ทำไมตลาดกุ้งไทย ถึงมีน้อยลง ปัจจัยโครงสร้างหลักคืออะไร

สถานการณ์ตลาดกุ้งไทยในปัจจุบัน (ปี 2026) กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญครับ จากเดิมที่เคยเป็น "แชมป์โลก" ด้วยยอดผลิตกว่า 600,000 ตันในปี 2554 ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียงประมาณ 270,000-300,000 ตันเท่านั้น
ปัจจัยโครงสร้างหลักที่ทำให้ผลผลิตและส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลง มีดังนี้ครับ:
1. วิกฤตโรคระบาดเรื้อรัง (Chronic Disease)
นี่คือสาเหตุที่ฉุดรั้งอุตสาหกรรมกุ้งไทยมานานกว่าทศวรรษ แม้โรค EMS (Early Mortality Syndrome) จะเบาบางลง แต่ยังมีโรคอื่นๆ รุมเร้า เช่น:
* โรคขี้ขาว (WFS) และ ตัวแดงดวงขาว (WSSV)
* ทำให้กุ้ง "ไม่โต" และมีอัตราการรอดต่ำ เกษตรกรจึงต้องรีบจับกุ้งก่อนกำหนด (กุ้งไซซ์เล็ก) เพื่อลดความเสี่ยง ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตโดยรวมลดลง
2. ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าคู่แข่ง (Cost Competitiveness)
ไทยเสียเปรียบด้านต้นทุนอย่างมากเมื่อเทียบกับ เอกวาดอร์ และ อินเดีย:
* ต้นทุนอาหารและพลังงาน: วัตถุดิบอาหารกุ้ง (เช่น กากถั่วเหลือง) ส่วนใหญ่ต้องนำเข้า และค่าไฟฟ้าในไทยสูงกว่าคู่แข่ง
* ค่าแรง: ต้นทุนแรงงานของไทยสูงกว่าเวียดนามและอินเดีย ทำให้ราคากุ้ง "ปากบ่อ" ของไทยสูงกว่าคู่แข่งในขนาดตัวที่เท่ากัน
* รูปแบบการเลี้ยง: คู่แข่งอย่างเอกวาดอร์เน้นการเลี้ยงแบบ "ความหนาแน่นต่ำ" ในพื้นที่ขนาดใหญ่ ทำให้จัดการโรคได้ง่ายและต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าการเลี้ยงแบบหนาแน่นสูงของไทย
3. มาตรการทางการค้าและกำแพงภาษี (Trade Barriers)
* การตัดสิทธิ GSP: ไทยสูญเสียสิทธิพิเศษทางภาษีในตลาดสหภาพยุโรป (EU) ทำให้ส่งออกไปยุโรปได้ยากขึ้นมาก
* นโยบาย Trump 2.0 (Reciprocal Tariffs): ในปี 2025-2026 ไทยต้องรับมือกับกำแพงภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (ประมาณ 19%) ซึ่งแม้จะต่ำกว่าบางประเทศ แต่ก็ยังเป็นภาระต้นทุนที่ทำให้กุ้งไทยสู้ด้านราคาได้ยากในตลาดโลก
ตารางเปรียบเทียบจุดแข็ง-จุดอ่อนของกุ้งไทยในปี 2026
| ปัจจัย | สถานการณ์ของไทย | สถานการณ์คู่แข่ง (เอกวาดอร์/อินเดีย) |
|---|---|---|
| ต้นทุนการผลิต | สูง (ค่าแรง, อาหาร, พลังงาน) | ต่ำ (พื้นที่กว้าง, ค่าแรงถูก) |
| ความสะอาด/มาตรฐาน | ดีเยี่ยม (สารตกค้างน้อยมาก) | ปานกลาง (มักเจอปัญหายาปฏิชีวนะ) |
| การแปรรูป | แปรรูปขั้นสูง (Value-added) | เน้นกุ้งสดแช่แข็ง (Commodity) |
| โรคระบาด | ยังมีการสะสมของโรคในพื้นที่เดิม | พื้นที่ใหม่ โรคน้อยกว่า |
โอกาสในปี 2026: "แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์"
แม้โครงสร้างจะดูเสียเปรียบ แต่ในปี 2026 มีโอกาสสำคัญคือ สหรัฐฯ เก็บภาษีกุ้งจากอินเดียและเวียดนามสูงกว่า 60% ขณะที่ไทยเสียเพียง 19% ทำให้กุ้งไทยมีโอกาสชิงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมา หากสามารถแก้ปัญหา "โรคระบาด" และเพิ่มปริมาณผลผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการได้
> ข้อสังเกต: ปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มหันมาเลี้ยง กุ้งกุลาดำ มากขึ้น เนื่องจากสายพันธุ์เริ่มเสถียรและทนทานต่อโรคได้ดีกว่ากุ้งขาวในบางพื้นที่
>

