⁉️❔
เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมเวลาเราไปดิสนีย์แลนด์ ใครยอมจ่ายแพงซื้อ Fast Pass ก็สมควรได้ลัดคิวเล่นก่อน มันดูแฟร์ๆ แบบทุนนิยมใช่ไหม? จ่ายมากได้มาก จ่ายน้อยก็รอไป แต่พอตัดภาพมาที่ "ประเทศ" ที่เราอาศัยอยู่ ทำไมคนชั้นกลางอย่างเราที่จ่ายภาษีโคตรแพง แพงระดับซื้อ Fast Pass ได้สบายๆ แต่กลับต้องมาต่อแถวตากแดดรอรับบริการห่วยๆ จากรัฐเหมือนกับคนที่ไม่ได้จ่าย หรือเผลอๆ แย่กว่าด้วยซ้ำ?
วันนี้ซิสจะมากระชากหน้ากากมายาคตินี้ให้ดูชัดๆ ว่าทำไมความรู้สึก "โดนเอาเปรียบ" ของพวกเราไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง แต่มันคือเรื่องจริงที่เจ็บจนจุกอก
ก่อนอื่นตื่นจากฝันหวานเรื่องความเท่าเทียมก่อนค่ะ ในโลกความจริง รัฐไม่ใช่สวนสนุก และความยุติธรรมไม่ใช่ตั๋วเครื่องเล่นที่เราจะซื้อลัดคิวได้ ถ้าตำรวจหรือศาลทำงานด้วยระบบ Fast Pass ใครจ่ายภาษีเยอะตำรวจไปถึงบ้านก่อน ประเทศคงลุกเป็นไฟแน่ๆ เพราะรากฐานของรัฐคือความเชื่อมั่นว่าทุกคนต้องปลอดภัยเท่ากัน
ภาษีส่วนต่างที่คนรวยจ่ายแพงกว่า มันจึงไม่ใช่ "ค่าตั๋ว VIP" แต่มันคือ "ค่าเบี้ยประกันภัย" (Insurance Premium) ที่คนมีทรัพย์สินเยอะต้องจ่ายเพื่อคุ้มครองความมั่งคั่งของตัวเองไม่ให้โดนปล้นจี้หรือยึดทรัพย์ต่างหาก ยิ่งคุณรวย คุณยิ่งมี "เดิมพัน" ในความสงบเรียบร้อยของประเทศสูงกว่าคนตัวเปล่าเล่าเปลือย รัฐเลยต้องเก็บภาษีคุณแพงกว่าเพื่อเอามาดูแลโครงสร้างพื้นฐานให้ทรัพย์สินคุณปลอดภัย เข้าใจตรงกันนะว่านี่คือหน้าที่ ไม่ใช่การซื้อสิทธิพิเศษ
แต่ความบัดซบจริงๆ มันอยู่ที่ว่า คนที่รับบทหนักที่สุดดันไม่ใช่เศรษฐีหมื่นล้าน แต่คือ 👉🏻 มนุษย์เงินเดือนชนชั้นกลาง นี่แหละค่ะ ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะ The Squeezed Middle หรือไส้กลางของแซนด์วิชที่ถูกบีบจนหน้าเขียว เพราะโครงสร้างภาษีบ้านเรามันออกแบบมาเพื่อล่าเนื้อจากมนุษย์เงินเดือนเป็นหลัก
รายได้จากเงินเดือนคือ สิ่งที่หนีไม่ได้ หลบไม่ได้ สรรพากรรู้ทุกบาททุกสตางค์เพราะหัก ณ ที่จ่าย แต่ลองไปดูพวกคนรวยระดับเจ้าสัวสิคะ รายได้เขามาจาก "สินทรัพย์" (Assets) อย่างกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gains) ในตลาดหลักทรัพย์ที่ ไม่เสียภาษีเลยสักบาท หรือเงินปันผลที่เลือกจ่ายภาษีในอัตราต่ำเตี้ยได้ แถมยังมีบริษัทนิติบุคคลมาช่วยหักค่าใช้จ่ายสารพัด
กลายเป็นว่าคนชั้นกลางที่ทำงานแลกเงินด้วยหยาดเหงื่อ อาจกำลังจ่ายภาษีในอัตราที่แท้จริง (Effective Tax Rate) สูงกว่าเศรษฐีที่นั่งกระดิกเท้าจิบไวน์เสียอีก นี่แหละความอยุติธรรมด่านแรกที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนปล้น
‼️ความเจ็บปวดด่านที่สองคือเรื่องสวัสดิการที่ตอกย้ำว่าเราเป็นลูกเมียน้อยชัดๆ
รัฐมักใช้นโยบายแบบสงเคราะห์คนจน (Means-tested Welfare) ซึ่งขีดเส้นความจนไว้ต่ำมาก จนคนชั้นกลางอย่างเรากลายเป็นพวก
"รวยเกินไปที่จะได้รับความช่วยเหลือ แต่จนเกินไปที่จะหยุดทำงาน"
คุณจะไม่มีวันได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินเยียวยาต่างๆ ก็มักจะหลุดเกณฑ์ตลอด แต่พอถึงเวลาต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนนู่นนี่นั่น รัฐกลับเรียกหาเราเป็นคนแรก!
