10 เหตุผลที่ควรดู Dhurandhar ทั้ง 2 ภาค (น่าดูไม่แพ้คังคุไบ และ RRR)


Dhurandhar ภาคแรก ดูไปหลายสัปดาห์ก่อนใน Netflix ส่วนภาค 2 ตอนนี้ยังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์อยู่ ในเมืองไทยมีฉายแค่ในโรงภาพยนตร์ SF ไม่กี่ที่ แนะนำให้ดูภาคแรกใน Netflix ตามด้วยไปดูในโรงภาพยนตร์ SF ใกล้บ้านท่าน และนี่คือ 10 เหตุผลที่ท่านควรดูภาพยนตร์ทั้งสองภาคนี้

1.เป็นภาพยนตร์ที่ฉากส่วนใหญ่ถ่ายทำในเมืองไทย!
คุณอ่านไม่ผิด Dhurandhar ทั้งสองภาค แม้จะจัดฉากว่าอยู่ในเมืองการาจี ปากีสถาน แต่จริงๆ ถ่ายทำฉากส่วนใหญ่ในเมืองไทย อาจจะรวมถึงฉากบู๊สำคัญต่าง ๆ ที่จัดฉากได้เนียนจนแทบไม่เชื่อว่ากำลังถ่ายทำอยู่ในเมืองไทยหรือที่อื่นอยู่ ถ้าถามว่าถ่ายทำในปากีสถานมั้ย ตอบเลยว่า 0% ส่วนใหญ่นอกจากในเมืองไทยแล้ว ก็ถ่ายทำในเมืองสำคัญหรือในสถานที่ต่างๆ ของอินเดีย

2.บู๊จัดหนักจัดเต็ม ดราม่าก็จัดหนักไม่แพ้กัน
แม้หนังอินเดียสายบู๊ในช่วงหลังจะเน้นโหดเน้นจัดหนักแบบเกินๆ ไปหน่อย แต่รับประกันว่าหนังเรื่องนี้อยู่ในระดับที่บู๊หนักและเข้มข้นไม่แพ้หนัง Hollywood เลือดเป็นเลือด เอาจริงถึงชีวิต ไม่ปราณีไม่ยั้ง เรียกได้ว่า Gore ระดับถึงใจ ส่วนฉากดราม่าก็ถือว่าจัดหนักไม่แพ้กัน มิตรภาพ ความรัก และครอบครัว เบื้องหลังของทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้คนดูต้องลุ้นกันจนถึงวินาทีสุดท้าย

3.มุมมองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ
Dhurandhar 2 ภาค อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและความมั่นคงของอินเดียหลายเหตุการณ์ บอกก่อนว่าถ้าอเมริกามี FBI หรือ CIA อินเดียก็มี R&AW ที่ทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เรื่องนี้ปูพื้นฐานจากพระเอกที่เป็นสายลับ R&AW ที่เข้าไปแฝงตัวในแก๊งอาชญากรในการาจีที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในอินเดียและประเทศอื่นๆ และใส่เหตุการณ์จริงที่ Blend เข้ากับพล็อตภาพยนตร์ได้อย่างลงตัวที่สุด

4.ปูมหลังของพระเอกที่น่าสนใจ
พระเอกของเรื่อง เดิมเป็นชาวซิกข์ที่พ่อและปู่เป็นทหารของกองทัพอินเดียมาตลอด พระเอกเองก็กำลังจะเป็นทหาร แต่จุดเริ่มต้นมาจากการที่มีมาเฟียในคราบนักการเมืองแถวบ้านทำร้ายคนในครอบครัวและฉุดคร่าน้องสาวของเขา ทำให้เขาต้องบุกทำร้ายคนในครอบครัวมาเฟียนั่นเพื่อตามหาน้องสาวคนนั้นจนตายไปหลายคน (รวมถึงตัวมาเฟียเอง) เดิมทางการตัดสินโทษประหารชีวิตให้กับพระเอก แต่เหตุการณ์ก็พลิกผันจนทำให้พระเอกกลายเป็นสายลับ R&AW และได้โอกาสไปปฏิบัติหน้าที่ในปากีสถาน (น่าสนใจที่ว่าการเป็นสายลับถึงขั้นลงทุน "ขลิบ" กันด้วย ซึ่งตรงกับเรื่องจริงของสายลับอินเดียที่ต้อง "ขลิบ" และเข้ารีตเป็นมุสลิมเพื่อความสมจริงเนื่องจากปากีสถานเป็นประเทศมุสลิม) ทั้งนี้ผู้กำกับยืนยันว่าพระเอกเป็นเพียงตัวละครแต่ง 100% เท่านั้น