คำถาม

อีกปัจจัยนึงคือผู้คนหันมาบริโภค อาหารอย่างอื่น เช่น เซลม่อลหรืออาหารทะเลอย่างอื่นมากขึ้นใช่มั้ย

คำตอบ

ใช่เลยครับ นี่คือปัจจัยด้าน "การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค" (Shift in Consumer Preference) ที่สำคัญมาก โดยเฉพาะในตลาดในประเทศและกลุ่มคนรุ่นใหม่ครับ
การที่คนหันไปหา "แซลมอน" หรืออาหารทะเลชนิดอื่น ไม่ใช่แค่เรื่องของความอร่อย แต่มีเหตุผลเชิงโครงสร้างซ่อนอยู่ ดังนี้ครับ:
1. แซลมอนกลายเป็น "อาหารมาตรฐาน" ที่เข้าถึงง่าย
* การขยายตัวของร้านอาหารญี่ปุ่น: ปัจจุบันร้านซูชิและบุฟเฟต์ญี่ปุ่นกระจายตัวไปถึงระดับชุมชน ทำให้แซลมอนกลายเป็นโปรตีนหลักที่คนไทยคุ้นเคยเทียบเท่าหรือมากกว่ากุ้งในบางมื้อ
* ความสะดวก (Ready-to-Eat): แซลมอนนอร์เวย์มีการทำตลาดเก่งมาก ปัจจุบันมีขายในรูปแบบแล่พร้อมทานในร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) หรือซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งกุ้งสดแช่เย็นยังทำได้ไม่สะดวกเท่า (กุ้งมักต้องนำไปปรุงสุกก่อน)
* สถิติปี 2025-2026: ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำเข้าแซลมอนและเทราต์รายใหญ่อันดับ 2 ของเอเชีย (รองจากจีน) โดยยอดนำเข้าโตขึ้นกว่า 50% ในช่วงปีที่ผ่านมา
2. ภาพลักษณ์เรื่อง "สุขภาพ" และ "ความคุ้มค่า"
* Value for Money: ในมุมมองของผู้บริโภค การสั่งเมนูกุ้งในร้านอาหารมักจะได้ปริมาณที่ดูน้อยเมื่อเทียบกับราคา หรือต้องแกะเปลือกให้วุ่นวาย ขณะที่แซลมอนหรือปลาเนื้อขาวให้ความรู้สึก "คุ้มค่า" และ "ทานง่าย" กว่า
* Trend สุขภาพ: แซลมอนถูกชูจุดเด่นเรื่อง Omega-3 และไขมันดี ขณะที่กุ้งมักจะถูกกังวลเรื่องคอเลสเตอรอล (แม้ปัจจุบันจะมีงานวิจัยว่าคอเลสเตอรอลในกุ้งไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด แต่ภาพจำของผู้บริโภคยังเปลี่ยนได้ช้า)
3. สินค้าทดแทนอื่น ๆ (Substitute Products)
นอกจากแซลมอนแล้ว ยังมีคู่แข่งอื่นที่แย่งส่วนแบ่งจากกุ้งไป:
* ปลาเนื้อขาว (Pangasius/Tilapia): นำเข้าจากเวียดนามในราคาที่ถูกมาก ถูกนำไปใช้ในร้านอาหารและอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งแทนที่เนื้อกุ้งในบางเมนู
* Plant-based Seafood: แม้จะยังเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) แต่ในต่างประเทศและไทยเริ่มมี "กุ้งจากพืช" เข้ามาแทรกแซงตลาดสำหรับกลุ่มคนรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
4. ปัญหาเรื่อง "ราคา" ที่ผันผวน
กุ้งไทยมีราคาสูงขึ้นตามต้นทุนการเลี้ยง (อาหารสัตว์/ค่าไฟ) ทำให้ร้านอาหารหลายแห่งเลือก "ลดสัดส่วน" ของกุ้งในเมนูลง แล้วเพิ่มอย่างอื่นเข้าไปแทนเพื่อรักษาเพดานราคาอาหารไว้
สรุปภาพรวม:
ตลาดกุ้งไทยจึงถูกบีบจาก 2 ทางครับ:
* ด้านการผลิต: สู้ต้นทุนเอกวาดอร์/อินเดียลำบาก
* ด้านการตลาด: ถูกแซลมอนและปลาชนิดอื่นแย่ง "พื้นที่ในจาน" ของผู้บริโภค
ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมกุ้งไทย:
ตอนนี้ไทยพยายามปรับตัวไปทำ "กุ้งพร้อมทาน" (Ready-to-eat) หรือกุ้งแปรรูปขั้นสูงที่แซลมอนเลียนแบบได้ยาก เพื่อดึงส่วนแบ่งตลาดกลับมาครับ