เราคือคนที่ต้องควักเนื้อจ่ายเพื่ออุ้มชูระบบ แต่พอวิกฤตมาเยือน เรากลับเป็นกลุ่มสุดท้ายที่รัฐจะเหลียวแล เพราะเขาถือว่าเรา "ดูแลตัวเองได้" ทั้งที่ความจริงเราก็เดือนชนเดือนเหมือนกัน
และที่พีคที่สุด ที่ทำให้คนชั้นกลางอยากจะกรีดร้องออกมาคือปรากฏการณ์จ่ายซ้ำซ้อน หรือ Double Payment นี่แหละคือความอัปยศของระบบภาษีบ้านเรา
เราจ่ายภาษีไปแล้วก้อนโต แต่สินค้าสาธารณะที่ได้กลับมามันใช้ไม่ได้จริง โรงพยาบาลรัฐคิวยาวเหยียด โรงเรียนรัฐคุณภาพน่าเป็นห่วง ขนส่งสาธารณะก็ไม่ครอบคลุม สุดท้ายเราเลยต้องกัดฟันควักเงินส่วนตัวจ่ายซ้ำอีกรอบเพื่อซื้อชีวิตที่ดีกว่า
ต้องซื้อประกันสุขภาพเอกชนแพงๆ ต้องส่งลูกเรียนอินเตอร์ ต้องผ่อนรถขับเองเพราะทนเบียดรถเมล์ไม่ไหว มันเหมือนเราจ่ายเงินค่าบุฟเฟต์โรงแรมหรูไปแล้ว (ภาษี) แต่พอเข้าไปในงาน อาหารดันบูดเน่ากินไม่ได้ จนเราต้องควักเงินสั่งข้าวผัดกะเพรามากินเองอีกจาน (บริการเอกชน) ถามจริงๆ ว่าเงินภาษีที่เราจ่ายไปมันระเหยไปไหนหมด?
สุดท้าย อย่าแปลกใจถ้าเสียงบ่นของเราจะไม่มีใครสนใจ เพราะในสมการแห่งอำนาจ ‼️คนชั้นกลางไม่มีตัวตน‼️ ค่ะ
คนจนเขามีจำนวนเสียง (Votes) มหาศาลที่นักการเมืองต้องง้อด้วยประชานิยม ส่วนคนรวยเขามีทุน (Capital) และคอนเนกชันที่ล็อบบี้นโยบายระดับประเทศได้
แต่พวกเราล่ะ?
จำนวนก็ไม่มากพอจะพลิกผลเลือกตั้ง เงินก็ไม่หนาพอจะไปนั่งดีลกับรัฐมนตรี เราเลยกลายเป็น "ของตาย" ทางการเมือง เป็นแค่แบตเตอรี่ก้อนใหญ่ที่รัฐสูบพลังงานไปใช้ขับเคลื่อนประเทศจนหมด แล้วก็ทิ้งขว้างโดยไม่มีใครสนใจจะซ่อมแซม
นี่แหละค่ะคือชะตากรรมของ "เดอะแบก" ที่ชื่อว่าชนชั้นกลาง จ่ายภาษีระดับ Fast Pass แต่ได้คุณภาพชีวิตระดับ Economy ของจริง
Beauty Investor
CR ⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/BeautyInvestor/photos/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A2-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1-%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%87-%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99-%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%81-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%88%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A-vip-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80/1518599306934894/?set=a.538033118324856&http_ref=eyJ0cyI6MTc3MDgxODEyODAwMCwiciI6Imh0dHBzOlwvXC93d3cuZmFjZWJvb2suY29tXC9zaGFyZVwvMUtUTHhhSG10U1wvP21pYmV4dGlkPXd3WElmciJ9
เลิกโลกสวย! ทำไม “ชนชั้นกลาง” ถึงเป็น “เดอะแบก” ที่จ่ายภาษีระดับ VIP แต่ต้องใช้ชีวิตเหมือนขอทานในบ้านตัวเอง?
เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมเวลาเราไปดิสนีย์แลนด์ ใครยอมจ่ายแพงซื้อ Fast Pass ก็สมควรได้ลัดคิวเล่นก่อน มันดูแฟร์ๆ แบบทุนนิยมใช่ไหม? จ่ายมากได้มาก จ่ายน้อยก็รอไป แต่พอตัดภาพมาที่ "ประเทศ" ที่เราอาศัยอยู่ ทำไมคนชั้นกลางอย่างเราที่จ่ายภาษีโคตรแพง แพงระดับซื้อ Fast Pass ได้สบายๆ แต่กลับต้องมาต่อแถวตากแดดรอรับบริการห่วยๆ จากรัฐเหมือนกับคนที่ไม่ได้จ่าย หรือเผลอๆ แย่กว่าด้วยซ้ำ?
วันนี้ซิสจะมากระชากหน้ากากมายาคตินี้ให้ดูชัดๆ ว่าทำไมความรู้สึก "โดนเอาเปรียบ" ของพวกเราไม่ใช่เรื่องคิดไปเอง แต่มันคือเรื่องจริงที่เจ็บจนจุกอก
ก่อนอื่นตื่นจากฝันหวานเรื่องความเท่าเทียมก่อนค่ะ ในโลกความจริง รัฐไม่ใช่สวนสนุก และความยุติธรรมไม่ใช่ตั๋วเครื่องเล่นที่เราจะซื้อลัดคิวได้ ถ้าตำรวจหรือศาลทำงานด้วยระบบ Fast Pass ใครจ่ายภาษีเยอะตำรวจไปถึงบ้านก่อน ประเทศคงลุกเป็นไฟแน่ๆ เพราะรากฐานของรัฐคือความเชื่อมั่นว่าทุกคนต้องปลอดภัยเท่ากัน
ภาษีส่วนต่างที่คนรวยจ่ายแพงกว่า มันจึงไม่ใช่ "ค่าตั๋ว VIP" แต่มันคือ "ค่าเบี้ยประกันภัย" (Insurance Premium) ที่คนมีทรัพย์สินเยอะต้องจ่ายเพื่อคุ้มครองความมั่งคั่งของตัวเองไม่ให้โดนปล้นจี้หรือยึดทรัพย์ต่างหาก ยิ่งคุณรวย คุณยิ่งมี "เดิมพัน" ในความสงบเรียบร้อยของประเทศสูงกว่าคนตัวเปล่าเล่าเปลือย รัฐเลยต้องเก็บภาษีคุณแพงกว่าเพื่อเอามาดูแลโครงสร้างพื้นฐานให้ทรัพย์สินคุณปลอดภัย เข้าใจตรงกันนะว่านี่คือหน้าที่ ไม่ใช่การซื้อสิทธิพิเศษ
แต่ความบัดซบจริงๆ มันอยู่ที่ว่า คนที่รับบทหนักที่สุดดันไม่ใช่เศรษฐีหมื่นล้าน แต่คือ 👉🏻 มนุษย์เงินเดือนชนชั้นกลาง นี่แหละค่ะ ที่กำลังตกอยู่ในสภาวะ The Squeezed Middle หรือไส้กลางของแซนด์วิชที่ถูกบีบจนหน้าเขียว เพราะโครงสร้างภาษีบ้านเรามันออกแบบมาเพื่อล่าเนื้อจากมนุษย์เงินเดือนเป็นหลัก
รายได้จากเงินเดือนคือ สิ่งที่หนีไม่ได้ หลบไม่ได้ สรรพากรรู้ทุกบาททุกสตางค์เพราะหัก ณ ที่จ่าย แต่ลองไปดูพวกคนรวยระดับเจ้าสัวสิคะ รายได้เขามาจาก "สินทรัพย์" (Assets) อย่างกำไรจากการขายหุ้น (Capital Gains) ในตลาดหลักทรัพย์ที่ ไม่เสียภาษีเลยสักบาท หรือเงินปันผลที่เลือกจ่ายภาษีในอัตราต่ำเตี้ยได้ แถมยังมีบริษัทนิติบุคคลมาช่วยหักค่าใช้จ่ายสารพัด
กลายเป็นว่าคนชั้นกลางที่ทำงานแลกเงินด้วยหยาดเหงื่อ อาจกำลังจ่ายภาษีในอัตราที่แท้จริง (Effective Tax Rate) สูงกว่าเศรษฐีที่นั่งกระดิกเท้าจิบไวน์เสียอีก นี่แหละความอยุติธรรมด่านแรกที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนปล้น
‼️ความเจ็บปวดด่านที่สองคือเรื่องสวัสดิการที่ตอกย้ำว่าเราเป็นลูกเมียน้อยชัดๆ
รัฐมักใช้นโยบายแบบสงเคราะห์คนจน (Means-tested Welfare) ซึ่งขีดเส้นความจนไว้ต่ำมาก จนคนชั้นกลางอย่างเรากลายเป็นพวก
"รวยเกินไปที่จะได้รับความช่วยเหลือ แต่จนเกินไปที่จะหยุดทำงาน"
คุณจะไม่มีวันได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เงินเยียวยาต่างๆ ก็มักจะหลุดเกณฑ์ตลอด แต่พอถึงเวลาต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนนู่นนี่นั่น รัฐกลับเรียกหาเราเป็นคนแรก!
