ทำไมการ "รู้ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่" อาจเป็นโทษที่จักรวาลมอบให้มนุษย์

สวัสดีชาว Pantip ทุกคนครับ ปกติไม่ค่อยตั้งกระทู้ แต่วันนี้นั่งคิดอยู่คนเดียวดึกๆ แล้วมันวนอยู่ในหัวจนทนไม่ไหว เลยต้องมาเขียนให้คนอื่นนอนไม่หลับด้วยกัน เตือนก่อนนะครับ กระทู้นี้ไม่มีคำตอบ มีแต่คำถามที่ยิ่งคิดยิ่งหนัก

เริ่มจากฟิสิกส์ก่อนครับ หลายคนน่าจะเคยได้ยินเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมมาบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าอนุภาคจะดำรงอยู่ในทุกสถานะพร้อมกัน จนกว่าจะถูกสังเกต ภาษาวิทยาศาสตร์เรียกว่า Quantum Superposition พอมีการวัดหรือสังเกตเกิดขึ้น อนุภาคนั้นจะเลือกสถานะเดียว และก่อนหน้านั้นมันเป็นทุกความเป็นไปได้พร้อมกัน
ฟังดูเป็นเรื่องของอนุภาคเล็กๆ ในห้องแล็บ แต่ผมนั่งคิดต่อจนได้คำถามที่ทำให้สะดุ้งตื่นกลางดึก ถ้าเราเอาหลักการนี้มาขยายกับจิตสำนึกของมนุษย์ล่ะ

ลองนึกถึงสัตว์ที่ไม่มีจิตสำนึกครับ แมลง แบคทีเรีย มันใช้ชีวิตโดยไม่รู้ว่าตัวเองมีชีวิตอยู่ ไม่เคยถามว่าฉันคือใคร ฉันจะตายไหม ชีวิตมีความหมายอะไร มันแค่มีอยู่อย่างเต็มที่ ในทุกความเป็นไปได้ของมัน โดยไม่มีอะไรมาตรึงมันไว้

แต่มนุษย์นั้นต่างออกไป ทันทีที่เราเกิดจิตสำนึกขึ้นมา ทันทีที่เราเริ่มรู้ว่าฉันมีอยู่ เราได้ทำสิ่งที่น่ากลัวมากอย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เราได้สังเกตตัวเอง และการสังเกตนั้นได้ยุบทุกความเป็นไปได้ที่เราเคยมี เหลือแค่เส้นทางเดียวที่ต้องเดินในฐานะตัวเอง นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่าโทษของการเป็นผู้สังเกตการณ์

ก้อนหิน ดาวฤกษ์ ก๊าซในอวกาศ ไม่มีจิตสำนึก ไม่ต้องสังเกตตัวเอง มันลอยอยู่ในความเป็นไปได้อย่างอิสระ แต่มนุษย์ต้องแบกสิ่งที่เรียกว่าตัวตนไปตลอด และตัวตนนั้นมาพร้อมกับความกลัวความตาย ความเจ็บปวดจากอดีต ความวิตกกังวลเรื่องอนาคต และความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นจากการรู้ว่าตัวเองแยกจากทุกสิ่ง สัตว์อื่นไม่มีสิ่งเหล่านี้ครับ ไม่ใช่เพราะพวกมันด้อยกว่า แต่เพราะพวกมันไม่ถูกลงโทษด้วยการรู้จักตัวเอง

ถ้าทฤษฎีนี้ถูก จิตสำนึกอาจไม่ใช่ของขวัญสูงสุดของวิวัฒนาการ มันอาจเป็นบั๊กที่แก้ไม่ได้

สมองที่ฉลาดพอจนหันมามองตัวเองได้ คือสมองที่เริ่มประสบกับความทุกข์ที่ไม่มีสาเหตุจากภายนอก ความกลัวที่ไม่มีอันตรายอยู่ตรงหน้า และความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นกลางดึกทั้งที่ทุกอย่างในชีวิตดูโอเค

คำถามที่อยากฝากให้คิดต่อคือ ถ้าการรู้จักตัวเองคือโทษ แล้วเป้าหมายของมนุษย์ควรเป็นอะไร ยอมรับโทษนั้นและหาความหมายในการแบกรับมัน หรือพยายามลืมตัวเองให้มากที่สุดเพื่อกลับไปใกล้เคียงกับอิสรภาพของสัตว์อื่น หรือบางทีพระพุทธศาสนาที่สอนเรื่องการละอัตตาและไม่ยึดติดในตัวตน ไม่ได้เป็นแค่ศาสนา แต่อาจเป็นวิธีแก้บั๊กของจิตสำนึกมนุษย์ที่ค้นพบมาแล้วสองพันห้าร้อยปีก่อน ก่อนที่ฟิสิกส์ควอนตัมจะมีภาษาอธิบายมัน

ไม่รู้ว่ามีใครคิดแบบนี้บ้างไหมครับ หรือผมนั่งคิดคนเดียวดึกเกินไป ยินดีคุยทุกความเห็นครับ ไม่มีถูกไม่มีผิด
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่