Dhurandhar: The Revenge.. บทสรุปของหนังอินเดีย (ภาษาฮินดี) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทศวรรษ



กลับมาตามสัญญาแล้วครับ สำหรับ Dhurandhar: The Revenge บทสรุปของหนังอินเดีย (ภาษาฮินดี) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทศวรรษ (ไม่ขอเรียกว่า "ภาค 2" นะครับ เพราะมันคือเรื่องเดียวกัน แต่แยกออกมาฉายเป็น 2 ตอน เพราะหนังยาวมากกก) และภายหลังจากที่ฝ่ากระแสดราม่าข่าวลือเล็กน้อยที่ว่าหนังอาจจะเลื่อนการฉายออกไป แต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ยังยืนอยู่ในโปรแกรมเดิม เริ่มฉายพร้อมกันทั่วโลก 19 มีนาคม ที่ผ่านมา

ก่อนอื่นคงต้องมาพูดถึง Dhurandhar ภาคต้น ที่จบลงไปแบบทำลายสถิติราบคาบ โดยหนังทำรายได้ปิดที่ประมาณ 14,280 ล้านรูปีทั่วโลก (ราว ๆ 155 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ขึ้นแท่นหนังอินเดียรวมทุกภาษาที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับ 4 และเป็นหนังที่พูดภาษาฮินดีที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับที่ 2 รวมทั้งเป็นหนังที่พูดภาษาฮินดีที่ทำรายได้สูงสุดในทศวรรษนี้

ใครที่อยากดูรีวิวภาคต้นที่ จขกท. เคยลงไว้ไปตามลิ้งค์นี้เลยครับ https://m.pantip.com/topic/43933803 (บอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้ ถ้าคุณไม่ได้ดู หรืออ่านบทสรุปจากภาคต้น คุณจะไม่เข้าใจหนังเลยครับ ในกระทู้นี้ก็เช่นกัน ถ้าคุณไม่ได้อ่านรีวิวภาคต้น คุณก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ จขกท. เขียนต่อไปจากนี้เลยครับ ภาคต้นดูได้จากใน NF แล้วครับ)

ส่วน Dhurandhar: The Revenge บทสรุปนี้ เรื่องรายก็คืออลังการตั้งแต่ยังไม่เปิดตัวเช่นกัน กล่าวคือ Dhurandhar: The Revenge คือหนังที่มียอดจองตั๋วล่วงหน้าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์วงการหนังอินเดียที่ 750 ล้านรูปี!!! และทำรายได้รวมวันแรกจากการฉายทั่วโลกกว่า 2,400 ล้านรูปี!!! บ้าไปแล้ววว.. ส่วนรายได้รวม 4 วัน ก็ตามด้านล่างเลยครับ (หน่วยเงินเป็นรูปี / 1 รูปีเท่ากับประมาณ 35 สตางค์ / หน่วยนับ CR คือ Crore.. 1 Crore = 10 ล้าน)



วันนี้ จขกท. เลือกมาดูที่โรงภาพยนต์ SF สาขา Terminal 21 พระราม 3 ชั้น 5 จากเดิมที่เคยดูแต่ที่อโศก (Dhurandhar: The Revenge เข้าฉายเฉพาะในโรงเครือ SF ทั้งหมด 8 สาขา คือ Terminal 21 อโศก พระราม 3 และ พัทยา + สาขาโคราช MBK เอ็มโพเรียม จังซีลอนป่าตอง และ เมญ่าเชียงใหม่ ในลักษณะจำกัดรอบวันละ 1-3 รอบเท่านั้น) ราคาค่าตั๋วที่นั่งปกติ 350 บาท ที่นั่งพรีเมี่ยม 400 บาท ส่วนที่นั่ง Sofa Bed ก็จะต่างกันไปตามแต่สาขา ยกเว้นที่เอ็มโพเรียมที่ราคาจะแพงกว่าที่อื่น



