🔴 สรุป 3 บทเรียนการเงิน จากเคสเงินเดือน 50,000 หนี้บัตรเครดิตหลักล้าน 💳🪪

ไม่กี่วันมานี้ เพจเฟซบุ๊กรับแก้หนี้ชื่อดัง ได้โพสต์จำนวนยอดหนี้ของหนึ่งในผู้ที่มาปรึกษา ซึ่งทำให้เกิดการพูดถึงกันในโลกออนไลน์  เพราะเจ้าของเคสคนนี้ มีเงินเดือน 52,000 บาทต่อเดือน แต่กลับมีรายการหนี้ยาวเหยียดที่รวมกันได้ประมาณ 3 ก้อน ได้แก่
- หนี้บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด รวมกันประมาณ 1,000,000 บาท ที่ค้างจ่ายตั้งแต่ 2 ถึง 4 เดือน
- สินเชื่อส่วนบุคคล รวมกันประมาณ 1,200,000 บาท
- สินเชื่อบ้านแลกเงินและหนี้บ้านที่ยังผ่อนไม่หมด รวมกันประมาณ 2,800,000 บาท
รวมกันได้ประมาณ 5,000,000 บาท หรือคิดเป็นเกือบ 100 เท่าของเงินเดือนเลย
.
ถ้าหากเราสงสัยว่าอะไรที่ทำให้คนหนึ่งคนก่อหนี้ได้มหาศาลแบบนี้ แล้วมีอะไรที่เราจะสามารถเรียนรู้เพื่อไม่ให้เราตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันบ้าง ?
1. เครดิตดีกลายเป็นกับดักก่อหนี้เกินตัว
แน่นอนว่าพนักงานประจำที่มีเงินเข้าบัญชีเดือนละ 50,000 บาททุกเดือน ย่อมเป็นที่หมายปองของสถาบันการเงินต่าง ๆ ในการจะดึงมาเป็นลูกค้า เพราะมีความเสี่ยงที่จะเบี้ยวหนี้ต่ำ จากการมีรายได้สูงอย่างสม่ำเสมอ การที่คนแบบนี้จะได้วงเงินในการก่อหนี้ถึงหลักล้านแม้จะมีเงินเดือนหลักหมื่น จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป  เช่น ถ้าคำนวณจาก อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ประมาณ 50% คนที่มีเงินเดือน 50,000 บาท และไม่มีหนี้สิน จะผ่อนบ้านได้สูงสุดเดือนละ 50,000 x 50% = 25,000 บาท ซึ่งเมื่อนำยอดผ่อนบ้านได้สูงสุด มาคูณกับอัตราส่วนวงเงินกู้ซื้อบ้านโดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 150 เท่า ก็หมายความว่าคนเงินเดือน 50,000 บาท จะยื่นกู้ซื้อบ้านได้สูงสุดถึง 25,000 x 150 = 3,750,000 บาท แบบสบาย ๆ  
.
ทีนี้เมื่อพูดถึงบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ส่วนใหญ่ในหนึ่งใบเต็มที่ก็คงได้วงเงินแค่หลักแสน แต่ถ้าเรามีบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดหลายใบ เมื่อรูดใช้จนเต็มแล้วรวมยอดหนี้กันเข้าไป ก็สามารถกลายเป็นหลักล้านได้เช่นกัน
ถึงแม้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. จะกำหนดเกณฑ์ในการขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งบัตรกดเงินสดก็นับเป็นหนึ่งในนั้น
.
สำหรับคนที่มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน จะถูกจำกัดให้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้แค่ 3 ราย และมีวงเงินกู้สูงสุดแค่ประมาณ 1.5 เท่าของรายได้ แต่สำหรับคนที่รายได้มากกว่า 30,000 บาทต่อเดือนนั้น ทาง ธปท. ไม่ได้ระบุไว้ว่าสามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ไม่เกินกี่ราย และมีวงเงินกู้ได้สูงสุดถึง 5 เท่าของรายได้  เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่มีรายได้สูงระดับ 50,000 บาทขึ้นไปแบบนี้ ก็สามารถยื่นเปิดบัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดหลาย ๆ ใบ จากหลากหลายสถาบันการเงินพร้อมกันได้เลย และส่วนใหญ่จะได้รับอนุมัติแทบทุกใบด้วย เพราะในตอนนั้นเครดิตยังคงดูดี เพราะเครดิตบูโรที่เป็นผู้บันทึกบัญชีสินเชื่อที่ได้รับการอนุมัติ และประวัติการชำระหนี้ จะได้รับการอัปเดตข้อมูลจากสถาบันการเงิน เพียงแค่เดือนละครั้งเท่านั้น ถึงตรงนี้เราก็จะได้วงเงินจากบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดรวมกันมากมาย จนกลายเป็นภาพลวงตาว่าเรามีความมั่งคั่งมหาศาลให้ดึงมาใช้จ่ายก่อน จนกระทั่งถึงตอนใบแจ้งยอดของบัตรแต่ละใบออกมา และทำให้เรารู้ว่าหนี้ที่ต้องจ่ายทั้งหมดในเดือนนี้ กำลังจะกัดกินเงินเดือนที่มีจนแทบไม่เหลือแล้ว..
