ผมคิดทฤษฎีฟิสืกขึ้นมาหนึ่งทฤษฎีจากการศึกษาด้วยตัวเองอยากให้ช่วยวิจารณ์ครับ ปล ให้เอไอช่วยเรียบเรียงนะครับ
ทฤษฎีการสังเกตเชิงวงกลม
มุมมองเชิงฟิสิกส์ควอนตัมต่อเวลา สสาร และการสังเกต
⸻
1. สมมติฐานเชิงภววิทยา (Ontological Assumption)
กรอบแนวคิดนี้ตั้งสมมติฐานว่า สถานะควอนตัมเป็นสิ่งพื้นฐานทางภววิทยา
ในขณะที่ความเป็นจริงแบบคลาสสิกเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นภายหลัง
ระบบทางฟิสิกส์ดำรงอยู่ในรูปของฟังก์ชันคลื่นซึ่งวิวัฒน์ตามพลวัตเชิงยูนิตารี
จนกระทั่งมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดการแยกสภาพ (decoherence)
⸻
2. การสังเกตในฐานะปฏิสัมพันธ์ทางฟิสิกส์
การสังเกต ไม่ได้หมายถึงการรับรู้ของมนุษย์
แต่หมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อม
การแยกสภาพ (decoherence)
ทำให้สถานะซ้อนทับที่ยังคงเฟสสัมพันธ์กัน
กลายเป็นสถานะผสมเชิงคลาสสิก
โดยเลือกสถานะตัวชี้ (pointer states) ที่มีเสถียรภาพ
โดยไม่จำเป็นต้องอ้างถึงจิตสำนึก
การสังเกต ≡ ปฏิสัมพันธ์ทางฟิสิกส์ที่เพิ่มการพัวพัน (entanglement)
และความซ้ำซ้อนของข้อมูล (information redundancy)
⸻
3. การเกิดขึ้นของสสาร (Emergence of Matter)
สสารไม่ได้ถูกถือว่าเป็นสิ่งพื้นฐานดั้งเดิม
แต่ สสารแบบคลาสสิกเกิดขึ้นจากการกระตุ้นของสนามควอนตัม
ที่ถูกทำให้มีเสถียรภาพโดยกระบวนการแยกสภาพ
สสารที่ดำรงอยู่ได้นาน
สอดคล้องกับสถานะที่มีความซ้ำซ้อนของข้อมูลในสิ่งแวดล้อมสูง
(แนวคิด quantum Darwinism)
⸻
4. เวลาในฐานะโครงสร้างเชิงสถิติที่เกิดขึ้นภายหลัง
เวลาไม่ได้ถูกสมมติให้เป็นมิติพื้นฐานของธรรมชาติ
แต่ถูกนิยามเป็น พารามิเตอร์ของการจัดลำดับ
ซึ่งเกิดจากการสะสมของเหตุการณ์แยกสภาพ
• ไม่มีการแยกสภาพ → ไม่มีลำดับเชิงเวลา
• การแยกสภาพเพิ่มขึ้น → ความเป็นเหตุเป็นผลแบบคลาสสิกเพิ่มขึ้น
ดังนั้น เวลาเกิดขึ้นในเชิงสถิติ
จากการเปลี่ยนผ่านซ้ำ ๆ ระหว่างควอนตัมสู่คลาสสิก
⸻
5. เวลาแบบขึ้นกับผู้สังเกต (Observer-Dependent Temporality)
ระบบย่อยต่าง ๆ
อาจประสบกับ อัตราการไหลของเวลาที่แตกต่างกัน
ขึ้นกับความหนาแน่นของการแยกสภาพในบริเวณนั้น
สิ่งนี้ชี้ว่า
เวลาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะที่
ไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ทั่วทั้งจักรวาล
แม้กระทั่งในระดับที่ลึกกว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพ
⸻
