Border 2.. พลีชีพเป็นชาติพลี แผ่นดินนี้ไม่ยอมเสียแม้แต่มิลฯเดียว



อินเดียจะมีธรรมเนียมการฉายหนัง Blockbuster ตามช่วงเวลาที่เป็นวันหยุดสำคัญของประเทศ และในปีนี้ Border 2 ก็เป็นหนัง Bollywood (พูดภาษาฮินดี) ที่ถือว่าเป็นโปรแกรมเพชรสำหรับวันหยุดสำคัญวันแรกของปี นั่นก็คือ วันประกาศความเป็นสาธารณรัฐ (Republic Day) ซึ่งปีนี้ตรงกับวันจันทร์ที่ 26 ม.ค. (แต่หนังเข้าตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 ม.ค. ที่ผ่านมา) ส่วนใหญ่หนังโปรแกรมเพชรที่เข้าฉายในช่วงนี้ ก็จะเป็นหนังสงครามปลุกเร้าความรักชาติ (Patriotic Movies) และแน่นอน Border 2 ก็เป็นเช่นนั้น.. หนังเรื่องนี้เป็นของค่าย T-Series เจ้าพ่อวงการเพลงและหนังระดับบิ๊กเบิ้มของอินเดีย ที่ได้ 2 หนุ่มมือทองแห่งตระกูล Kumar อย่าง Bhushan และ Krishan ที่มีผลงานระดับเอกอุอย่าง Animal (2023), Bhool Bhulaiyaa ทั้ง 3 ภาค และ Raid 1 & 2 มาเป็น Producer ให้ การันตีความมันส์แบบอลังการให้กับหนังไปอีก (หมายเหตุ - Border ภาค 2 นี้ สร้างห่างจากภาคแรกถึง 28 ปี ซึ่ง จขกท. ก็ไม่ได้ดูภาคแรกมาก่อนครับ แต่ถึงจะไม่ได้ดูก็ไม่เป็นไรครับ เนื้อเรื่องไม่ได้ต่อเนื่องกัน)



Border 2 กล่าวถึง เหตุการณ์ในสงครามอินเดีย - ปากีสถาน ในปี ค.ศ.1971 ผ่านตัวแสดงที่เป็นทหารจาก 3 เหล่าทัพ ได้แก่ ทัพบก (Varun Dhawan รับบท Major Hosiar และ Sunny Deol รับบท Lt.Col. Fateh) ทัพอากาศ (Diljit Dosanjh รับบท นักบิน Sekhon) ทัพเรือ (Ahan Shetty รับบท Lt.Cdr. Noronha) โดยหนังนำเสนอให้นักแสดงเหล่านี้ เป็นตัวแทนของทหารที่จะต้องทำภารกิจเพื่อหยุดยั้งการรุกรานจากศัตรู ซึ่งก็คือเพื่อนบ้านอย่าง ปากีสถาน ที่แม้จะต้องพลีชีพก็ต้องยอม แต่จะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่มิลลิเมตรเดียวให้กับศัตรู









หลังจากดูหนังจบแล้ว จขกท. บอกได้เลยว่านี่คือหนัง Patriotic Movies ในอุดมคติแบบล้านเปอร์เซนต์ ดูก็รู้ว่าหนังทำมาเพื่อฉายในโปรแกรม Republic Day Week เพื่อปลุกความรักชาติและสรรเสริญกองทัพอินเดียในความเสียสละแบบไม่ต้องสงสัย พูดง่าย ๆ คือ หากคุณเป็นคนอินเดียแล้วดูหนังเรื่องนี้ เลือดรักชาติของคุณจะถูกจุดขึ้นในทันทีอย่างแน่นอน แต่หากคุณเป็นชาวต่างชาติอย่างเช่น จขกท. การจะดูหนังเรื่องนี้ให้อินแบบถึงแก่น คงต้องอาศัยการเอาใจเขา มาใส่ใจเราสักหน่อย หรือจินตนาการว่าศัตรูในเรื่อง คือ เพื่อนบ้าน 4 นาฬิกา อาจจะพอถูไถไปได้





หนังความยาว 198 นาที เรื่องนี้ แบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 2 องก์หลัก ๆ คือ ช่วงแรกก่อนเบรก (หนังอินเดียที่ฉายในโรงจะมี Interval หรือการเบรกครึ่งเรื่องเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะส่วนมากหนังจะมีความยาวมาก) หนังปูพื้นเรื่องราวความเป็นมาเป็นไปและความสัมพันธ์ของตัวเอกทั้ง 4 คน ที่เข้ามาอยู่ในโรงเรียนนายร้อยของอินเดีย ทั้งในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นและครูฝึก เพื่อที่จะใช้เป็นสารตั้งต้นหลักที่จะนำไปดึงดราม่าในองก์ที่ 2 หลังเบรกของหนัง ในส่วนนี้ จขกท. ว่ามันก็เป็นอะไรที่ดี เพราะทำให้เรารู้จักและผูกพันธ์กับตัวละคร แต่การที่หนังให้เวลาถึงเกือบครึ่งเรื่องนี่ว่าอาจจะนานไป ช่วงแรกแทบจะไม่มีฉากต่อสู้หรืออะไรที่ตื่นเต้นเลย เป็นเรื่องของดราม่าล้วน ๆ ส่วนตัวว่าแอบน่าเบื่อไปหน่อย