เราคือคนที่ต้องควักเนื้อจ่ายเพื่ออุ้มชูระบบ แต่พอวิกฤตมาเยือน เรากลับเป็นกลุ่มสุดท้ายที่รัฐจะเหลียวแล เพราะเขาถือว่าเรา "ดูแลตัวเองได้" ทั้งที่ความจริงเราก็เดือนชนเดือนเหมือนกัน
และที่พีคที่สุด ที่ทำให้คนชั้นกลางอยากจะกรีดร้องออกมาคือปรากฏการณ์จ่ายซ้ำซ้อน หรือ Double Payment นี่แหละคือความอัปยศของระบบภาษีบ้านเรา
เราจ่ายภาษีไปแล้วก้อนโต แต่สินค้าสาธารณะที่ได้กลับมามันใช้ไม่ได้จริง โรงพยาบาลรัฐคิวยาวเหยียด โรงเรียนรัฐคุณภาพน่าเป็นห่วง ขนส่งสาธารณะก็ไม่ครอบคลุม สุดท้ายเราเลยต้องกัดฟันควักเงินส่วนตัวจ่ายซ้ำอีกรอบเพื่อซื้อชีวิตที่ดีกว่า
ต้องซื้อประกันสุขภาพเอกชนแพงๆ ต้องส่งลูกเรียนอินเตอร์ ต้องผ่อนรถขับเองเพราะทนเบียดรถเมล์ไม่ไหว มันเหมือนเราจ่ายเงินค่าบุฟเฟต์โรงแรมหรูไปแล้ว (ภาษี) แต่พอเข้าไปในงาน อาหารดันบูดเน่ากินไม่ได้ จนเราต้องควักเงินสั่งข้าวผัดกะเพรามากินเองอีกจาน (บริการเอกชน) ถามจริงๆ ว่าเงินภาษีที่เราจ่ายไปมันระเหยไปไหนหมด?
สุดท้าย อย่าแปลกใจถ้าเสียงบ่นของเราจะไม่มีใครสนใจ เพราะในสมการแห่งอำนาจ ‼️คนชั้นกลางไม่มีตัวตน‼️ ค่ะ
คนจนเขามีจำนวนเสียง (Votes) มหาศาลที่นักการเมืองต้องง้อด้วยประชานิยม ส่วนคนรวยเขามีทุน (Capital) และคอนเนกชันที่ล็อบบี้นโยบายระดับประเทศได้
แต่พวกเราล่ะ?
จำนวนก็ไม่มากพอจะพลิกผลเลือกตั้ง เงินก็ไม่หนาพอจะไปนั่งดีลกับรัฐมนตรี เราเลยกลายเป็น "ของตาย" ทางการเมือง เป็นแค่แบตเตอรี่ก้อนใหญ่ที่รัฐสูบพลังงานไปใช้ขับเคลื่อนประเทศจนหมด แล้วก็ทิ้งขว้างโดยไม่มีใครสนใจจะซ่อมแซม
นี่แหละค่ะคือชะตากรรมของ "เดอะแบก" ที่ชื่อว่าชนชั้นกลาง จ่ายภาษีระดับ Fast Pass แต่ได้คุณภาพชีวิตระดับ Economy ของจริง
Beauty Investor
CR ⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้