6. จักรวาลเชิงวัฏจักรจากการสูญเสียข้อมูล
เมื่อจักรวาลขยายตัว
การแยกสภาพและการผลิตข้อมูลคลาสสิกจะเพิ่มขึ้น
ในสภาวะที่การกระจายตัวสูงมาก
หรือในช่วงยุบตัวรุนแรง
ความสอดคล้องเชิงควอนตัมอาจกลับมาครอบงำ
และทำให้บันทึกเชิงคลาสสิกถูกลบเลือน
วัฏจักรจักรวาลเกิดขึ้น
เมื่อข้อมูลคลาสสิกที่สะสมไว้
ไม่สามารถเข้าถึงได้ทางฟิสิกส์อีกต่อไป
ส่งผลให้ลำดับเชิงเวลาถูกรีเซ็ต
⸻
7. บทบาทของระบบชีวภาพ
สิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะระบบประสาท
ทำหน้าที่เป็น ตัวขยายการแยกสภาพที่มีประสิทธิภาพสูง
สิ่งมีชีวิตจึงเพิ่มอัตราการสังเกตในเชิงท้องถิ่นอย่างมาก
ชีวิตจึงไม่ใช่สิ่งบังเอิญ
แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับศักยภาพการประมวลผลข้อมูลของจักรวาล
⸻
8. นัยเชิงทดลองที่อาจทดสอบได้
• ระบบระดับเมโสสโคปิกที่ถูกแยกจากสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด
อาจแสดงพฤติกรรมของเวลาที่ผิดปกติ
• อาจตรวจพบแรงหรือการถ่ายโอนพลังงาน
ที่เกิดจากการวัดในลักษณะคล้ายการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น
• เวลาอาจเกิดการแยกสภาพได้
เช่นเดียวกับปริมาณควอนตัมอื่น ๆ
⸻
9. สมมติฐานเชิงคณิตศาสตร์
(เวอร์ชันฟิสิกส์แบบข้อความล้วน / Plain-Text Physics)
⸻
9.1 สถานะควอนตัมและอัตราการแยกสภาพ
ให้สถานะควอนตัมของจักรวาล
อธิบายด้วยเมทริกซ์ความหนาแน่นที่เรียกว่า rho(t)
การเปลี่ยนแปลงของมันประกอบด้วย:
• พลวัตควอนตัมแบบยูนิตารี
ซึ่งถูกกำหนดโดยแฮมิลโทเนียนของระบบ H
• และพจน์การแยกสภาพจากสิ่งแวดล้อม
ซึ่งแทนด้วย L_k
อธิบายเป็นคำพูด:
สถานะควอนตัม rho วิวัฒน์ตามกฎควอนตัมปกติ
แต่ถูกรบกวนอย่างต่อเนื่อง
โดยปฏิสัมพันธ์ที่ไม่อาจย้อนกลับกับสิ่งแวดล้อม
นิยาม อัตราการแยกสภาพเฉพาะที่ Gamma(x,t) ว่าเป็น:
ความแรงรวมของปฏิสัมพันธ์จากสิ่งแวดล้อมทั้งหมด
ที่กระทำต่อระบบ ณ ตำแหน่ง x และเวลา t
⸻
9.2 นิยามของเวลาเชิงเกิดขึ้น
เวลา ไม่ได้ถูกสมมติว่าเป็นสิ่งพื้นฐาน
แต่ให้นิยาม เวลาเชิงเกิดขึ้น tau(x) ว่าเป็น:
ผลสะสมของการแยกสภาพในระดับเฉพาะที่
ตลอดกระบวนการวิวัฒน์ทางฟิสิกส์
อธิบายแบบตรงไปตรงมา:
• เมื่อเกิดการแยกสภาพ → tau เพิ่มขึ้น
• เมื่อการแยกสภาพถูกกดหรือหายไป → tau แทบไม่เปลี่ยนแปลง
ผลที่ตามมา:
• ไม่มีการแยกสภาพ → ไม่มีการไหลของเวลาอย่างมีความหมาย
• การแยกสภาพต่อเนื่อง → เกิดลำดับเวลาแบบคลาสสิกที่เสถียร
⸻
9.3 ความเป็นเหตุเป็นผลในฐานะไล่ระดับของการแยกสภาพ