คำถาม

ถ้าเรานำกุ้งไทยไปเปิดตลาด อาหรับ เช่นดูไป หรือ ประเทศ ต่างๆ

คำตอบ

การนำกุ้งไทยไปบุกตลาด อาหรับ (โดยเฉพาะกลุ่ม GCC อย่างดูไบ/UAE, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์) ในปี 2026 ถือเป็นกลยุทธ์ที่ "มาถูกทาง" และ "ถูกจังหวะ" มากครับ เพราะตลาดนี้มีกำลังซื้อสูงและกำลังเปิดรับสินค้าไทยอย่างเต็มที่
นี่คือวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จและสิ่งที่คุณต้องเตรียมตัวครับ:
1. โอกาสทอง (Why Now?)
* ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯ: หลังจากฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต การส่งออกสินค้าประมงไปซาอุฯ เติบโตแบบก้าวกระโดด และซาอุฯ กำลังกลายเป็น "Hub" กระจายสินค้าในภูมิภาค
* High Purchasing Power: ผู้บริโภคในดูไบหรือโดฮาไม่ได้มองแค่ "ราคาถูก" แต่มองหา "คุณภาพและภาพลักษณ์" ซึ่งกุ้งไทยมีชื่อเสียงด้านความสะอาดและมาตรฐานความปลอดภัยเหนือกว่าคู่แข่งอย่างอินเดีย
* Tourism & Expat: ดูไบมีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ (Expat) มหาศาล ซึ่งคุ้นเคยกับอาหารไทย (Tom Yum Goong เป็นเมนูแม่เหล็ก) ทำให้ความต้องการกุ้งคุณภาพดีในโรงแรมและร้านอาหารมีสูงมาก
2. "กุญแจสำคัญ" ในการเจาะตลาดอาหรับ
หากจะส่งกุ้งไปที่นั่น คุณต้องมี 3 อย่างนี้ครับ:
* มาตรฐาน Halal (สำคัญที่สุด): แม้กุ้งจะเป็นสัตว์น้ำที่ทานได้ตามหลักศาสนา แต่ "กระบวนการผลิต" และ "สารปรุงรส" (ในกรณีแปรรูป) ต้องได้รับรองฮาลาลที่น่าเชื่อถือและเป็นสากล
* Premium Positioning: อย่าไปแข่ง "สงครามราคา" กับกุ้งอินเดียหรือเอกวาดอร์ในตลาดล่าง แต่ให้ขายความเป็น "Premium Thai Shrimp" เน้นความหวานของเนื้อ การคัดไซซ์ที่แม่นยำ และบรรจุภัณฑ์ที่หรูหรา
