[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ถูกต้องที่สุดเลยครับ ภาคส่วน การแพทย์และชีวเทคโนโลยี (Biotechnology) เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการ "กระจุกตัว" ขององค์ความรู้และนวัตกรรมในโลกเสรี (โดยเฉพาะกลุ่มสหรัฐฯ, ยุโรป, และญี่ปุ่น)
หากเกิดสงครามใหญ่ที่ทำลายโครงสร้างนี้ การพัฒนาการแพทย์อาจจะไม่ได้แค่หยุดชะงัก แต่อาจจะ "ถอยหลังลงคลอง" เลยทีเดียวครับ ด้วยเหตุผลดังนี้:
1. งบประมาณวิจัยและพัฒนา (R&D) มหาศาล
การคิดค้นยาใหม่ 1 ตัว (โดยเฉพาะยาที่ซับซ้อนอย่างยามะเร็งหรือยารักษาโรคทางพันธุกรรม) ใช้เงินเฉลี่ยกว่า $2.6 Billion (ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท) และใช้เวลา 10-15 ปี
* การผูกขาด: บริษัท "Big Pharma" เกือบทั้งหมด (เช่น Pfizer, Roche, Novartis, Merck) ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศโลกเสรี
* ทรัพยากรสมอง: มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยชั้นนำที่กุมความลับในการตัดต่อยีน (CRISPR) หรือเทคโนโลยี mRNA ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ และยุโรป
2. กำแพงสิทธิบัตร (Intellectual Property)
โลกเสรีใช้ระบบกฎหมายสิทธิบัตรที่เข้มงวดมากในการปกป้องนวัตกรรม ทำให้ความรู้นี้ไม่ถูกแชร์ออกมาภายนอก
* ในขณะที่ประเทศอื่นๆ อาจจะผลิต "ยาเลียนแบบ" (Generics) ได้ แต่การจะสร้าง "ยาต้นแบบ" (Innovator Drugs) ที่ต้องอาศัยการทดลองทางคลินิกขั้นสูงนั้นทำได้ยากมากหากไม่มีเงินทุนและเทคโนโลยีจากตะวันตก
3. เทคโนโลยีการผลิตที่ซับซ้อน (Advanced Manufacturing)
การแพทย์ยุคใหม่ไม่ได้มีแค่ "ยาเม็ด" แต่คือเครื่องมือไฮเทค:
* เครื่องมือวินิจฉัย: เครื่อง MRI, CT Scan หรือเครื่องลำดับพันธุกรรม (Next-Generation Sequencing) ที่แม่นยำสูง มักมาจากบริษัทอย่าง Siemens (เยอรมนี), GE (สหรัฐฯ) หรือ Illumina (สหรัฐฯ)
* หุ่นยนต์ผ่าตัด: เช่น ระบบ Da Vinci ที่ช่วยให้การผ่าตัดมีความแม่นยำระดับมิลลิเมตร
ตารางเปรียบเทียบ: การพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์
| ประเภทการแพทย์ | การกระจายตัวของเทคโนโลยี | ความเปราะบางหากเกิดสงคราม (WW3) |
|---|---|---|
| ยาพื้นฐาน (ยาพารา, ยาฆ่าเชื้อ) | กระจายตัวดี (อินเดีย/จีน ผลิตได้เยอะ) | ต่ำ - ยังพอผลิตเองได้ในท้องถิ่น |
| วัคซีนยุคใหม่ (mRNA, Viral Vector) | กระจุกตัวสูง (สหรัฐฯ, เยอรมนี) | สูงมาก - ต้องใช้ห้องแล็บเฉพาะทางสูง |
| การรักษาด้วยเซลล์/ยีน (Cell & Gene Therapy) | กระจุกตัวเกือบ 100% ในโลกเสรี | วิกฤต - ความรู้อาจหายไปทันทีถ้าแล็บหลักถูกทำลาย |
| เครื่องมือแพทย์อัจฉริยะ (AI Diagnosis) | กระจุกตัว (Big Tech ในสหรัฐฯ) | วิกฤต - หากเซิร์ฟเวอร์ Cloud ล่ม ระบบจะใช้งานไม่ได้ |
4. ทำไม WW3 จะไม่ช่วยพัฒนาการแพทย์เหมือน WW2?