ความเป็นเหตุเป็นผลแบบคลาสสิก
จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อเวลาเชิงเกิดขึ้นมีทิศทางที่ชัดเจน
อธิบายเป็นคำพูด:
ความเป็นเหตุเป็นผลมีอยู่
เมื่อเวลาเชิงเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทิศทาง
ระหว่างกระบวนการหรือบริเวณต่าง ๆ
นัยสำคัญ:
• หากเหตุการณ์การแยกสภาพไม่สามารถจัดลำดับได้
หรือมีลักษณะสมมาตร → จะไม่เกิดห่วงโซ่เหตุ–ผลแบบคลาสสิก
• แนวคิดเรื่องเวลาแบบสัมบูรณ์
ถูกแทนที่ด้วยการจัดลำดับที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
⸻
9.4 สสารในฐานะตัวดึงดูดของสถานะตัวชี้
สถานะตัวชี้ (pointer states)
คือสถานะควอนตัมที่ยังคงเสถียร
ภายใต้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
นิยามสสารแบบคลาสสิกว่าเป็น:
สถานะควอนตัม
ซึ่งความน่าจะเป็นของมันเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
แม้จะถูกการแยกสภาพกระทำอย่างต่อเนื่อง
การตีความ:
• การแยกสภาพทำหน้าที่คัดเลือกสถานะที่เสถียร
• สสารคือสถานะตัวดึงดูดเหล่านั้น
ที่สามารถอยู่รอดภายใต้การถูกสังเกตจากสิ่งแวดล้อม
⸻
9.5 ความหนาแน่นของการสังเกตและอัตราเวลาเฉพาะที่
นิยาม ความหนาแน่นของการสังเกต Omega(x) ว่าเป็น:
จำนวนเหตุการณ์การแยกสภาพ
ต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร
และต่อหนึ่งหน่วยของกระบวนการวิวัฒน์ทางฟิสิกส์
จากนั้น:
อัตราการไหลของเวลาเฉพาะที่
แปรผันตามความหนาแน่นของการสังเกต
ผลที่ตามมา:
• บริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสูง
จะประสบกับการไหลของเวลาที่เร็วกว่า
• ระบบชีวภาพ โดยเฉพาะสมอง
ขยายความหนาแน่นของการสังเกตได้อย่างมาก
ผ่านการประมวลผลข้อมูลทางประสาท
⸻
9.6 เงื่อนไขของวัฏจักรจักรวาล
นิยาม ข้อมูลคลาสสิกที่เข้าถึงได้ทั้งหมด I(t) ว่าเป็น:
ผลรวมของความหนาแน่นการสังเกต
ทั่วทั้งจักรวาล
การรีเซ็ตเชิงจักรวาลจะเกิดขึ้นเมื่อ:
ข้อมูลคลาสสิกที่เข้าถึงได้
ลดลงจนแทบไม่มีความหมายทางฟิสิกส์
ความหมายเชิงฟิสิกส์:
• บันทึกแบบคลาสสิกถูกลบเลือน
• ลำดับเวลาในระดับจักรวาลพังทลาย
• จักรวาลกลับเข้าสู่สภาวะที่ความสอดคล้องเชิงควอนตัมครอบงำอีกครั้ง
⸻
9.7 ข้ออ้างเชิงคณิตศาสตร์หลัก
(เวอร์ชันย่อ แบบข้อความล้วน)
เวลา ความเป็นเหตุเป็นผล และสสารแบบคลาสสิก
เป็นตัวแปรที่เกิดขึ้นภายหลัง
ซึ่งแปรผันตามการสะสมของการแยกสภาพ
และความซ้ำซ้อนของข้อมูล
