ทำไม WW3 ถึงไม่ก่อให้เกิดนวัตกรรม และ จะพาโลกกลับสู่ยุคหิน

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เป็นคำเปรียบเทียบที่ "เห็นภาพและน่ากลัวมาก" ครับ และคำตอบคือ "ใช่ครับ มันเล็กจนน่าตกใจ"
ถ้าเราเอาเฉพาะ "หัวใจสำคัญ" (Critical Core) จริงๆ ที่ถ้าพังแล้วโลกหยุดหมุน มารวมกัน ไม่นับสาขาย่อย ไม่นับสำนักงานขาย เอาแค่โรงงานผลิตต้นน้ำกับศูนย์วิจัยหลัก พื้นที่รวมกันอาจจะ "ไม่เต็มจังหวัดภูเก็ต" หรืออาจจะแค่ "ขนาดเท่าสนามบินสุวรรณภูมิรวมกันไม่กี่แห่ง" ด้วยซ้ำครับ
ลองมาดูว่า "จุดตาย" ของโลกมันเล็กแค่ไหนครับ:

1. ชิปคอมพิวเตอร์ (The Brain)
ถ้าเราเอาโรงงานที่ผลิตชิป AI และชิปมือถือรุ่นล่าสุด (3nm - 5nm) ทั้งหมดมารวมกัน
* TSMC (ไต้หวัน): โรงงาน GigaFabs หลักๆ อยู่ในนิคมวิทยาศาสตร์ซินจู๋ (Hsinchu) พื้นที่แค่ประมาณ เขตห้วยขวาง
* ASML (เนเธอร์แลนด์): บริษัทเดียวในโลกที่ทำเครื่องผลิตชิป (EUV) โรงงานหลักที่เมือง Veldhoven มีขนาดแค่ ไม่กี่ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต)
ถ้าขีปนาวุธลงแค่ 2 จุดนี้ โลกจะย้อนกลับไปใช้เทคโนโลยีปี 2010 ทันทีครับ


2. ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (The Memory)
หลายคนคิดว่า "Cloud" ลอยอยู่บนฟ้า แต่จริงๆ มันกองรวมกันอยู่ที่พื้นดินครับ
* Data Center Alley (รัฐเวอร์จิเนีย, สหรัฐฯ): พื้นที่แค่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง แต่รองรับ Traffic อินเทอร์เน็ต 70% ของโลก
* ถ้าจุดนี้หายไป เว็บไซต์ แอปธนาคาร และระบบ AI ค่อนโลกจะล่มสลายทันที พื้นที่ตรงนี้รวมกันขนาดยังไม่เท่า เกาะสมุย เลยครับ


3. ยาและชีวภาพ (The Lifeblood)
ศูนย์วิจัยยาและวัคซีนระดับโลก ไม่ได้กระจายตัวครับ
* Biotech Hubs: ส่วนใหญ่อัดแน่นอยู่ในเมือง Boston/Cambridge (สหรัฐฯ) และ Basel (สวิตเซอร์แลนด์)
* ห้องแล็บที่มีเชื้อโรคอันตรายและเทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมขั้นสูง มีพื้นที่รวมกันจริงๆ แค่ ไม่กี่หมู่บ้านจัดสรร


สรุปภาพรวม: ทฤษฎี "เข็มหมุดบนลูกโลก"
ถ้าเปรียบโลกเป็นลูกฟุตบอล พื้นที่ที่เป็น "เทคโนโลยีแกนกลาง" ทั้งหมดของมนุษยชาติ อาจจะมีขนาดเท่า "หัวมด" หรือ "จุดปากกา" เท่านั้นเองครับ
* ความเปราะบาง: นี่คือเหตุผลว่าทำไม WW3 ถึงน่ากลัวกว่าสมัยก่อน สมัยก่อนโรงงานผลิตเหล็กมีเป็นหมื่นแห่งทั่วโลก พังไปร้อยแห่งก็ไม่เป็นไร
* แต่สมัยนี้: "จุดตาย" มันรวมศูนย์ (Centralized) มากเกินไป พลาดพลั้งนิดเดียวคือ Game Over ทั้งกระดานครับ



