เรามักจะถูกทำให้เชื่อว่าการปราบคอร์รัปชันหรือการปฏิรูประบบราชการนั้นเริ่มต้นและจบลงที่ 'การเลือกคนดี' เข้าไปทำงาน แต่ในความเป็นจริงของโลกการเมืองที่ซับซ้อน มันมีกำแพงที่ไม่มีตัวตนที่เรียกว่า 'วัฒนธรรมอำนาจ' คอยขวางทางอยู่เสมอ บทเรียนจากพรรคปฏิรูปทั่วโลกสอนเราว่า ความพ่ายแพ้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากนโยบายที่แย่ แต่เกิดจากการที่ฝ่ายการเมืองประเมินแรงต้านจากระบบเดิมต่ำเกินไป
สมรภูมิการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การประชันหน้าตาหรือวาทกรรมหาเสียง แต่มันคือการปะทะกันของ 3 แนวคิดหลัก ระหว่าง 'สายทุบ' ที่เน้นรื้อโครงสร้าง, 'สายซ่อม' ที่เน้นความเก๋าในระบบ และ 'สายปรับ' ที่เน้นความละมุนละม่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป บทความนี้จะชวนคุณไปกะเทาะเปลือกดูว่า ภายใต้คำมั่นสัญญาที่ทุกพรรคพูดเหมือนกันนั้น ใครกันแน่ที่มีอาวุธและจังหวะก้าวที่พอจะฝ่าด่านหินของระบบราชการไทยไปได้จริง หรือสุดท้ายเราก็แค่เปลี่ยนคนขับรถคนใหม่...แต่ยังต้องวิ่งอยู่บนถนนปะผุเส้นเดิม
จริงๆ แล้วการจะปฏิรูประบบราชการหรือปราบโกงในบ้านเรา ถ้าคุยกันแบบเปิดใจเลย มันไม่ใช่แค่เรื่องพรรคไหนเก่งหรือใครเป็นคนดีกว่ากันหรอกครับ แต่มันคือการสู้กับ "กำแพงที่ไม่มีตัวตน" บทเรียนจากพวกยุโรปตะวันออกหรือไต้หวันสอนเราชัดเจนว่า ความตั้งใจดีอย่างเดียวบางทีก็ไปตายเอาดาบหน้า ถ้าเราดูพรรคประชาชนเนี่ย จุดแข็งเค้าคือการมี "ฝัน" ที่ชัดมาก และมีพลังสนับสนุนจากคนที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ ซึ่งมันคล้ายกับพวกพรรคปฏิรูปในกรีซหรืออิตาลีที่เน้นความโปร่งใสแบบสุดซอย แต่จุดเปราะบางที่สำคัญคือ "ช่องว่างระหว่างนโยบายกับคนปฏิบัติ" ครับ เพราะถ้าคุณก้าวเข้าสู่อำนาจโดยที่คนในระบบราชการเค้าไม่เชื่อใจ หรือเค้ารู้สึกว่าคุณจะมาทุบหม้อข้าวเค้าเนี่ย สิ่งที่จะเกิดคือการ "ขัดขืนอย่างสงบ" คือทำตามระเบียบทุกอย่างแต่นโยบายไม่เดิน ซึ่งนี่แหละคือกับดักที่ทำให้พรรคสายอุดมการณ์หลายที่ต้องพังพินาศเพราะขยับเขยื้อนกลไกจริงไม่ได้เลย
ทีนี้พอหันมามองภูมิใจไทยในเวอร์ชันที่ได้มือบริหารระดับพระกาฬอย่างคุณเอกนิติ คุณศุภจี หรือคุณสีหศักดิ์มานำทีม ภาพมันจะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของ "ความเก๋าในระบบ" ทันที คนกลุ่มนี้เค้ารู้ว่าเฟืองตัวไหนมันเสียและรู้ว่าต้องหยอดน้ำมันตรงไหนถึงจะเดินเครื่องได้ คล้ายๆ กับเทคโนแครตในเกาหลีใต้ยุคหลังวิกฤต IMF ที่ซ่อมบ้านตัวเองได้เพราะรู้ไส้ใน