ไม่ใช่องค์ประกอบพื้นฐานของปริภูมิเวลา
N. Tawitsang
ผมคิดทฤษฎีฟิสิกขึ้นมาอยากให้ช่วยวิจารณ์ครับ
ทฤษฎีการสังเกตเชิงวงกลม
มุมมองเชิงฟิสิกส์ควอนตัมต่อเวลา สสาร และการสังเกต
⸻
1. สมมติฐานเชิงภววิทยา (Ontological Assumption)
กรอบแนวคิดนี้ตั้งสมมติฐานว่า สถานะควอนตัมเป็นสิ่งพื้นฐานทางภววิทยา
ในขณะที่ความเป็นจริงแบบคลาสสิกเป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นภายหลัง
ระบบทางฟิสิกส์ดำรงอยู่ในรูปของฟังก์ชันคลื่นซึ่งวิวัฒน์ตามพลวัตเชิงยูนิตารี
จนกระทั่งมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้เกิดการแยกสภาพ (decoherence)
⸻
2. การสังเกตในฐานะปฏิสัมพันธ์ทางฟิสิกส์
การสังเกต ไม่ได้หมายถึงการรับรู้ของมนุษย์
แต่หมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ระหว่างระบบกับสิ่งแวดล้อม
การแยกสภาพ (decoherence)
ทำให้สถานะซ้อนทับที่ยังคงเฟสสัมพันธ์กัน
กลายเป็นสถานะผสมเชิงคลาสสิก
โดยเลือกสถานะตัวชี้ (pointer states) ที่มีเสถียรภาพ
โดยไม่จำเป็นต้องอ้างถึงจิตสำนึก
การสังเกต ≡ ปฏิสัมพันธ์ทางฟิสิกส์ที่เพิ่มการพัวพัน (entanglement)
และความซ้ำซ้อนของข้อมูล (information redundancy)
⸻
3. การเกิดขึ้นของสสาร (Emergence of Matter)
สสารไม่ได้ถูกถือว่าเป็นสิ่งพื้นฐานดั้งเดิม
แต่ สสารแบบคลาสสิกเกิดขึ้นจากการกระตุ้นของสนามควอนตัม
ที่ถูกทำให้มีเสถียรภาพโดยกระบวนการแยกสภาพ
สสารที่ดำรงอยู่ได้นาน
สอดคล้องกับสถานะที่มีความซ้ำซ้อนของข้อมูลในสิ่งแวดล้อมสูง
(แนวคิด quantum Darwinism)
⸻
4. เวลาในฐานะโครงสร้างเชิงสถิติที่เกิดขึ้นภายหลัง
เวลาไม่ได้ถูกสมมติให้เป็นมิติพื้นฐานของธรรมชาติ
แต่ถูกนิยามเป็น พารามิเตอร์ของการจัดลำดับ
ซึ่งเกิดจากการสะสมของเหตุการณ์แยกสภาพ
• ไม่มีการแยกสภาพ → ไม่มีลำดับเชิงเวลา
• การแยกสภาพเพิ่มขึ้น → ความเป็นเหตุเป็นผลแบบคลาสสิกเพิ่มขึ้น
ดังนั้น เวลาเกิดขึ้นในเชิงสถิติ
จากการเปลี่ยนผ่านซ้ำ ๆ ระหว่างควอนตัมสู่คลาสสิก
⸻
5. เวลาแบบขึ้นกับผู้สังเกต (Observer-Dependent Temporality)
ระบบย่อยต่าง ๆ
อาจประสบกับ อัตราการไหลของเวลาที่แตกต่างกัน
ขึ้นกับความหนาแน่นของการแยกสภาพในบริเวณนั้น
สิ่งนี้ชี้ว่า
เวลาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะที่
ไม่ใช่สิ่งสัมบูรณ์ทั่วทั้งจักรวาล
แม้กระทั่งในระดับที่ลึกกว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพ
⸻
6. จักรวาลเชิงวัฏจักรจากการสูญเสียข้อมูล