มาถึงแล้วก็ไปซื้อตั๋วกัน หนังเรื่องนี้ ฉ 20+ ครับ มีตรวจบัตรด้วยนะ เพราะความรุนแรงเกินพิกัด อันที่จริงก็เกินมาตั้งแต่ภาคแรกแล้วหล่ะครับ



ได้ตั๋วแล้วก็ไปหาข้าวหาปลาราคามิตรภาพกินกันก่อนที่ Pier 21 Food Court ที่อยู่ติดกับโรงหนังเลย ว่าไปแล้ว โรงหนัง SF สาขา Terminal 21 พระราม 3 นี้ น่าจะเป็นโรงหนังที่วิวสวยที่สุดในประเทศแล้วหล่ะมั้ง



บรรยากาศโดยทั่วไปของการเข้าชมภาพยนตร์อินเดีย ก็จะเต็มไปด้วยมิตรสหายเชื้อสายภารตะ แต่เนื่องจาก จขกท. มาดูรอบวันธรรมดา คนจึงไม่แน่นมาก พูดง่าย ๆ คือไม่ค่อยวุ่นวายเท่าไหร่ มาถึงแล้วก็เข้าไปดูกันเลยที่โรงที่ 2



โรง 2 ของที่นี่ใช้ระบบฉายแบบเลเซอร์ของคริสตี้ แต่ จขกท. รู้สึกว่าภาพมันไม่ค่อยคมเท่าไหร่ (IMO.. ระบบฉายของ SF จะสู้ Major ไม่ได้) แต่ชอบการจัดวางที่นั่งที่ชันในรูปแบบกึ่ง Stadium ทำให้ไม่ค่อยมีมุมบังเท่าไหร่ แต่ช่วงทางเดินค่อนข้างแคบมาก อาจจะต้องเลือกที่นั่งในแถวที่มีทางเดินกว้างแบบ Balcony ซักหน่อย ซึ่งแถวก็จะต่างกันไปตามแต่ละโรง



ลืมบอกไปอีกอย่างครับ Dhurandhar: The Revenge นี้ มีความยาวทั้งหมด 3 ชั่วโมง 55 นาทีด้วยกัน นับเป็นหนังอินเดียเวอร์ชั่นปกติที่มีความยาวที่สุดเรื่องนึงในประวัติศาสตร์อีกด้วย คิดดูแล้วกัน จขกท. เดินเข้าโรงไปตอน 15.50 ออกจากโรงมาตอน 20.20 พอดีเป๊ะ 55 แต่ก็ตามธรรมเนียมหนังอินเดีย คือ มี Interval หรือเบรกกลางเรื่องให้ไปทำธุระ 10 กว่านาที แล้วก็กลับมาดูต่อ (ช่วงเบรกของโรงในเครือ SF จะมีโฆษณาสินค้าและบริการของคนเชื้อสายอินเดียในไทย ซึ่งโฆษณาก็จะเน้นพูดภาษาอินเดียต่าง ๆ ทั้งหมด อันนี้เปิดโลกมาก ทำให้ได้รู้หลายอย่างว่าชุมชนคนอินเดียในไทยนั้น มีความหลากหลาย และมีขนาดใหญ่โตพอตัว)

ส่วนเรื่องตัวหนังนั้น อย่างที่บอกว่ามันเป็นบทสรุปของตอนแรก มีเนื้อหาที่ต่อเนื่องกัน ดังนั้น หากคุณไม่ได้ดูภาคต้น คุณก็จะไม่เข้าใจเรื่องราวของหนังเลยครับ เพราะหนังแทบจะไม่ได้ปูเรื่องย้อนอดีตให้เลย ส่วนภาพรวมของหนังก็คือมาในแนวทางเดียวกันกับภาคต้นเป๊ะ หนังเปิดเรื่องมาด้วยการเฉลยที่มาที่ไปของพระเอกอย่าง Jaskirat Singh Rangi ก่อนที่จะมาเป็น Hamza Ali Mazarin ซึ่งก็ไม่พ้นที่จะต้องดึงดราม่าในช่วงแรก ในองก์นี้ยอมรับว่าฉาก Action มันส์มาก ดีมาก เป็นการเปิดหัวที่ดี แต่เป็นฉาก Action ที่เน้นการใช้ปืนเป็นหลัก เพราะช่วงเวลานี้ Jaskirat ยังไม่ได้รับการฝึกการต่อสู้ในระดับสูง