ใน WW2 เราได้ "เพนิซิลลิน" เพราะมันเป็นเรื่องของการสกัดสารเคมีที่ทำได้ในสเกลโรงงาน แต่การแพทย์ปัจจุบันคือ "High-Precision Engineering":
* ยาสมัยใหม่ต้องเก็บในอุณหภูมิ -80 องศาเซลเซียส (Cold Chain) และต้องใช้คอมพิวเตอร์ระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในการจำลองโครงสร้างโปรตีน
* หากไฟฟ้าดับ อินเทอร์เน็ตล่ม หรือโรงงานชิปพัง: การแพทย์ระดับสูงเหล่านี้จะจบเห่ทันที มนุษย์จะกลับไปใช้ยาสมุนไพรหรือยาพื้นฐานที่ใช้กันเมื่อ 50 ปีก่อนครับ
> มุมมองเพิ่มเติม: ปัจจุบันจีนกำลังพยายามท้าทายเรื่องนี้ด้วยการลงทุนใน "Biotech" มหาศาล แต่เขาก็ยังต้องนำเข้าเครื่องจักรและซอฟต์แวร์จากตะวันตกอยู่ดีในหลายๆ ขั้นตอนที่สำคัญครับ
>
คุณมองว่าถ้าโลกขาดแคลน "นวัตกรรมยาใหม่ๆ" ประเทศแถบเอเชียหรือประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนักกว่าประเทศที่ผูกขาดเทคโนโลยีเหล่านั้นไหมครับ? หรืออยากให้ผมลองเจาะลึกเรื่อง "การผลิตยาในอินเดีย/จีน" ว่าเขาจะพอมาแทนที่ได้แค่ไหน?
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ประเด็นที่คุณยกมาเรื่อง "การผูกขาดเทคโนโลยีโดยโลกเสรี" (Western Tech Monopoly/Hegemony) ถือเป็นปัจจัยสำคัญมากครับที่ทำให้ผลลัพธ์ของ WW3 จะต่างจากสงครามในอดีตอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถวิเคราะห์ได้ผ่านมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ดังนี้ครับ:
1. การรวมศูนย์ของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Centralization)
ในอดีต (WW1-WW2) เทคโนโลยีส่วนใหญ่เป็นทางกายภาพ (เครื่องจักร, โลหะการ) ซึ่งกระจายตัวอยู่ตามโรงงานต่างๆ ทั่วโลก แต่เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกในปัจจุบัน (AI, Cloud Computing, Semiconductors) มีลักษณะ "รวมศูนย์" สูงมาก:
* คอขวดของชิปประมวลผล: เทคโนโลยีการผลิตชิปขั้นสูง (EUV Lithography) แทบจะผูกขาดโดยบริษัทเดียวในเนเธอร์แลนด์ (ASML) และผลิตในไต้หวัน (TSMC) โดยใช้ซอฟต์แวร์ออกแบบจากสหรัฐฯ
* ผลกระทบ: หากฐานการผลิตหรือ "สมอง" เหล่านี้ในโลกเสรีถูกทำลาย สงครามจะไม่ได้ช่วยพัฒนาอะไรเลย เพราะประเทศอื่นๆ ยังไม่มีองค์ความรู้หรือเครื่องมือที่ครบวงจรในการสร้างมันขึ้นมาใหม่จากศูนย์ได้ทันที
2. ความซับซ้อนที่เกินกว่าจะ "วิจัยย้อนกลับ" (Reverse Engineering)
ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หากเยอรมนีได้เครื่องบินรบของสัมพันธมิตรไป เขาสามารถชำแหละและลอกเลียนแบบได้ในเวลาไม่นาน แต่เทคโนโลยียุคใหม่นั้นต่างออกไป:
* Software & Ecosystem: เทคโนโลยีปัจจุบันไม่ใช่แค่ "ฮาร์ดแวร์" แต่คือ "ระบบนิเวศ" (Ecosystem) ของซอฟต์แวร์และข้อมูลมหาศาลที่เก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ฝั่งตะวันตก
* Fragility: หากระบบอินเทอร์เน็ตโลก (ที่ควบคุมโดยโปรโตคอลและบริษัทตะวันตกส่วนใหญ่) ล่มสลาย เทคโนโลยีในมือประเทศอื่นๆ ก็อาจกลายเป็นเพียง "เศษเหล็ก" เพราะไม่สามารถอัปเดตหรือเชื่อมต่อฐานข้อมูลได้
3. การเปลี่ยนจาก "การผลิตมหาศาล" เป็น "ความแม่นยำสูง"
* WW2 (War of Attrition): ใครผลิตรถถังได้มากกว่าคนนั้นชนะ ความรู้จึงถูกกระจายไปสู่ภาคการผลิตในวงกว้าง
* WW3 (High-Tech War): เน้นความแม่นยำและระบบอัตโนมัติ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรสมองและวัตถุดิบหายาก (Rare Earths) ที่ถูกควบคุมด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางเทคโนโลยี
* เมื่อโลกแบ่งขั้ว (Decoupling) ชัดเจน การถ่ายทอดเทคโนโลยีจะหยุดชะงัก หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ฝั่งที่ไม่ได้ครอบครองสิทธิบัตรหรือเทคโนโลยีต้นน้ำจะขาดแคลนชิ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาต่อทันที
มุมมองที่น่าสนใจ: แล้ว "จีน" หรือ "ขั้วอำนาจใหม่" ล่ะ?
แม้โลกเสรีจะกุมเทคโนโลยีต้นน้ำไว้เยอะ แต่ปัจจุบัน จีน ก็กำลังเร่งสร้างระบบนิเวศของตัวเองขึ้นมา (เช่น ชิป Kirin, ระบบดาวเทียม Beidou) เพื่อลดการพึ่งพานี้
* แต่ปัญหาคือ: ต่อให้จีนหรือขั้วอำนาจอื่นมีเทคโนโลยีของตัวเอง แต่ถ้า WW3 เกิดขึ้นจริง "ความเป็นโลกาภิวัตน์" จะพังทลาย ซึ่งความเป็นโลกาภิวัตน์นี่แหละคืออาหารเลี้ยงสมองของนวัตกรรมยุคใหม่
สรุปคือ: การที่เทคโนโลยีขั้นสูงถูกกระจุกตัวอยู่ในมือของกลุ่มประเทศไม่กี่กลุ่ม ทำให้ระบบการพัฒนาโลกปัจจุบัน "เปราะบาง" (Fragile) กว่าสมัยก่อนมากครับ ถ้า "หัวใจ" ถูกทำลาย ส่วนอื่นๆ ของโลกก็แทบจะก้าวต่อไม่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ
คุณคิดว่าระหว่าง "ซอฟต์แวร์ (AI/Data)" กับ "ฮาร์ดแวร์ (ชิป/เครื่องจักร)" สิ่งไหนคือ "จุดตาย" ที่แท้จริงที่โลกเสรีใช้คุมความได้เปรียบในปัจจุบันครับ? อยากให้ผมลองเปรียบเทียบในแง่สงครามไซเบอร์ดูไหม?