เมื่อจักรวาลขยายตัว
การแยกสภาพและการผลิตข้อมูลคลาสสิกจะเพิ่มขึ้น
ในสภาวะที่การกระจายตัวสูงมาก
หรือในช่วงยุบตัวรุนแรง
ความสอดคล้องเชิงควอนตัมอาจกลับมาครอบงำ
และทำให้บันทึกเชิงคลาสสิกถูกลบเลือน
วัฏจักรจักรวาลเกิดขึ้น
เมื่อข้อมูลคลาสสิกที่สะสมไว้
ไม่สามารถเข้าถึงได้ทางฟิสิกส์อีกต่อไป
ส่งผลให้ลำดับเชิงเวลาถูกรีเซ็ต
⸻
7. บทบาทของระบบชีวภาพ
สิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะระบบประสาท
ทำหน้าที่เป็น ตัวขยายการแยกสภาพที่มีประสิทธิภาพสูง
สิ่งมีชีวิตจึงเพิ่มอัตราการสังเกตในเชิงท้องถิ่นอย่างมาก
ชีวิตจึงไม่ใช่สิ่งบังเอิญ
แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับศักยภาพการประมวลผลข้อมูลของจักรวาล
⸻
8. นัยเชิงทดลองที่อาจทดสอบได้
• ระบบระดับเมโสสโคปิกที่ถูกแยกจากสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด
อาจแสดงพฤติกรรมของเวลาที่ผิดปกติ
• อาจตรวจพบแรงหรือการถ่ายโอนพลังงาน
ที่เกิดจากการวัดในลักษณะคล้ายการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น
• เวลาอาจเกิดการแยกสภาพได้
เช่นเดียวกับปริมาณควอนตัมอื่น ๆ
⸻
9. สมมติฐานเชิงคณิตศาสตร์
(เวอร์ชันฟิสิกส์แบบข้อความล้วน / Plain-Text Physics)
⸻
9.1 สถานะควอนตัมและอัตราการแยกสภาพ
ให้สถานะควอนตัมของจักรวาล
อธิบายด้วยเมทริกซ์ความหนาแน่นที่เรียกว่า rho(t)
การเปลี่ยนแปลงของมันประกอบด้วย:
• พลวัตควอนตัมแบบยูนิตารี
ซึ่งถูกกำหนดโดยแฮมิลโทเนียนของระบบ H
• และพจน์การแยกสภาพจากสิ่งแวดล้อม
ซึ่งแทนด้วย L_k
อธิบายเป็นคำพูด:
สถานะควอนตัม rho วิวัฒน์ตามกฎควอนตัมปกติ
แต่ถูกรบกวนอย่างต่อเนื่อง
โดยปฏิสัมพันธ์ที่ไม่อาจย้อนกลับกับสิ่งแวดล้อม
นิยาม อัตราการแยกสภาพเฉพาะที่ Gamma(x,t) ว่าเป็น:
ความแรงรวมของปฏิสัมพันธ์จากสิ่งแวดล้อมทั้งหมด
ที่กระทำต่อระบบ ณ ตำแหน่ง x และเวลา t
⸻
9.2 นิยามของเวลาเชิงเกิดขึ้น
เวลา ไม่ได้ถูกสมมติว่าเป็นสิ่งพื้นฐาน
แต่ให้นิยาม เวลาเชิงเกิดขึ้น tau(x) ว่าเป็น:
ผลสะสมของการแยกสภาพในระดับเฉพาะที่
ตลอดกระบวนการวิวัฒน์ทางฟิสิกส์
อธิบายแบบตรงไปตรงมา:
• เมื่อเกิดการแยกสภาพ → tau เพิ่มขึ้น
• เมื่อการแยกสภาพถูกกดหรือหายไป → tau แทบไม่เปลี่ยนแปลง
ผลที่ตามมา:
• ไม่มีการแยกสภาพ → ไม่มีการไหลของเวลาอย่างมีความหมาย
• การแยกสภาพต่อเนื่อง → เกิดลำดับเวลาแบบคลาสสิกที่เสถียร
⸻
9.3 ความเป็นเหตุเป็นผลในฐานะไล่ระดับของการแยกสภาพ