5.ปูมหลังของตัวละครอื่นๆ
สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้พระเอกก็คือตัวละครที่มีปูมหลังที่น่าสนใจและมาจากตัวตนจริงของเหล่านักเลงและผู้ก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็น Rehman Dakait หัวหน้าแก๊งชาว Baloch ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน Balochistan และมีประวัติว่าเคยทำร้ายแม่ของตนเองถึงแก่ชีวิตมาแล้ว มาพร้อมกับ SP Aslam (ตำแหน่งสารวัตร) มือปราบตัวตึงของตำรวจปากีสถาน ผู้มีหน่วยตำรวจสุดอันตรายเป็นของตัวเอง, พันตรี Iqbal สังกัดหน่วย ISI ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายในอินเดียมาหลายครั้ง นอกจากนี้ยังมีตัวละครที่สร้างจากบุคคลที่มีตัวตนจริงในวงการการเมืองปากีสถาน เช่น Asif Ali Zardari สามีของ Benazir Bhutto อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานผู้ล่วงลับ และปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีของปากีสถาน และ Nawaz Sharif อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน (และเป็นพี่ชายของ Shehbaz Sharif นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของปากีสถาน) รวมไปถึง Dawood Ibrahim ที่ว่ากันว่าเป็นหัวหน้าแก๊งและผู้ก่อการร้ายนามอุโฆษที่อินเดียต้องการตัวมากที่สุดมาจนถึงวันนี้

6.ไม่มีฉากหนังฉากเพลง มีแค่ BGM ฉีกภาพจำเดิมๆ
ตัดภาพจำหนังอินเดียที่วิ่งไล่ตามกันบนเขา หรือแม้แต่มีฉากเต้นฉากเพลง ยืนยันว่าหนังทั้ง 2 ภาค มีฉากเต้นฉากเพลงอยู่แค่ฉากเดียวและใช้เวลาไม่กี่นาที ส่วนใหญ่หนังอินเดียยุคปัจจุบันเน้นทำเป็น Background Music กันมากกว่า อาจจะไม่ถูกใจขาบอลลีวู้ดดั้งเดิม แต่ถ้าเป็นสายหนังที่นิยมหนังฝรั่ง เรื่องนี้อาจจะถูกใจหลายท่านที่ไม่ต้องการเห็นฉากเพลงที่ขัดใจขัดอารมณ์กับหนัง เห็นเป็นหนังบู๊เดือดแบบนี้เขาก็ทำเพลงช้าๆ ซึ้งๆ ได้ไพเราะกันเลยทีเดียว

7.ความยาวเรื่องละ 3-4 ชั่วโมง รวมกันเป็น 7 ชั่วโมงกว่าๆ !
ภาพยนตร์ทั้งสองภาคยาวประมาณ 3 ชั่วโมงถึงเกือบ 4 ชั่วโมงกว่าๆ เป็นภาพยนตร์ที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยาวที่สุดที่อินเดียเคยทำมา (จริงๆ ส่วนใหญ่ยาวประมาณไม่เกิน 3 ชั่วโมง บางเรื่องก็แค่ 2 ชั่วโมงครึ่ง แต่ส่วนมากจะเกือบๆ 3 ชั่วโมง) หากรวมทั้ง 2 ภาคก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมง แต่.. ยืนยันว่าทุกนาที ทุกวินาที เต็มไปด้วยความมันส์ ความคุ้มค่า และการลุ้นระทึกแบบไม่รู้สึกเสียเวลา และยืนยันเช่นเดิมว่าแทบไม่มีฉากเพลงเลย ดังนั้น 7 ชั่วโมงในภาพยนตร์ทั้งสองภาคจึงอัดแน่นไปด้วยความมันส์ระทึกและดราม่าเข้มข้นเท่านั้น