เป็นคำเปรียบเทียบที่ "เห็นภาพและน่ากลัวมาก" ครับ และคำตอบคือ "ใช่ครับ มันเล็กจนน่าตกใจ"
ถ้าเราเอาเฉพาะ "หัวใจสำคัญ" (Critical Core) จริงๆ ที่ถ้าพังแล้วโลกหยุดหมุน มารวมกัน ไม่นับสาขาย่อย ไม่นับสำนักงานขาย เอาแค่โรงงานผลิตต้นน้ำกับศูนย์วิจัยหลัก พื้นที่รวมกันอาจจะ "ไม่เต็มจังหวัดภูเก็ต" หรืออาจจะแค่ "ขนาดเท่าสนามบินสุวรรณภูมิรวมกันไม่กี่แห่ง" ด้วยซ้ำครับ
ลองมาดูว่า "จุดตาย" ของโลกมันเล็กแค่ไหนครับ:
1. ชิปคอมพิวเตอร์ (The Brain)
ถ้าเราเอาโรงงานที่ผลิตชิป AI และชิปมือถือรุ่นล่าสุด (3nm - 5nm) ทั้งหมดมารวมกัน
* TSMC (ไต้หวัน): โรงงาน GigaFabs หลักๆ อยู่ในนิคมวิทยาศาสตร์ซินจู๋ (Hsinchu) พื้นที่แค่ประมาณ เขตห้วยขวาง
* ASML (เนเธอร์แลนด์): บริษัทเดียวในโลกที่ทำเครื่องผลิตชิป (EUV) โรงงานหลักที่เมือง Veldhoven มีขนาดแค่ ไม่กี่ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต)
ถ้าขีปนาวุธลงแค่ 2 จุดนี้ โลกจะย้อนกลับไปใช้เทคโนโลยีปี 2010 ทันทีครับ
2. ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (The Memory)
หลายคนคิดว่า "Cloud" ลอยอยู่บนฟ้า แต่จริงๆ มันกองรวมกันอยู่ที่พื้นดินครับ
* Data Center Alley (รัฐเวอร์จิเนีย, สหรัฐฯ): พื้นที่แค่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง แต่รองรับ Traffic อินเทอร์เน็ต 70% ของโลก
* ถ้าจุดนี้หายไป เว็บไซต์ แอปธนาคาร และระบบ AI ค่อนโลกจะล่มสลายทันที พื้นที่ตรงนี้รวมกันขนาดยังไม่เท่า เกาะสมุย เลยครับ
3. ยาและชีวภาพ (The Lifeblood)
ศูนย์วิจัยยาและวัคซีนระดับโลก ไม่ได้กระจายตัวครับ
* Biotech Hubs: ส่วนใหญ่อัดแน่นอยู่ในเมือง Boston/Cambridge (สหรัฐฯ) และ Basel (สวิตเซอร์แลนด์)
* ห้องแล็บที่มีเชื้อโรคอันตรายและเทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมขั้นสูง มีพื้นที่รวมกันจริงๆ แค่ ไม่กี่หมู่บ้านจัดสรร
สรุปภาพรวม: ทฤษฎี "เข็มหมุดบนลูกโลก"
ถ้าเปรียบโลกเป็นลูกฟุตบอล พื้นที่ที่เป็น "เทคโนโลยีแกนกลาง" ทั้งหมดของมนุษยชาติ อาจจะมีขนาดเท่า "หัวมด" หรือ "จุดปากกา" เท่านั้นเองครับ
* ความเปราะบาง: นี่คือเหตุผลว่าทำไม WW3 ถึงน่ากลัวกว่าสมัยก่อน สมัยก่อนโรงงานผลิตเหล็กมีเป็นหมื่นแห่งทั่วโลก พังไปร้อยแห่งก็ไม่เป็นไร
* แต่สมัยนี้: "จุดตาย" มันรวมศูนย์ (Centralized) มากเกินไป พลาดพลั้งนิดเดียวคือ Game Over ทั้งกระดานครับ