แต่ความย้อนแย้งที่หนีไม่พ้นคือเรื่อง "บ้านใหญ่" ครับ เพราะการปราบคอร์รัปชันมันคือการทำลายระบบอุปถัมภ์ ซึ่งดันเป็นรากแก้วของฐานเสียงพรรคนี้พอดี มันเลยเหมือนกับการที่คุณต้องพยายามผ่าตัดหัวใจโดยที่มือข้างหนึ่งยังถือของขวัญไปฝากคนไข้อยู่ครับ คือรู้วิธีรักษาแต่ใจไม่กล้าเฉือนทิ้งจริงๆ เพราะมันกระทบฐานอำนาจตัวเอง ผลลัพธ์มันเลยมักจะออกมาเป็นแค่การปฏิรูปบางจุดที่ดูดีแต่รากเหง้ายังเหมือนเดิม
ส่วนประชาธิปัตย์ยุคใหม่ที่พยายามดันคนรุ่นใหม่สายบริหารอย่าง ดร.การดี หรือคุณวีรพงษ์ขึ้นมา ผมมองว่าเป็นโมเดล "ค่อยเป็นค่อยไป" แบบพวกอนุรักษนิยมในเยอรมนีหรืออังกฤษ คือเค้าพยายามจะรักษาสถาบันเดิมไว้แต่ปรับซอฟต์แวร์ข้างในใหม่ ข้อดีคือแรงต้านจะน้อยมากเพราะราชการรู้สึกว่าคุยภาษาเดียวกัน แต่ข้อเสียคือมันจะ "ช้า" จนอาจจะไม่ทันใจคนไทยที่กำลังเดือดร้อน และที่สำคัญคือต้องดูว่าคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้จะมีบารมีพอที่จะคุม "ขุนพลเก่า" ในพรรคได้จริงไหม ถ้าคุมไม่อยู่มันก็จะกลายเป็นแค่การเอาคนรุ่นใหม่มาเป็นหน้ากากรีแบรนด์เท่านั้นเอง
ถ้าถามใจจริงๆ ว่าใครมีโอกาสทำได้จริงที่สุด คำตอบมันอาจจะขัดใจสายอุดมการณ์แบบแรงๆหน่อยนะ เพราะพรรคที่จะชนะในเกมนี้ไม่ใช่พรรคที่ตะโกนเสียงดังที่สุด แต่คือพรรคที่ "คุมเกมแรงต้าน" ได้อยู่หมัดที่สุดครับ พรรคประชาชนมีพลังแต่ขาดพวกในระบบ ภูมิใจไทยมีทั้งพวกและทางลัดแต่ติดกับดักผลประโยชน์ตัวเอง ส่วนประชาธิปัตย์ ถ้าคนรุ่นใหม่ใน ปชป. ทำหน้าที่สำคัญคือเป็นสะพาน เชื่อมเอา "ความเก๋าและคอนเนกชัน" ของรุ่นใหญ่ มาบวกกับ "ความโปร่งใสและนวัตกรรม" ของรุ่นใหม่ ถ้าทำได้จริง มันจะกลายเป็นพลังที่นุ่มนวลแต่ทรงพลังมาก เพราะคุณมีทั้ง "เส้นสายในระบบราชการ" และ "ระบบบริหารที่ทันสมัย" เค้าอาจจะเป็นทางเลือกที่สมดุลที่สุดในการค่อยๆ กลืนกินระบบราชการให้เปลี่ยนไป
เส้นแบ่งระหว่าง 'ผู้ปฏิรูป' กับ 'ผู้สืบทอดอำนาจเดิม' อยู่ที่ว่ากล้าแลกผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อความโปร่งใสส่วนรวมแค่ไหน ถ้ายังติดกับดักบุญคุณจนไม่กล้าแตะต้องโครงสร้างเน่าใน ต่อให้เปลี่ยนใบหน้าผู้นำกี่ครั้ง มันก็เป็นเพียงการรีแบรนด์บนซากปรักหักพังเดิม... และถนนการเมืองไทยก็ยังคงเป็นทางขรุขระที่ไม่เคยถูกซ่อมจริงเสียที
ปล. ต้องขออภัย FC พรรคเพื่อไทยด้วยนะครับ ที่ไม่ได้หยิบยกนโยบายของพรรคมาวิเคราะห์ในบทความนี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่เพื่อไม่ให้เนื้อหายาวจนเกินไป เชิญชวนเพื่อนๆFCนำเสนอในกระทู้นี้ได้เลยครับ