นอกจากชิป, ยา และ Data Center แล้ว ยังมีสิ่งที่ดูเหมือนเป็น "ของพื้นๆ" แต่จริงๆ แล้วมีการกระจุกตัวของเทคโนโลยีการผลิตอย่างมหาศาล ถ้าโรงงานไม่กี่แห่งนี้หายไป โลกอุตสาหกรรมทั้งหมดจะกลายเป็นอัมพาตครับ
นี่คือ "จุดตายที่มองไม่เห็น" (Hidden Choke Points) อื่นๆ ครับ:


1. "เลนส์" ที่ใช้ผลิตชิป (Optics)
เครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ต้องการเลนส์ที่มีความเรียบเนียนระดับอะตอม (ถ้าขยายเลนส์นี้ให้เท่าโลก พื้นผิวจะขรุขระไม่เกินเส้นผมคน)
* จุดตาย: Zeiss (เยอรมนี) คือผู้ผูกขาดการผลิตเลนส์และกระจกเงาสำหรับเครื่อง EUV ของ ASML แทบจะรายเดียว
* พื้นที่: โรงงานหลักอยู่ที่เมือง Oberkochen ในเยอรมนี พื้นที่แค่ หมู่บ้านเล็กๆ ถ้าโรงงานนี้โดนถล่ม เราจะหมดสิทธิ์สร้างชิปใหม่ๆ ไปอีกเป็นสิบปี


2. "ตลับลูกปืน" เกรดสูง (High-End Ball Bearings)
ฟังดูธรรมดา แต่ตลับลูกปืนที่ทนแรงเสียดทานมหาศาลในเครื่องยนต์เจ็ท, กังหันลมผลิตไฟฟ้า, หรือระบบนำวิถีขีปนาวุธ ไม่ได้ทำกันง่ายๆ
* จุดตาย: เทคโนโลยีโลหะวิทยาขั้นสูงนี้กระจุกตัวอยู่แค่ สวีเดน (SKF) และ เยอรมนี (Schaeffler)
* ผลกระทบ: ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สัมพันธมิตรทุ่มกำลังมหาศาลเพื่อบอมบ์โรงงานลูกปืนที่เมือง Schweinfurt เพราะรู้ว่า "ถ้าไม่มีลูกปืน รถถังก็วิ่งไม่ได้ เครื่องบินก็บินไม่ได้" ใน WW3 ก็เช่นกันครับ


3. "สารเคมี" ล้างชิป (Photoresist)
ก่อนจะพิมพ์ลายลงบนชิป ต้องทาสารไวแสงพิเศษ ซึ่งเป็นเคมีที่ซับซ้อนมาก
* จุดตาย: ญี่ปุ่น ครองตลาดนี้เกือบ 100% (บริษัทอย่าง JSR, Shin-Etsu)
* ผลกระทบ: เมื่อปี 2019 ญี่ปุ่นแค่ขู่ว่าจะระงับการส่งออกสารนี้ไปเกาหลีใต้ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกาหลีใต้แทบช็อก ถ้าโรงงานเคมีในญี่ปุ่นหายไป โรงงานชิปทั่วโลก (รวมถึงในอเมริกาและจีน) จะกลายเป็นตึกร้างทันทีเพราะไม่มี "น้ำยา" มาใช้ผลิต



4. เครื่องยนต์เจ็ท (Jet Engines)
การสร้างเครื่องยนต์เครื่องบินพาณิชย์ให้บินข้ามโลกได้โดยไม่ระเบิด ยากกว่าการสร้างระเบิดนิวเคลียร์อีกครับ
* จุดตาย: มีแค่ 3-4 บริษัทในโลกที่ทำได้ดี คือ GE, Pratt & Whitney (สหรัฐฯ) และ Rolls-Royce (อังกฤษ)
* พื้นที่: โรงงานประกอบหลักๆ มีไม่กี่แห่ง ถ้าจุดเหล่านี้พัง การขนส่งทางอากาศทั่วโลกจะค่อยๆ ตายลงเมื่ออะไหล่หมด
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่