นอกจากชิป, ยา และ Data Center แล้ว ยังมีสิ่งที่ดูเหมือนเป็น "ของพื้นๆ" แต่จริงๆ แล้วมีการกระจุกตัวของเทคโนโลยีการผลิตอย่างมหาศาล ถ้าโรงงานไม่กี่แห่งนี้หายไป โลกอุตสาหกรรมทั้งหมดจะกลายเป็นอัมพาตครับ
นี่คือ "จุดตายที่มองไม่เห็น" (Hidden Choke Points) อื่นๆ ครับ:
1. "เลนส์" ที่ใช้ผลิตชิป (Optics)
เครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ต้องการเลนส์ที่มีความเรียบเนียนระดับอะตอม (ถ้าขยายเลนส์นี้ให้เท่าโลก พื้นผิวจะขรุขระไม่เกินเส้นผมคน)
* จุดตาย: Zeiss (เยอรมนี) คือผู้ผูกขาดการผลิตเลนส์และกระจกเงาสำหรับเครื่อง EUV ของ ASML แทบจะรายเดียว
* พื้นที่: โรงงานหลักอยู่ที่เมือง Oberkochen ในเยอรมนี พื้นที่แค่ หมู่บ้านเล็กๆ ถ้าโรงงานนี้โดนถล่ม เราจะหมดสิทธิ์สร้างชิปใหม่ๆ ไปอีกเป็นสิบปี
2. "ตลับลูกปืน" เกรดสูง (High-End Ball Bearings)
ฟังดูธรรมดา แต่ตลับลูกปืนที่ทนแรงเสียดทานมหาศาลในเครื่องยนต์เจ็ท, กังหันลมผลิตไฟฟ้า, หรือระบบนำวิถีขีปนาวุธ ไม่ได้ทำกันง่ายๆ
* จุดตาย: เทคโนโลยีโลหะวิทยาขั้นสูงนี้กระจุกตัวอยู่แค่ สวีเดน (SKF) และ เยอรมนี (Schaeffler)
* ผลกระทบ: ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สัมพันธมิตรทุ่มกำลังมหาศาลเพื่อบอมบ์โรงงานลูกปืนที่เมือง Schweinfurt เพราะรู้ว่า "ถ้าไม่มีลูกปืน รถถังก็วิ่งไม่ได้ เครื่องบินก็บินไม่ได้" ใน WW3 ก็เช่นกันครับ
3. "สารเคมี" ล้างชิป (Photoresist)
ก่อนจะพิมพ์ลายลงบนชิป ต้องทาสารไวแสงพิเศษ ซึ่งเป็นเคมีที่ซับซ้อนมาก
* จุดตาย: ญี่ปุ่น ครองตลาดนี้เกือบ 100% (บริษัทอย่าง JSR, Shin-Etsu)
* ผลกระทบ: เมื่อปี 2019 ญี่ปุ่นแค่ขู่ว่าจะระงับการส่งออกสารนี้ไปเกาหลีใต้ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกาหลีใต้แทบช็อก ถ้าโรงงานเคมีในญี่ปุ่นหายไป โรงงานชิปทั่วโลก (รวมถึงในอเมริกาและจีน) จะกลายเป็นตึกร้างทันทีเพราะไม่มี "น้ำยา" มาใช้ผลิต
4. เครื่องยนต์เจ็ท (Jet Engines)
การสร้างเครื่องยนต์เครื่องบินพาณิชย์ให้บินข้ามโลกได้โดยไม่ระเบิด ยากกว่าการสร้างระเบิดนิวเคลียร์อีกครับ
* จุดตาย: มีแค่ 3-4 บริษัทในโลกที่ทำได้ดี คือ GE, Pratt & Whitney (สหรัฐฯ) และ Rolls-Royce (อังกฤษ)
* พื้นที่: โรงงานประกอบหลักๆ มีไม่กี่แห่ง ถ้าจุดเหล่านี้พัง การขนส่งทางอากาศทั่วโลกจะค่อยๆ ตายลงเมื่ออะไหล่หมด
