เส้นแบ่งระหว่างอาชญากรกับเทวดาคืออะไรครับ

ยุคต้มยำกุ้ง เรามักจะพูดถึง ROE นักธุรกิจมักถามกันว่า บริษัทคุณ ROE เท่าไหร่
หลังต้มยำกุ้ง เรามักจะเตือนกันว่า บริษัทไม่ได้ล้มเพราะ Asset แต่เพราะขาด Cash
ช่วงปฏิวัติรัฐประหาร เรามักคุยกันว่า P/E ที่ดี น่าซื้อไม่ควรเกิน 20
ช่วงซับไพร์ม เรารู้จักคำว่า CDO (Collateralized Debt Obligation)
หลังซับไพร์ม เรามักพูดคำว่า QE (Quantitative easing) หรือ การอัดฉีดเงิน
ช่วง Cobid-19 เรามักพูดคำว่า เงินสำรองของกิจการควรมีมากกว่า 2 ปี
หลัง Covid-19 เรามักพูดถึง เม็ดเงินจากการท่องเที่ยว ที่กระจายรายได้ดีและไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

ช่วงเลือกตั้งเรามักพูดถึง การพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า ควรจะให้รวยๆๆ (ไม่ควรมีคนจน)

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนด้อยปัญญา มุ่งไปที่หัวใจหรือรากเหง้า ของปัญหาเสียทีเดียว
ควรจะทำความเข้าใจภาพรวมด้วย ว่าเรื่องนั้นๆ จริงๆแล้วเราทำไปเพื่ออะไร มีบริบทอย่างไร

ทั้งสุภาษิตไทยและจีนมักมีคำกล่าวว่า "ทรัพย์สิน เงินทอง เป็นของนอกกาย"
และยังมีคำกล่าวอีกว่า "ลาภ ยศ สรรเสริญ ย่อมมีเจริญขึ้นและเสื่อมลงเป็นธรรมดา"

คำถามคือว่า "ไม่ใช่ว่าเราดูเหมือนอะไร สำคัญกว่าเรารักษาไว้ซึงอะไร"

มีเจ้าสัวท่านนึงพูดว่า "สุขภาพ เป็นของเราเอง เงินทอง เป็นของคนอื่น อำนาจ เป็นเรื่องชั่วคราว ชื่อเสียง ติดตัวเราไปตลอดกาล

ทำไม เราต้องเลือกระบอบทุนนิยม ทำไมเราต้องคุยกันเรื่องเงิน ไม่สำคัญเท่าวันนี้คุณออกกำลังกายแล้วหรือยัง
ไม่ใช่ซิ วันนี้คุณดูแลคนที่คุณรักแล้วหรือยัง (เช่น ตัวเองเป็นต้น).


ผู้อำนาจเช่น กษัตริย์ บางท่านก็เป็น Monarchy บางท่าน ก็เฉกเช่น เตมีย์โพธิสัตว์
คือผมอยากทราบว่า เส้นแบ่งบางๆระหว่างเทวดาชั้นดุสิตกับอเวจีมหานรก มีอะไรมาคั่นสำหรับ ท่านผู้มีอำนาจ
หรืออำนาจนั้นเป็นเครื่องชี้ชัดให้เห็นถึงความปรีชาสามารถหรือแม้แต่ความผิดพลาดเล็กๆให้เห็นชัดเจนขึ้นถึงสติปัญญา
ของผู้มีอำนาจนั้น

ว่าแต่วันนี้ เรามีความเห็นขัดแย้งกันเรื่องอะไรบ้างครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่