มาถึงองก์ต่อไป ก็เป็นการกลับมาสู่ปัจจุบัน ที่กล่าวถึงการแย่งชิงอำนาจในการเป็นผู้นำแห่งลยารี หรือ King of Lyari ภายหลังจากการเสียชีวิตของ Rehman Dakait ซึ่งพระเอก Hamza ของเราจะทำหน้าที่เป็นตัวปั่นแทน เรื่องราวช่วงนี้เดินเรื่องไว ต้องตั้งใจดูหน่อยครับ เพราะจะมีหลายพวกหลายฝ่าย พูดสรุปง่าย ๆ คือ จะเป็นการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างพวก Baloch กับ Pathan โดยมีพระเอกและทีมงานเป็นตัวปั่น ความสนุกช่วงนี้จะอยู่ที่การชิงไหวชิงพริบ วางหมากวางเกมส์ ดูสนุกดีครับ





องก์ต่อมา เมื่อพระเอกของเราชิงความเป็น King of Lyari ได้สำเร็จ คราวนี้ก็ถึงคราวจัดการพวกตัวบิ๊กเบิ้มที่อยู่เบื้องหลังเหตุก่อการร้ายในอินเดียในอดีต พาร์ทนี้พระเอกจะกลับมามีบทบาทมากขึ้น พร้อมกับที่พระเอก (รวมทั้งผู้ชมด้วย) ที่ต้องพบกับ Surprise ครั้งใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็นบททดสอบจิตใจของพระเอกในการจะเป็นสายลับของอินเดียที่จะต้องจัดการคู่รักคู่แค้นอย่างปากีสถาน และเมื่อต้องจัดการเหล่าบรรดาตัวบิ๊กเบิ้ม แน่นอน! มันไม่ง่าย ทั้งหมดมาพร้อมกับการต่อสู้ที่ต้องใช้สมองวางแผน รวมถึงการจัดการ และฉาก Action ที่ทรงพลัง ความสนุกเริ่มทวีขึ้นมากแล้วครับ





องก์สุดท้ายกับการจัดการ Last Boss เมื่อทุกอย่างระเบิดความรุนแรงขึ้นไปถึงระดับประเทศ ความรุนแรงทะลุฟ้าไปแล้ว ทุกอย่างก็ระเบิดขึ้นเป็นจุณ แต่พาร์ทนี้ จขกท. แอบเฟลจุดจบของ Last Boss ไปหน่อย คือ สู้กันมาตั้งนานมาก พังมันแทบทุกอย่าง แต่บทจะตายกลับตายแบบโคตะระง่าย 55





มาถึงบทสรุปตอนจบ เรียกว่า ในพีคยังมี Surprise กว่า แล้วใน Surprise กว่า ยังมี Surprise ที่สุด.. ถึงแม้มันจะดูกำปั้นทุบดินไปหน่อย แต่ในฐานะคนดูต้องบอกว่า โอ้ย! ตายไปเลย บ้าไปแล้ว คิดได้ยังไง คือ คนดูทั้งโรงน่าจะเหวอไปเลยกับ Surprise ที่สุด ตอนจบนี้ 55



ความรู้สึกหลังดูหนังจบ คือ จขกท. ดีใจที่ตัวเองเป็นคนชอบดูและรักหนังอินเดีย มันมีบางสิ่งที่มีแต่คนอินเดียเท่านั้นแหละที่จะคิดอะไรแบบนี้ได้ การที่เอาเหตุการณ์จริงทางประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรง มาประยุกต์สร้างเป็นหนังที่สนุก บอกก่อนว่าร้อยละ 80% ของบุคคลสำคัญในหนังเรื่องนี้ มีตัวตนจริงนะครับ แต่เขาจะเปลี่ยนชื่อให้เพื่อความเหมาะสม ซึ่งเขาเล่นกันไปถึงระดับนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี กันเลยทีเดียว