ทำไม WW3 ถึงไม่ก่อให้เกิดนวัตกรรม และ จะพาโลกกลับสู่ยุคหิน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เป็นคำเปรียบเทียบที่ "เห็นภาพและน่ากลัวมาก" ครับ และคำตอบคือ "ใช่ครับ มันเล็กจนน่าตกใจ"
ถ้าเราเอาเฉพาะ "หัวใจสำคัญ" (Critical Core) จริงๆ ที่ถ้าพังแล้วโลกหยุดหมุน มารวมกัน ไม่นับสาขาย่อย ไม่นับสำนักงานขาย เอาแค่โรงงานผลิตต้นน้ำกับศูนย์วิจัยหลัก พื้นที่รวมกันอาจจะ "ไม่เต็มจังหวัดภูเก็ต" หรืออาจจะแค่ "ขนาดเท่าสนามบินสุวรรณภูมิรวมกันไม่กี่แห่ง" ด้วยซ้ำครับ
ลองมาดูว่า "จุดตาย" ของโลกมันเล็กแค่ไหนครับ:
1. ชิปคอมพิวเตอร์ (The Brain)
ถ้าเราเอาโรงงานที่ผลิตชิป AI และชิปมือถือรุ่นล่าสุด (3nm - 5nm) ทั้งหมดมารวมกัน
* TSMC (ไต้หวัน): โรงงาน GigaFabs หลักๆ อยู่ในนิคมวิทยาศาสตร์ซินจู๋ (Hsinchu) พื้นที่แค่ประมาณ เขตห้วยขวาง
* ASML (เนเธอร์แลนด์): บริษัทเดียวในโลกที่ทำเครื่องผลิตชิป (EUV) โรงงานหลักที่เมือง Veldhoven มีขนาดแค่ ไม่กี่ตารางกิโลเมตร (เล็กกว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต)
ถ้าขีปนาวุธลงแค่ 2 จุดนี้ โลกจะย้อนกลับไปใช้เทคโนโลยีปี 2010 ทันทีครับ
2. ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (The Memory)
หลายคนคิดว่า "Cloud" ลอยอยู่บนฟ้า แต่จริงๆ มันกองรวมกันอยู่ที่พื้นดินครับ
* Data Center Alley (รัฐเวอร์จิเนีย, สหรัฐฯ): พื้นที่แค่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง แต่รองรับ Traffic อินเทอร์เน็ต 70% ของโลก
* ถ้าจุดนี้หายไป เว็บไซต์ แอปธนาคาร และระบบ AI ค่อนโลกจะล่มสลายทันที พื้นที่ตรงนี้รวมกันขนาดยังไม่เท่า เกาะสมุย เลยครับ
3. ยาและชีวภาพ (The Lifeblood)
ศูนย์วิจัยยาและวัคซีนระดับโลก ไม่ได้กระจายตัวครับ
* Biotech Hubs: ส่วนใหญ่อัดแน่นอยู่ในเมือง Boston/Cambridge (สหรัฐฯ) และ Basel (สวิตเซอร์แลนด์)
* ห้องแล็บที่มีเชื้อโรคอันตรายและเทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมขั้นสูง มีพื้นที่รวมกันจริงๆ แค่ ไม่กี่หมู่บ้านจัดสรร
สรุปภาพรวม: ทฤษฎี "เข็มหมุดบนลูกโลก"
ถ้าเปรียบโลกเป็นลูกฟุตบอล พื้นที่ที่เป็น "เทคโนโลยีแกนกลาง" ทั้งหมดของมนุษยชาติ อาจจะมีขนาดเท่า "หัวมด" หรือ "จุดปากกา" เท่านั้นเองครับ
* ความเปราะบาง: นี่คือเหตุผลว่าทำไม WW3 ถึงน่ากลัวกว่าสมัยก่อน สมัยก่อนโรงงานผลิตเหล็กมีเป็นหมื่นแห่งทั่วโลก พังไปร้อยแห่งก็ไม่เป็นไร
* แต่สมัยนี้: "จุดตาย" มันรวมศูนย์ (Centralized) มากเกินไป พลาดพลั้งนิดเดียวคือ Game Over ทั้งกระดานครับ