"กำแพงที่ไม่มีตัวตน": ทำไมการปราบโกงถึงยากกว่าการเขียนนโยบายสวยหรู
เรามักจะถูกทำให้เชื่อว่าการปราบคอร์รัปชันหรือการปฏิรูประบบราชการนั้นเริ่มต้นและจบลงที่ 'การเลือกคนดี' เข้าไปทำงาน แต่ในความเป็นจริงของโลกการเมืองที่ซับซ้อน มันมีกำแพงที่ไม่มีตัวตนที่เรียกว่า 'วัฒนธรรมอำนาจ' คอยขวางทางอยู่เสมอ บทเรียนจากพรรคปฏิรูปทั่วโลกสอนเราว่า ความพ่ายแพ้ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากนโยบายที่แย่ แต่เกิดจากการที่ฝ่ายการเมืองประเมินแรงต้านจากระบบเดิมต่ำเกินไป
สมรภูมิการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การประชันหน้าตาหรือวาทกรรมหาเสียง แต่มันคือการปะทะกันของ 3 แนวคิดหลัก ระหว่าง 'สายทุบ' ที่เน้นรื้อโครงสร้าง, 'สายซ่อม' ที่เน้นความเก๋าในระบบ และ 'สายปรับ' ที่เน้นความละมุนละม่อมแบบค่อยเป็นค่อยไป บทความนี้จะชวนคุณไปกะเทาะเปลือกดูว่า ภายใต้คำมั่นสัญญาที่ทุกพรรคพูดเหมือนกันนั้น ใครกันแน่ที่มีอาวุธและจังหวะก้าวที่พอจะฝ่าด่านหินของระบบราชการไทยไปได้จริง หรือสุดท้ายเราก็แค่เปลี่ยนคนขับรถคนใหม่...แต่ยังต้องวิ่งอยู่บนถนนปะผุเส้นเดิม
จริงๆ แล้วการจะปฏิรูประบบราชการหรือปราบโกงในบ้านเรา ถ้าคุยกันแบบเปิดใจเลย มันไม่ใช่แค่เรื่องพรรคไหนเก่งหรือใครเป็นคนดีกว่ากันหรอกครับ แต่มันคือการสู้กับ "กำแพงที่ไม่มีตัวตน" บทเรียนจากพวกยุโรปตะวันออกหรือไต้หวันสอนเราชัดเจนว่า ความตั้งใจดีอย่างเดียวบางทีก็ไปตายเอาดาบหน้า ถ้าเราดูพรรคประชาชนเนี่ย จุดแข็งเค้าคือการมี "ฝัน" ที่ชัดมาก และมีพลังสนับสนุนจากคนที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ ซึ่งมันคล้ายกับพวกพรรคปฏิรูปในกรีซหรืออิตาลีที่เน้นความโปร่งใสแบบสุดซอย แต่จุดเปราะบางที่สำคัญคือ "ช่องว่างระหว่างนโยบายกับคนปฏิบัติ" ครับ เพราะถ้าคุณก้าวเข้าสู่อำนาจโดยที่คนในระบบราชการเค้าไม่เชื่อใจ หรือเค้ารู้สึกว่าคุณจะมาทุบหม้อข้าวเค้าเนี่ย สิ่งที่จะเกิดคือการ "ขัดขืนอย่างสงบ" คือทำตามระเบียบทุกอย่างแต่นโยบายไม่เดิน ซึ่งนี่แหละคือกับดักที่ทำให้พรรคสายอุดมการณ์หลายที่ต้องพังพินาศเพราะขยับเขยื้อนกลไกจริงไม่ได้เลย
ทีนี้พอหันมามองภูมิใจไทยในเวอร์ชันที่ได้มือบริหารระดับพระกาฬอย่างคุณเอกนิติ คุณศุภจี หรือคุณสีหศักดิ์มานำทีม ภาพมันจะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของ "ความเก๋าในระบบ" ทันที คนกลุ่มนี้เค้ารู้ว่าเฟืองตัวไหนมันเสียและรู้ว่าต้องหยอดน้ำมันตรงไหนถึงจะเดินเครื่องได้ คล้ายๆ กับเทคโนแครตในเกาหลีใต้ยุคหลังวิกฤต IMF