8.อัดแน่นด้วยนักแสดงคุณภาพ
Ranveer Singh หนึ่งในพระเอกสุดฮอตที่มาแรงที่สุดของอินเดียในนาทีนี้ ถ้าให้เทียบกับเมืองไทยน่าจะประมาณอั้ม อธิชาติ หรือบอย ปกรณ์ กับผลงานสร้างชื่อมาหลายเรื่องก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น Bajirao Mastani หรือ Padmaavat ครั้งนี้รับบทเป็นพระเอกสายบู๊แบบไม่ห่วงหล่อกันเลย มาพร้อมกับ Akshaye Khanna ลูกชายของ Vinod Khanna พระเอกสายบู๊ผู้ล่วงลับ (ไม่ได้เป็นญาติอะไรกับ Rajesh Khanna พระเอกช้างเพื่อนแก้วโดยตรง แต่รู้จักกัน), Arjun Rampal ซึ่งสร้างชื่อจาก Om Shanti Om ของ Shah Rukh Khan, Sanjay Dutt ลูกชายของคู่รักนักแสดงจากหนังเรื่องธรณีกรรแสง (Mother India) และ R. Madhavan ที่สร้างชื่อไปทั่วโลกจาก 3 Idiots มาแล้ว ยังไม่รวม Sara Arjun นักแสดงสาวสวยน่ารักที่รับบทเป็นนางเอกหนังเงินล้านไปด้วยอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น

9.หนังที่คนอินเดียพูดถึงที่สุดในเวลานี้
โซเชียลอินเดียตอนนี้ ส่วนใหญ่ต่างพูดถึง Dhurandhar กันมาก จขกท. รู้จักและคลุกคลีกับโซเชียลอินเดียมานาน ไม่เคยพบว่าคนอินเดียจะพูดถึงหนังเรื่องไหนเยอะและพูดถึงกันมากเท่านี้มาก่อนในรอบหลายปีนี้ แม้แต่หนัง Bollywood หรือหนังอินเดียใต้อื่นๆ ที่ว่าดังๆ และทำเงินไปมหาศาลก็ไม่เคยเห็นกระแสพูดถึงจนกลายเป็นข่าวรายวัน เป็นมีม หรือแม้แต่ Dialogue ในหนังที่เอามาพูดถึงกันจนถึงวันนี้ แต่วันนี้ Dhurandhar กลายเป็นกระแสและถูกพูดถึงมาหลายเดือนแล้วในอินเดีย ยิ่งการมาของภาคสองเมื่อเดือนก่อน ทำให้หนังเรื่องนี้ยังถูกพูดถึงมาจนถึงนาทีนี้ น่าจะมากกว่าหนังที่คนไทยรู้จักและเคยฮิตช่วงนึงอย่างคังคุไบด้วยซ้ำ

10.หนังที่แม้แต่ศัตรูของชาติยังต้องดู
Dhurandhar ฉายในช่วงที่อินเดียกับปากีสถานเพิ่งปะทะกันจากกรณีที่ผู้ก่อการร้ายได้ฆาตกรรมผู้โดยสารชายที่ Pahalgam เมื่อเดือนเมษายนปีก่อน ซึ่งทำให้อินเดียตัดสินใจตอบโต้ด้วยปฏิบัติการ Sindoor หรือการยิงขีปนาวุธใส่รังผู้ก่อการร้ายในปากีสถาน และได้รับการสนับสนุนจากทั้งนักการเมืองฝั่งรัฐบาล นักการเมืองฝ่ายค้าน และนักแสดงในวงการบันเทิงอินเดียจำนวนมาก ซึ่งสุดท้ายการแทรกแซงของ Trump ก็ทำให้การปะทะนี้ยุติลง แต่ความสัมพันธ์ของอินเดียและปากีสถานก็ยังไม่ฟื้น  อย่างไรก็ตาม ด้วยเนื้อหาสุดเร้าใจและสุดระทึกและยังเกี่ยวข้องกับปากีสถานโดยตรง ทำให้มีการดาวน์โหลดหนังเรื่องนี้อย่างผิดกฎหมายในปากีสถานเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปากีสถานประกาศแบนหนังอินเดียไปตั้งแต่ปี 2562

Dhurandhar ภาคแรก เข้า Netflix แล้วในชื่อ ปฏิบัติการกล้าสนั่นเมือง ส่วนภาค 2 ยังฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ SF ทั่วประเทศ (แต่มีอยู่ไม่กี่โรง)

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่