แต่ภายหลังจากผ่านเบรกแรกไปแล้ว หนังก็เข้าสู่พาร์ทของการต่อสู้แบบจัดเต็ม ประเคนศึกในสมรภูมิที่อินเดียต้องป้องกันภัยจากปากีสถานอย่างเต็มที่ ซึ่งฉากการต่อสู้ในหนังก็ทำได้ดีในระดับน่าพอใจ ทั้งทางเรือ ทางอากาศ และทางบก แม้ใน 2 ทัพแรกอาจจะดูมีซีนและความตื่นเต้นน้อยไปหน่อย แต่ในส่วนของทัพบกก็เรียกว่าจัดเต็ม มีซีนแปลกตามากมาย ทั้งการต่อสู้ในระยะประชิด การระดมอาวุธหนักมาใส่กัน รวมทั้งการต่อสู้ในสนามเพลาะ ที่ไม่ค่อยได้เห็นในหนังเรื่องอื่น แต่ Border 2 ทำออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ จนมาถึงตอนจบที่ส่วนตัวกลับน้ำตาไม่ไหลไปกับซีนดราม่า อาจเพราะทุกอย่างดูรวบรัดไปหมด นั่นหมายถึงการที่อุตส่าห์วางงานดราม่าไว้อย่างยาวนานในช่วงแรก สำหรับ จขกท. ไม่ได้ผลสักเท่าไหร่





มาถึงเรื่องของงานสร้าง ก็ตามแสตนดาร์ดหนังฟอร์มยักษ์ของอินเดีย CG ก็ดีบ้าง ลอยบ้างว่ากันไป แต่ จขกท. อาจจะผิดหวังกับซีนต่อสู้ทางอากาศกับทางเรือ ที่น่าจะทำได้ดีกว่านี้ อันนี้ ทุกอย่างดูรวบรัดและเข้มข้นน้อยไปหน่อย แต่ไม่ถึงกับแย่ครับ ส่วนของการแสดง เป็นที่รู้กันว่านักแสดงนำในเรื่องนี้ คือ ตัว Top ของวงการ Bollywood เลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะ ป๋า Sunny Deol นี่คือหนังที่ทำรายได้เปิดตัวสูงที่สุดของแกตลอดอาชีพนักแสดงกว่า 40 ปีอีกด้วย ฉะนั้น การแสดงไม่ต้องพูดถึงครับ มันดีอยู่แล้ว แต่ที่อยากจะพูดถึง คือ นักแสดงหญิง อย่าง Media Rana สาววัย 26 ปี ที่รับบทเป็นภรรยาของ Major Hosiar ไม่มีอะไรมากครับ สวยดีแค่นั้นครับ 55 จุดสังเกตุอีกอย่างในการเลือกนักแสดงสำหรับเรื่องนี้คือ มีการเกลี่ยนักแสดงที่มาจากหลายศาสนา ทั้ง ฮินดู ซิกข์ หรือที่ดูเหมือนจะเป็นคริสต์ ซึ่งหนังคงต้องการจับจุดความหลากหลายของประเทศอินเดียนั่นเอง











บทสรุปสำหรับ Border 2 ก็คือ เป็นหนังรักชาติตามสูตรสำเร็จ ที่มีตัวร้ายเป็น ปากีสถาน ตามฟอร์ม ซึ่ง จขกท. เคยบอกไว้แล้วว่า หนังสงครามอินเดีย - ปากีสถาน นั้น เป็นเหมือน Safe Zone ของวงการหนังอินเดีย ทำมาแล้วมีคนดู ทำมาแล้วได้ตังค์ เพียงแต่ Border 2 เรื่องนี้ จะเน้นดึงดราม่ามากหน่อย ฉากต่อสู้อาจจะไม่จุใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่น่าเกลียด ใครที่สนใจดู หนังฉายในเครือ M ที่สาขาสุขุมวิท - เอกมัย, พระราม 3, ไอคอนสยาม และ พัทยา บัตรทุกที่นั่งราคา 350 บาท (ยกเว้นที่นั่ง VIP) ครับ แต่ถ้าใครรอได้ ไม่นานเข้า Netflix แน่นอนครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่