ที่ซ่อมบ้านตัวเองได้เพราะรู้ไส้ใน แต่ความย้อนแย้งที่หนีไม่พ้นคือเรื่อง "บ้านใหญ่" ครับ เพราะการปราบคอร์รัปชันมันคือการทำลายระบบอุปถัมภ์ ซึ่งดันเป็นรากแก้วของฐานเสียงพรรคนี้พอดี มันเลยเหมือนกับการที่คุณต้องพยายามผ่าตัดหัวใจโดยที่มือข้างหนึ่งยังถือของขวัญไปฝากคนไข้อยู่ครับ คือรู้วิธีรักษาแต่ใจไม่กล้าเฉือนทิ้งจริงๆ เพราะมันกระทบฐานอำนาจตัวเอง ผลลัพธ์มันเลยมักจะออกมาเป็นแค่การปฏิรูปบางจุดที่ดูดีแต่รากเหง้ายังเหมือนเดิม
ส่วนประชาธิปัตย์ยุคใหม่ที่พยายามดันคนรุ่นใหม่สายบริหารอย่าง ดร.การดี หรือคุณวีรพงษ์ขึ้นมา ผมมองว่าเป็นโมเดล "ค่อยเป็นค่อยไป" แบบพวกอนุรักษนิยมในเยอรมนีหรืออังกฤษ คือเค้าพยายามจะรักษาสถาบันเดิมไว้แต่ปรับซอฟต์แวร์ข้างในใหม่ ข้อดีคือแรงต้านจะน้อยมากเพราะราชการรู้สึกว่าคุยภาษาเดียวกัน แต่ข้อเสียคือมันจะ "ช้า" จนอาจจะไม่ทันใจคนไทยที่กำลังเดือดร้อน และที่สำคัญคือต้องดูว่าคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้จะมีบารมีพอที่จะคุม "ขุนพลเก่า" ในพรรคได้จริงไหม ถ้าคุมไม่อยู่มันก็จะกลายเป็นแค่การเอาคนรุ่นใหม่มาเป็นหน้ากากรีแบรนด์เท่านั้นเอง
ถ้าถามใจจริงๆ ว่าใครมีโอกาสทำได้จริงที่สุด คำตอบมันอาจจะขัดใจสายอุดมการณ์แบบแรงๆหน่อยนะ เพราะพรรคที่จะชนะในเกมนี้ไม่ใช่พรรคที่ตะโกนเสียงดังที่สุด แต่คือพรรคที่ "คุมเกมแรงต้าน" ได้อยู่หมัดที่สุดครับ พรรคประชาชนมีพลังแต่ขาดพวกในระบบ ภูมิใจไทยมีทั้งพวกและทางลัดแต่ติดกับดักผลประโยชน์ตัวเอง ส่วนประชาธิปัตย์ ถ้าคนรุ่นใหม่ใน ปชป. ทำหน้าที่สำคัญคือเป็นสะพาน เชื่อมเอา "ความเก๋าและคอนเนกชัน" ของรุ่นใหญ่ มาบวกกับ "ความโปร่งใสและนวัตกรรม" ของรุ่นใหม่ ถ้าทำได้จริง มันจะกลายเป็นพลังที่นุ่มนวลแต่ทรงพลังมาก เพราะคุณมีทั้ง "เส้นสายในระบบราชการ" และ "ระบบบริหารที่ทันสมัย" เค้าอาจจะเป็นทางเลือกที่สมดุลที่สุดในการค่อยๆ กลืนกินระบบราชการให้เปลี่ยนไป
เส้นแบ่งระหว่าง 'ผู้ปฏิรูป' กับ 'ผู้สืบทอดอำนาจเดิม' อยู่ที่ว่ากล้าแลกผลประโยชน์ส่วนตนเพื่อความโปร่งใสส่วนรวมแค่ไหน ถ้ายังติดกับดักบุญคุณจนไม่กล้าแตะต้องโครงสร้างเน่าใน ต่อให้เปลี่ยนใบหน้าผู้นำกี่ครั้ง มันก็เป็นเพียงการรีแบรนด์บนซากปรักหักพังเดิม... และถนนการเมืองไทยก็ยังคงเป็นทางขรุขระที่ไม่เคยถูกซ่อมจริงเสียที
ปล. ต้องขออภัย FC พรรคเพื่อไทยด้วยนะครับ ที่ไม่ได้หยิบยกนโยบายของพรรคมาวิเคราะห์ในบทความนี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่เพื่อไม่ให้เนื้อหายาวจนเกินไป เชิญชวนเพื่อนๆFCนำเสนอในกระทู้นี้ได้เลยครับ