เมื่อมีนักวิ่งหัวใจหยุดเต้น 3 รายในงานแข่งเดียว
คุณหมอ อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา โพสต์เตือนภัยว่า
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องจริงจังครับ
ข่าวดีคือ ทีมแพทย์สามารถช่วยชีวิตนักวิ่งที่หัวใจหยุดเต้นได้ถึง 3 รายในงานวิ่งเดียว เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สะท้อนว่าระบบแพทย์ฉุกเฉินและงานวิ่งในประเทศไทยพัฒนาไปไกลมากแล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน
ตัวเลขนี้ก็น่าตกใจเช่นกัน
โดยปกติแล้ว อุบัติการณ์ของภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะแข่งกีฬาอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 80,000 -100,000 คน ในประชากรทั่วไป
และอาจเพิ่มเป็นประมาณ 1 ต่อ 50000 คน ในกลุ่มอายุที่มากขึ้น
แต่เมื่อมีผู้ป่วยถึง 3 รายในงานวิ่งเดียว
สัดส่วนความเสี่ยงอาจสูงถึงระดับประมาณ 1 ต่อ 10,000
ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติหลายเท่า
---
โดยทั่วไป ภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะออกกำลังกายมักเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก
1) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
เช่น
อุณหภูมิสูง
ความชื้นสูง
มลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5
ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ง่ายขึ้น
2) ปัจจัยด้านสุขภาพของนักวิ่ง (ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญกว่า)
หลายคนเข้าใจผิดว่า
“คนที่ไปแข่งวิ่ง ขาไม่แรง ไม่ได้ซ้อมเยอะ ไม่ใช่ นักกีฬา”
แต่ในทางการแพทย์
เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา
ไม่ว่าจะวิ่งเร็วหรือช้า
ร่างกายจะถูกกระตุ้นเข้าสู่ระดับความเครียดทางสรีรวิทยาที่สูงขึ้น
ถือว่าออกกำลังกายหนักแบบนักกีฬาครับ
ซึ่งควรได้รับการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
ข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า
กลุ่มที่เสียชีวิตจากการออกกำลังกายมากที่สุดคือ
ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป
ความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงประมาณ 3 เท่า
และสาเหตุหลัก เกิน 85% คือ “โรคหลอดเลือดหัวใจ”
ภัยเงียบที่นักวิ่งมองไม่เห็น คือ ไขมันในเลือดสูง
ไขมันในเลือดสูงมักไม่มีอาการ
หลายคนยังใช้ชีวิต ออกกำลังกาย และแข่งขันกีฬาได้ตามปกติ
แต่ในความเป็นจริง
อาจมีคราบไขมันสะสมอยู่ในหลอดเลือดหัวใจโดยไม่รู้ตัว
เมื่อออกกำลังกายหนัก
คราบไขมันอาจแตกหรือหลุด
ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
หากเป็นการอุดตันในเส้นเลือดขนาดเล็ก
การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) และการส่งต่อเพื่อทำบอลลูนหลอดเลือดอาจช่วยชีวิตได้
แต่หากเป็นการอุดตันในเส้นเลือดหลัก
โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ปั้มหัวใจไม่ขึ้นเลย
แม้จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ก็ตาม
---
การตรวจคัดกรองก่อนแข่งกีฬา จึงถือว่าความรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง
สำหรับนักวิ่งที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป
โดยเฉพาะผู้ที่มี
ไขมันในเลือดสูง
โรคประจำตัว
หรือความเสี่ยงปานกลางขึ้นไปต่อโรคหัวใจ
ควรได้รับการตรวจคัดกรองก่อนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา
ถ้ามีไขมันสูงและมีคราบไขมันในหลอดเลือด
การรักษาไขมันในเลือด
ไม่ต่างจากการคาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถ
อาจไม่ได้ป้องกันอุบัติเหตุทั้งหมด
แต่ช่วยลดความรุนแรงและโอกาสเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
---
การวิ่ง และการแข่งอย่างปลอดภัย
จึงเรื่องของ “ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตัวเอง”
เพราะบางครั้ง
ความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่การวิ่งเร็วเกินไป
แต่คือการวิ่ง โดยไม่รู้ว่าหัวใจของเราพร้อมหรือไม่ครับ
ขอให้ นักวิ่งทั้ง 3 ท่าน แข็งแรงฟื้นตัวโดยเร็ว ผมขออนุญาตใช้โอกาสนี้ ส่งต่อความรู้ให้ทุกคนที่กำลังแข่งกีฬาครับ
หมอแอร์
หมอหัวใจและการกีฬา
ที่มา FB Akanis Srisukwattana
https://x.com/joe_black317/status/2015978110022455300 ขอขอบคุณ