.
2. กู้หนี้มาโปะหนี้ วิธีแก้ปัญหาที่ต้องระวัง
เมื่อการหารายได้เพิ่มเป็นเรื่องยาก การกู้ยืมเงินมาเพื่อปิดหนี้ที่มีอยู่ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางออก เพราะถ้าสังเกตในยอดหนี้ของเจ้าของเคส จะมีสินเชื่อบ้านแลกเงิน ประมาณ 2,000,000 บาท ซึ่งโดยปกติสินเชื่อบ้านแลกเงิน จะถูกใช้รวมหนี้เล็ก ๆ แต่ดอกเบี้ยสูงจำนวนมาก ให้กลายเป็นหนี้ก้อนเดียว ที่จะมีระยะเวลาผ่อนนาน แถมดอกเบี้ยถูกกว่าบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด  
.
อย่างไรก็ตาม แม้หนี้เก่าจะถูกปิดไป แต่ถ้าไม่ยอมปิดบัตรที่เคยใช้ ก็เหมือนเปิดประตูไว้ให้ตัวเองกลับไปก่อหนี้แบบเดิมซ้ำ ๆ กลายเป็นวังวนแห่งหนี้ที่พอจ่ายหนี้อย่างหนึ่งไม่ได้ ก็ต้องไปกู้หนี้อย่างอื่นมาจ่ายใหม่อีก วนไปแบบนี้เรื่อย ๆ จนสุดท้ายยอดหนี้บัตรเครดิตก็ไม่ได้หายไปไหน แถมยังมียอดหนี้แบบใหม่อย่างสินเชื่อบ้านแลกเงินมาเพิ่มแทน
.
3. ยิ่งค้างชำระนานเท่าไร หนี้ยิ่งทบต้นไปมากกว่าเดิม
ถ้าดอกเบี้ยทบต้นจากการลงทุนหรือฝากเงิน ทำให้ความมั่งคั่งของเราเติบโตขึ้นได้ตามเวลาที่ผ่านพ้นไปฉันใด ดอกเบี้ยทบต้นจากเงินกู้ ก็จะทำให้ยอดหนี้ของเราเติบโตขึ้นได้ฉันนั้น ทำให้เมื่อเราค้างชำระหนี้บัตรเครดิต จนต้องเจอกับดอกเบี้ยบัตรเครดิตประมาณ 16% ต่อปี หรือดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดที่สูงสุดได้ถึง 25% ต่อปี หนี้ของเราก็จะพอกพูนขึ้นไปเรื่อย ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
.
ถ้ายังไม่เห็นภาพ สมมติว่าเราค้างชำระหนี้บัตรเครดิต 100,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่แม้แต่จะจ่ายขั้นต่ำเลย ยอดหนี้ของเราในแต่ละเดือนจะเติบโตตามนี้
• ดอกเบี้ยเดือนที่ 1 = (100,000 x 16% x 30) / 365 = 1,315.06 บาท
ยอดหนี้เดือนแรก อยู่ที่ 101,315.06 บาท
-----------
• ดอกเบี้ยเดือนที่ 2 = (101,315.06 x 16% x 30) / 365 = 1,332.36 บาท
ยอดหนี้เดือนที่ 2 อยู่ที่ 102,647.42 บาท
-----------
• ดอกเบี้ยเดือนที่ 3 = (102,647.42 x 16% x 30) / 365 = 1,349.88 บาท
ยอดหนี้เดือนที่ 3 อยู่ที่ 103,997.30 บาท
-----------
จะเห็นได้ว่า ขนาดดอกเบี้ยบัตรเครดิตที่อยู่ที่ 16% ต่อปี ยังทำให้ยอดหนี้เพิ่มขึ้นเดือนละประมาณ 1,300 บาท จากยอดหนี้ 100,000 บาท แบบนี้ ไม่ต้องคิดเลยว่า ดอกเบี้ยบัตรกดเงินสดที่สูงถึง 25% ต่อปี จะทำให้ยอดหนี้ต่อเดือนเพิ่มขึ้นเร็วขนาดไหน ทำให้การค้างชำระ ชำระช้า หรือแม้แต่จ่ายขั้นต่ำ ที่ไม่ทำให้หนี้หมดไปในทีเดียว จึงเป็นสิ่งที่เราไม่ควรทำ ถ้าหากมีบัตรเครดิตอยู่ในมือ
.
สรุปแล้ว เรื่องราวนี้ก็ให้บทเรียนกับเราว่า เครดิตที่ดีและวงเงินที่มีในบัตรเครดิต ไม่ใช่สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป ถ้าเราใช้อย่างไม่ระมัดระวัง เพราะการใช้ช่องโหว่ของสถาบันการเงิน ในการเปิดบัตรเครดิตหลายใบ จะย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง ถ้าหากใช้เงินเกินตัว จนต้องหมุนบัตรนั้นมาโปะบัตรนี้ หรือกู้หนี้มาปิด แต่ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรม
.
สุดท้าย ประโยคคำเตือนง่าย ๆ ที่หลายคนมักจะมองข้ามเวลาเปิดบัตรเครดิตอย่าง “ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี” จึงเป็นสิ่งที่เราควรท่องจำให้ขึ้นใจ ก่อนจะเปิดบัตรเครดิตทุกใบ รวมไปถึงการเช็กด้วยว่า ตอนนี้เรามีหนี้ที่ต้องจ่ายแต่ละเดือน เมื่อหารกับเงินเดือนแล้ว เกินกว่า 40% หรือยัง เพื่อไม่ให้เราต้องจมกองหนี้จนหาทางออกไม่ได้ จนเงินเดือนมากมายก็ละลายหายไปกับภูเขาหนี้ที่นับวันมีแต่จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ..