นอกจากชิป, ยา และ Data Center แล้ว ยังมีสิ่งที่ดูเหมือนเป็น "ของพื้นๆ" แต่จริงๆ แล้วมีการกระจุกตัวของเทคโนโลยีการผลิตอย่างมหาศาล ถ้าโรงงานไม่กี่แห่งนี้หายไป โลกอุตสาหกรรมทั้งหมดจะกลายเป็นอัมพาตครับ
นี่คือ "จุดตายที่มองไม่เห็น" (Hidden Choke Points) อื่นๆ ครับ:
1. "เลนส์" ที่ใช้ผลิตชิป (Optics)
เครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ต้องการเลนส์ที่มีความเรียบเนียนระดับอะตอม (ถ้าขยายเลนส์นี้ให้เท่าโลก พื้นผิวจะขรุขระไม่เกินเส้นผมคน)
* จุดตาย: Zeiss (เยอรมนี) คือผู้ผูกขาดการผลิตเลนส์และกระจกเงาสำหรับเครื่อง EUV ของ ASML แทบจะรายเดียว
* พื้นที่: โรงงานหลักอยู่ที่เมือง Oberkochen ในเยอรมนี พื้นที่แค่ หมู่บ้านเล็กๆ ถ้าโรงงานนี้โดนถล่ม เราจะหมดสิทธิ์สร้างชิปใหม่ๆ ไปอีกเป็นสิบปี
2. "ตลับลูกปืน" เกรดสูง (High-End Ball Bearings)
ฟังดูธรรมดา แต่ตลับลูกปืนที่ทนแรงเสียดทานมหาศาลในเครื่องยนต์เจ็ท, กังหันลมผลิตไฟฟ้า, หรือระบบนำวิถีขีปนาวุธ ไม่ได้ทำกันง่ายๆ
* จุดตาย: เทคโนโลยีโลหะวิทยาขั้นสูงนี้กระจุกตัวอยู่แค่ สวีเดน (SKF) และ เยอรมนี (Schaeffler)
* ผลกระทบ: ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สัมพันธมิตรทุ่มกำลังมหาศาลเพื่อบอมบ์โรงงานลูกปืนที่เมือง Schweinfurt เพราะรู้ว่า "ถ้าไม่มีลูกปืน รถถังก็วิ่งไม่ได้ เครื่องบินก็บินไม่ได้" ใน WW3 ก็เช่นกันครับ
3. "สารเคมี" ล้างชิป (Photoresist)
ก่อนจะพิมพ์ลายลงบนชิป ต้องทาสารไวแสงพิเศษ ซึ่งเป็นเคมีที่ซับซ้อนมาก
* จุดตาย: ญี่ปุ่น ครองตลาดนี้เกือบ 100% (บริษัทอย่าง JSR, Shin-Etsu)
* ผลกระทบ: เมื่อปี 2019 ญี่ปุ่นแค่ขู่ว่าจะระงับการส่งออกสารนี้ไปเกาหลีใต้ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกาหลีใต้แทบช็อก ถ้าโรงงานเคมีในญี่ปุ่นหายไป โรงงานชิปทั่วโลก (รวมถึงในอเมริกาและจีน) จะกลายเป็นตึกร้างทันทีเพราะไม่มี "น้ำยา" มาใช้ผลิต
4. เครื่องยนต์เจ็ท (Jet Engines)
การสร้างเครื่องยนต์เครื่องบินพาณิชย์ให้บินข้ามโลกได้โดยไม่ระเบิด ยากกว่าการสร้างระเบิดนิวเคลียร์อีกครับ
* จุดตาย: มีแค่ 3-4 บริษัทในโลกที่ทำได้ดี คือ GE, Pratt & Whitney (สหรัฐฯ) และ Rolls-Royce (อังกฤษ)
* พื้นที่: โรงงานประกอบหลักๆ มีไม่กี่แห่ง ถ้าจุดเหล่านี้พัง การขนส่งทางอากาศทั่วโลกจะค่อยๆ ตายลงเมื่ออะไหล่หมด