"โรคหลอดเลือดหัวใจ" โรคที่ตัวเลขของผู้ที่เป็นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกๆปี
เมื่อมีนักวิ่งหัวใจหยุดเต้น 3 รายในงานแข่งเดียว
คุณหมอ อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา โพสต์เตือนภัยว่า
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ต้องจริงจังครับ
ข่าวดีคือ ทีมแพทย์สามารถช่วยชีวิตนักวิ่งที่หัวใจหยุดเต้นได้ถึง 3 รายในงานวิ่งเดียว เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง สะท้อนว่าระบบแพทย์ฉุกเฉินและงานวิ่งในประเทศไทยพัฒนาไปไกลมากแล้ว
แต่ในขณะเดียวกัน
ตัวเลขนี้ก็น่าตกใจเช่นกัน
โดยปกติแล้ว อุบัติการณ์ของภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะแข่งกีฬาอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 80,000 -100,000 คน ในประชากรทั่วไป
และอาจเพิ่มเป็นประมาณ 1 ต่อ 50000 คน ในกลุ่มอายุที่มากขึ้น
แต่เมื่อมีผู้ป่วยถึง 3 รายในงานวิ่งเดียว
สัดส่วนความเสี่ยงอาจสูงถึงระดับประมาณ 1 ต่อ 10,000
ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติหลายเท่า
---
โดยทั่วไป ภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะออกกำลังกายมักเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก
1) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
เช่น
อุณหภูมิสูง
ความชื้นสูง
มลพิษทางอากาศ เช่น PM2.5
ปัจจัยเหล่านี้เพิ่มภาระต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด
และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ง่ายขึ้น
2) ปัจจัยด้านสุขภาพของนักวิ่ง (ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญกว่า)
หลายคนเข้าใจผิดว่า
“คนที่ไปแข่งวิ่ง ขาไม่แรง ไม่ได้ซ้อมเยอะ ไม่ใช่ นักกีฬา”
แต่ในทางการแพทย์
เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา
ไม่ว่าจะวิ่งเร็วหรือช้า
ร่างกายจะถูกกระตุ้นเข้าสู่ระดับความเครียดทางสรีรวิทยาที่สูงขึ้น
ถือว่าออกกำลังกายหนักแบบนักกีฬาครับ
ซึ่งควรได้รับการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า
ข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า
กลุ่มที่เสียชีวิตจากการออกกำลังกายมากที่สุดคือ
ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป
ความเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิงประมาณ 3 เท่า
และสาเหตุหลัก เกิน 85% คือ “โรคหลอดเลือดหัวใจ”
ภัยเงียบที่นักวิ่งมองไม่เห็น คือ ไขมันในเลือดสูง
ไขมันในเลือดสูงมักไม่มีอาการ
หลายคนยังใช้ชีวิต ออกกำลังกาย และแข่งขันกีฬาได้ตามปกติ
แต่ในความเป็นจริง
อาจมีคราบไขมันสะสมอยู่ในหลอดเลือดหัวใจโดยไม่รู้ตัว
เมื่อออกกำลังกายหนัก
คราบไขมันอาจแตกหรือหลุด
ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
หากเป็นการอุดตันในเส้นเลือดขนาดเล็ก
การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) และการส่งต่อเพื่อทำบอลลูนหลอดเลือดอาจช่วยชีวิตได้
แต่หากเป็นการอุดตันในเส้นเลือดหลัก
โอกาสรอดชีวิตจะลดลงอย่างมาก ปั้มหัวใจไม่ขึ้นเลย
แม้จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ก็ตาม
---
การตรวจคัดกรองก่อนแข่งกีฬา จึงถือว่าความรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง
สำหรับนักวิ่งที่มีอายุ 35–40 ปีขึ้นไป
โดยเฉพาะผู้ที่มี
ไขมันในเลือดสูง
โรคประจำตัว
หรือความเสี่ยงปานกลางขึ้นไปต่อโรคหัวใจ
ควรได้รับการตรวจคัดกรองก่อนเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา
ถ้ามีไขมันสูงและมีคราบไขมันในหลอดเลือด
การรักษาไขมันในเลือด
ไม่ต่างจากการคาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถ
อาจไม่ได้ป้องกันอุบัติเหตุทั้งหมด
แต่ช่วยลดความรุนแรงและโอกาสเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
---
การวิ่ง และการแข่งอย่างปลอดภัย
จึงเรื่องของ “ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตัวเอง”
เพราะบางครั้ง
ความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่การวิ่งเร็วเกินไป
แต่คือการวิ่ง โดยไม่รู้ว่าหัวใจของเราพร้อมหรือไม่ครับ
ขอให้ นักวิ่งทั้ง 3 ท่าน แข็งแรงฟื้นตัวโดยเร็ว ผมขออนุญาตใช้โอกาสนี้ ส่งต่อความรู้ให้ทุกคนที่กำลังแข่งกีฬาครับ
หมอแอร์
หมอหัวใจและการกีฬา
ที่มา FB Akanis Srisukwattana
https://x.com/joe_black317/status/2015978110022455300 ขอขอบคุณ