(Theenuch_Team Money Talk 4)
CR🔽
รูป : SCB
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ความคิดเห็นจาก Expert Account
ความคิดเห็นที่ 8
ตอนนี้คนเริ่มมีความรู้ในการบิดหนี้แบบถูกกฏหมาย หรือ ใช้ช่องโหว่ของกฏหมายได้มากขึ้นละครับ

หลายๆ เคส ล้มละลายกันสวยๆ สมัยก่อนคนกลัวจะตาย กลัวเสียหน้า เสียเครดิตนู่นนี่ พยายามเต็มที่ ผ่อนทุกอย่างจนไม่ไหว ก็ล้มอยู่ดี

เรียกได้ว่า คนตั้งใจผ่อนหนี้ >> ตายแบบโดนกลบทับ
ส่วนคนที่ตั้งใจล้มบนฟูก >> แกล้งตาย สักพักก็วิ่งต่อได้

อย่างล่าสุดเลยที่เห็นมา เคสติดหนี้หลายสิบล้าน บ้าน รถ กิจการ บัตรเครดิต สินเชื่อ ทุกอย่าง บิดหมด พร้อมล้ม แต่ดึงเกม รอแบงค์ฟ้อง แบงค์ก็ไม่ฟ้องสักที กะว่าถ้าฟ้องเดี๋ยวเค้าล้มเร็วไป จะกลับมาเร็วรึไงไม่รู้ เลยดึงเกมไว้ ส่วนทางลูกหนี้ ปล่อยจอย ไม่จ่ายอะไรเลย บ้านอยู่ฟรี ไม่ผ่อน รถปล่อยยึด เครดิตอะไรไม่สนแล้ว แต่ยังเหลือเงิน ก็ไปทำธุรกิจต่อ หานอมินีมาเปิดบริษัทให้ ตัวเองใช้จ่ายเงินสดไป ตอนนี้ผ่านมาแปปเดียว ออกรถได้อีกละ 555 เพราะซือในนามบริษัท

ลองคิดกลับกันถ้าเป็นคนดี ทำงานใช้หนี้จ่ายดอกอย่างเดียว ตายหยังเขียด

โลกนี้มีไว้ให้คนเหลี่ยมจริงๆ คนดีๆ ซื่อสัตย์ ไม่รอด 5555
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่