Dhurandhar และ Dhurandhar: The Revenge เป็นหนังที่เหมาะสมแล้วที่จะเป็นหนังอินเดียแห่งทศวรรษ และ 1 ใน 5 หนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศอินเดีย มันมีทุกอย่างที่หนังระดับสุดยอดจะมี Production ระดับพระกาฬ ฉาก Action ที่โคตะระสุด นักแสดงฝีมือระดับเทพ การถ่ายทำที่เยี่ยมยอด ดราม่าที่กำลังพอดีแต่มีน้ำตาคลอ มุกตลกตัดเครียดแบบจิกกัดคม ๆ ความเจ็บแค้นทางประวัติศาสตร์ที่ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นความบันเทิง และความสนุกระดับ "ล้านเต็มสิบ" ใครไปดูได้ อยากชวนให้ไปดูครับ แต่บอกก่อนว่าให้ดูภาคต้นก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นดูไม่รู้เรื่องครับ



จขกท. มี "3 สิ่งพิเศษ" ที่ต้องการบอกหลังจากดูหนังจบแล้ว

1) หนังมี End Credit 3 ตัว ให้นั่งดูเครดิตจบจนหยดสุดท้ายเลยนะครับ แล้วคุณจะร้องออกมาว่า เอาแล้ว.. ยังจะมีอีกหรอ แค่นี้ยังเหนื่อยไม่พออีกหรอ 55

2) อันนี้สำคัญอยากบอกมาก คุณรู้มั้ยครับ ว่าหนังเรื่องนี้ทั้ง 2 พาร์ท ถ่ายทำในประเทศไทยเยอะมาก บอกใบ้เลยว่าฉากในเมือง Lyari รวมทั้งฉากสนามบินที่ดูไบและการาจี รวมทั้งฉากที่กล่าวถึงนครดูไบ ฉากในบ้านหรู ฉากสนามกอล์ฟ ฉากทุ่งนา ฉากขับรถไล่ล่าบางส่วน ถ่ายทำในประเทศไทยครับ แล้วภาพออกมาสวยมาก ดีมาก จขกท. คิดอยู่ว่าบ้านเมืองเรามีของดีมากอยู่ในมือ เวลาต่างชาติเขามาถ่ายทำมันดูดีมาก แต่คนทำหนังบ้านเรากลับไม่ยอมหยิบจับสิ่งเหล่านี้มาทำ..

จขกท. นั่งดู End Credit จนจบ เห็นรายชื่อคนไทยเยอะมากที่มีส่วนร่วมกับหนังเรื่องนี้ในส่วนของ Thailand Unit แล้วก็เป็นส่วนที่สำคัญกับหนังมากด้วย ดูไปก็น้ำตาคลอ ไม่ได้เว่อร์นะ แต่โคตะระภูมิใจกับทรัพยากรทีมงานบ้านเราเลย พูดได้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังอินเดียเรื่องนี้เป็นประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ แต่ก็สะท้อนใจว่า "เรามีของดี แต่เราทำของเราให้เป็นประวัติศาสตร์ไม่ได้ เพราะอะไร?" อยากให้ลองคิดดูครับ

3) ความยิ่งใหญ่ของ Dhurandhar ทั้ง 2 พาร์ท จะคงอยู่ได้นานหรือไม่ ปลายปีนี้ "พี่เบิร์ดบอมเบย์" Shah Rukh Khan ในวัย 60 ปี จะเป็นผู้ให้คำตอบกับหนังเรื่องใหม่ในรอบ 3 ปีของเขา เรื่อง "King" ครับ และสุดท้าย "Booth Bangla" หนังผีตลกของ พี่ Akshay Kumar จะเข้าไทยในโรงเครือ SF แน่นอนครับ ส่วน "Toxic" หนังฟอร์มยักษ์ที่ยอมหลบให้ Dhurandhar: The Revenge จะเข้าโรงเครือ Major วันนี้ 4 มิถุนายนนี้ แน่นอนครับ.. แบ่ง ๆ กันไปครับ 55
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่