รูปแบบ เช่น รุ่นลำเลียงพล (ICV), รุ่นลาดตระเวน (RV), รุ่นเครื่องยิงลูกระเบิด (MC), รุ่นพยาบาล (MEV), และรุ่นพิฆาตรถถัง (ATGM) แนวคิดนี้ช่วยลดภาระด้านการซ่อมบำรุงและการฝึกอบรมได้อย่างมาก
6. บทบาทในกองทัพบกไทย
ไทยเป็นประเทศเดียวนอกสหรัฐฯ ที่ใช้งานสไตรเกอร์มาตรฐานเดียวกับกองทัพบกสหรัฐฯ (ได้รับมอบในปี 2562) โดยมีการนำมาปรับใช้ในกรมทหารราบที่ 112 เน้นความเร็วและการทำงานร่วมกันระหว่างทหารราบดินกับยานเกราะ กำลังพลไทยชื่นชอบในเรื่องความนุ่มนวลของช่วงล่าง ความกว้างขวางของห้องโดยสารที่ใช้ประชุมวางแผนงานได้ และความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงาน
7. อนาคตและวิวัฒนาการสู่ยุคใหม่
ปัจจุบันมีการพัฒนาสู่มาตรฐาน Stryker A1 ที่มีเครื่องยนต์แรงขึ้นเป็น 450 แรงม้า และรุ่น Dragoon ที่ติดปืนใหญ่ 30 มม. นอกจากนี้ยังก้าวเข้าสู่เทคโนโลยีอนาคตด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ M-SHORAD และการทดลองใช้ "เลเซอร์พลังงานสูง" (DE M-SHORAD) ขนาด 50 กิโลวัตต์ เพื่อทำลายโดรนและจรวด รวมถึงแนวคิดการใช้เครื่องยนต์ไฮบริดเพื่อให้ปฏิบัติการได้เงียบสงัดยิ่งขึ้น