* Sustainability & Traceability: คนรวยในตะวันออกกลางเริ่มให้ความสำคัญกับที่มาของอาหาร (ESG) หากคุณพิสูจน์ได้ว่ากุ้งไทยตัวนี้ "เลี้ยงแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม" และ "ตรวจสอบย้อนกลับได้" จะอัปราคาได้สูงมาก
3. สินค้าที่ "ตอบโจทย์" ตลาดอาหรับปี 2026
ในเมืองที่เร่งรีบอย่างดูไบ สินค้ากุ้งที่น่าจะรุ่งคือ:
* กุ้งขาว (Vannamei) แบบแกะเปลือกไว้หาง (PTO): สำหรับเชฟในโรงแรม 5 ดาว
* กุ้งกุลาดำ (Black Tiger): ตลาดอาหรับชอบกุ้งตัวใหญ่ สีสวย เนื้อแน่น ซึ่งกุ้งกุลาดำไทยเป็นที่ต้องการมากในเมนูย่าง (Grilled Prawns)
* Ready-to-Cook (ฮาลาล): กุ้งหมักซอส ต้มยำกุ้งแช่แข็ง หรือกุ้งพันหมี่ ที่นำไปเข้าหม้อทอดไร้น้ำมันได้ทันที ตอบโจทย์ Lifestyle คนเมืองในดูไบ
4. อุปสรรคที่ต้องระวัง
* Logistics & Cold Chain: การขนส่งไปตะวันออกกลางต้องใช้ระบบทำความเย็นที่เสถียรมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่นั่นร้อนจัด หากระบบจัดการไม่ดี คุณภาพกุ้งจะดรอปลงทันที
* คู่แข่งจองพื้นที่: ปัจจุบัน เวียดนาม เริ่มเข้าไปทำตลาดกุ้งแปรรูปในซาอุฯ และ UAE หนักมาก ไทยต้องชูจุดเด่นเรื่อง "รสชาติอาหารไทยที่แท้จริง" เข้าสู้
ตารางสรุป: กลยุทธ์กุ้งไทยในตลาดอาหรับ
| กลุ่มเป้าหมาย | ประเภทสินค้าที่แนะนำ | จุดขาย (Selling Point) |
|---|---|---|
| โรงแรม/ร้านอาหารหรู | กุ้งกุลาดำไซซ์ยักษ์ (สดแช่แข็ง) | ความใหญ่, เนื้อแน่น, พรีเมียม |
| ซูเปอร์มาร์เก็ตพรีเมียม | กุ้งขาวแกะเปลือกแช่แข็ง (IQF) | ความสะดวก, มาตรฐานความสะอาด |
| กลุ่มวัยทำงาน/คนรุ่นใหม่ | กุ้งแปรรูปพร้อมปรุง (Halal Certified) | รสชาติไทยแท้ (Authentic Thai), สะดวก |
ก้าวต่อไปที่คุณสามารถทำได้:
หากคุณสนใจเปิดตลาดนี้จริงๆ ผมแนะนำให้ลองเช็ก รายชื่อผู้นำเข้าอาหารใน UAE หรือเข้าร่วมงานเทรดโชว์อย่าง Gulfood ที่ดูไบ (จัดทุกปีช่วงกุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่