ความเป็นเหตุเป็นผลแบบคลาสสิก
จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อเวลาเชิงเกิดขึ้นมีทิศทางที่ชัดเจน
อธิบายเป็นคำพูด:
ความเป็นเหตุเป็นผลมีอยู่
เมื่อเวลาเชิงเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทิศทาง
ระหว่างกระบวนการหรือบริเวณต่าง ๆ
นัยสำคัญ:
• หากเหตุการณ์การแยกสภาพไม่สามารถจัดลำดับได้
หรือมีลักษณะสมมาตร → จะไม่เกิดห่วงโซ่เหตุ–ผลแบบคลาสสิก
• แนวคิดเรื่องเวลาแบบสัมบูรณ์
ถูกแทนที่ด้วยการจัดลำดับที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
⸻
9.4 สสารในฐานะตัวดึงดูดของสถานะตัวชี้
สถานะตัวชี้ (pointer states)
คือสถานะควอนตัมที่ยังคงเสถียร
ภายใต้ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
นิยามสสารแบบคลาสสิกว่าเป็น:
สถานะควอนตัม
ซึ่งความน่าจะเป็นของมันเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
แม้จะถูกการแยกสภาพกระทำอย่างต่อเนื่อง
การตีความ:
• การแยกสภาพทำหน้าที่คัดเลือกสถานะที่เสถียร
• สสารคือสถานะตัวดึงดูดเหล่านั้น
ที่สามารถอยู่รอดภายใต้การถูกสังเกตจากสิ่งแวดล้อม
⸻
9.5 ความหนาแน่นของการสังเกตและอัตราเวลาเฉพาะที่
นิยาม ความหนาแน่นของการสังเกต Omega(x) ว่าเป็น:
จำนวนเหตุการณ์การแยกสภาพ
ต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร
และต่อหนึ่งหน่วยของกระบวนการวิวัฒน์ทางฟิสิกส์
จากนั้น:
อัตราการไหลของเวลาเฉพาะที่
แปรผันตามความหนาแน่นของการสังเกต
ผลที่ตามมา:
• บริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสูง
จะประสบกับการไหลของเวลาที่เร็วกว่า
• ระบบชีวภาพ โดยเฉพาะสมอง
ขยายความหนาแน่นของการสังเกตได้อย่างมาก
ผ่านการประมวลผลข้อมูลทางประสาท
⸻
9.6 เงื่อนไขของวัฏจักรจักรวาล
นิยาม ข้อมูลคลาสสิกที่เข้าถึงได้ทั้งหมด I(t) ว่าเป็น:
ผลรวมของความหนาแน่นการสังเกต
ทั่วทั้งจักรวาล
การรีเซ็ตเชิงจักรวาลจะเกิดขึ้นเมื่อ:
ข้อมูลคลาสสิกที่เข้าถึงได้
ลดลงจนแทบไม่มีความหมายทางฟิสิกส์
ความหมายเชิงฟิสิกส์:
• บันทึกแบบคลาสสิกถูกลบเลือน
• ลำดับเวลาในระดับจักรวาลพังทลาย
• จักรวาลกลับเข้าสู่สภาวะที่ความสอดคล้องเชิงควอนตัมครอบงำอีกครั้ง
⸻
9.7 ข้ออ้างเชิงคณิตศาสตร์หลัก
(เวอร์ชันย่อ แบบข้อความล้วน)
เวลา ความเป็นเหตุเป็นผล และสสารแบบคลาสสิก
เป็นตัวแปรที่เกิดขึ้นภายหลัง
ซึ่งแปรผันตามการสะสมของการแยกสภาพ
และความซ้ำซ้อนของข้อมูล
ไม่ใช่องค์ประกอบพื้นฐานของปริภูมิเวลา
N. Tawitsang