อนาคตของชาติ วัดได้จาก "คนที่ถูกผลักดัน" หรือ "คนที่ถูกกดหัว"



ความเจริญของประเทศไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือ ผลลัพธ์ของเจตจำนงทางการเมือง หากเราต้องการดูว่าประเทศไหนมีอนาคต ให้เลิกดูที่ตัวเลข GDP ชั่วคราว แล้วหันไปมองว่า "คนรุ่นใหม่" ในประเทศนั้นได้รับโอกาสแบบไหน และผู้นำของพวกเขามีแนวคิดอย่างไรต่อความเปลี่ยนแปลง

วิสัยทัศน์แบบ "สนับสนุนอนาคต" (The Future-Forward Leader)
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือทัศนคติของ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อวงการคริปโตเคอร์เรนซี (Crypto) แม้เขาจะยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า "ผมไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย" แต่สิ่งที่ทำให้เขาสร้างความแตกต่างคือการรับฟัง
เขาเลือกที่จะเชื่อในศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่เดินมาบอกเขาว่า "สิ่งนี้ดีต่อเราและประเทศ" การสนับสนุนคริปโตจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันคือ การส่งสัญญาณว่ารัฐพร้อมจะโอบรับนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาเป็นคนนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าในอนาคต ผู้นำแบบนี้มองว่า "ความสำเร็จของเด็ก คือความเจริญของชาติ"

โครงสร้างแบบ "โจรครองเมือง" (The Kleptocratic Structure)
ในทางตรงกันข้าม ประเทศที่ติดอยู่ในบ่วงความล้าหลังมักมีโครงสร้างที่รวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน ผู้นำและนักการเมืองมักมีที่มาที่คลุมเครือ มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอิทธิพลมืด หรือที่เรียกกันว่า "แนวคิดโจร"
1. ความยุติธรรมที่บิดเบี้ยว เมื่อหลักยุติธรรมที่เป็นเสาหลักสุดท้าย กลับยอม "กราบ" หรือสยบยอมให้กับผู้มีอิทธิพลจนกลายเป็นเครื่องมือฟอกขาว ความเชื่อมั่นของประชาชนจะพังทลาย
2. การกีดกันคนเก่ง ในระบบแบบนี้ คนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพจะถูกมองว่าเป็น "ภัยคุกคาม" ต่ออำนาจเก่า พวกเขาจะถูกปิดกั้นโอกาส และสุดท้ายสมองไหลออกนอกประเทศ

บทสรุป
การมองว่าประเทศจะเจริญหรือไม่​
1. มองที่ผู้นำ เขากล้าสนับสนุนสิ่งที่เขาอาจไม่เข้าใจ แต่เป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังหรือไม่?
2. มองที่โครงสร้าง กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รับใช้ "ความถูกต้อง" หรือรับใช้ "พวกพ้อง"?
"ถ้าเราเห็นโจรครองเมือง และเห็นความยุติธรรมพ่ายแพ้ต่ออำนาจมืด การโหยหาความเจริญก็เป็นได้เพียงแค่ความเพ้อฝัน"
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่