"ผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ที่ยังไม่ได้เห็นธรรม อาจคิดว่า...การรู้ธรรม การเห็นธรรม
การปฏิบัติธรรมเช่นนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร เป็นการยากอยู่...
เรื่องเหล่านี้น่ะ! ก็คือ ธรรมชาติธรรมดาที่มันเป็นอยู่ นี้แหละ...
ทุกวันนี้ บางที เรามีความสุขใจ
บางที เรามีความทุกข์ใจ มีความดีใจ มีความเสียใจ เพราะอะไร เพราะไม่รู้ธรรม
เพราะไม่เห็นธรรม ไม่รู้ธรรมชาติ ไม่เห็นธรรมชาติ คือธรรมชาติมันเป็นของมัน เช่นนั้นเรื่อยๆ ทั้งกาย และจิต คือรูป และนาม
ฉะนั้น...
พระบรมศาสดา ท่านจึงได้หมายขันธ์ห้า
วาง...ขันธ์ห้า เลิก...ขันธ์ห้า ละ...ขันธ์ห้า
ที่ละมันไม่ได้ เพราะอะไร?
เพราะไม่เห็นมัน เพราะไม่รู้...เท่าทันมัน
เห็นว่า มันเป็นเรา เห็นเราว่า เป็นมัน
เห็นเราว่า เป็นสุข เห็นสุขว่า เป็นเรา
เห็นทุกข์ว่า เป็นเรา เห็นเราว่า เป็นทุกข์
มันแยกออกจากกัน ไม่ได้
เมื่อแยกออกจากกันไม่ได้ ก็แปลว่า...
เราไม่เห็นธรรม คือธรรมชาติอย่างนี้
มันไม่เป็นเรา แต่เราเข้าใจว่า...เป็นเรา
สุข ก็มาถูกเรา ทุกข์ ก็มาถูกเรา
เสียใจ ก็มาถูกเรา
เพราะเรา เข้าไปขวางอยู่...ตรงนั้น
เราก็คือก้อนอัตตา ตัวตน
เมื่อมีก้อนอัตตา เมื่อใดแล้ว...สุข ก็ถูกเรา ทุกข์ ก็ถูกเรา อะไรถูกเราหมด
ฉะนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาท่านจึงว่า...
ให้ทำลายก้อนอัตตา เมื่อทำลายก้อนอัตตา คือสักกายทิฐินี้แล้ว หมดก้อนอัตตาแล้ว... อัตตา มันก็ไม่ต้องเรียก มันเป็นของมันเอง เมื่อหมดอัตตา อนัตตา ก็เกิดขึ้นมาเอง
เมื่อบุคคล...
ถือเนื้อถือตัว ก็จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตน
เห็นว่า เราสุข เห็นว่า เราทุกข์ เห็นว่า เราดี เห็นว่า เราชั่ว เห็นว่า...เราต่างๆ นาๆ
ความจริงสิ่งเหล่านี้...
ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น แต่เรา..กลับไปเอาธรรมชาติมาเป็นเรา เอาเรา มาเป็นธรรมชาติ เลยไม่รู้ว่า...ธรรมชาติ คืออะไร
ธรรมชาติมันดี ก็หัวเราะกับมัน
ธรรมชาติมันร้าย ก็ร้องไห้กับมัน
ความจริงธรรมชาติ ก็คือ...สังขาร
อย่างเราว่า “เตสัง วูปสโม สุโข”
ความสงบของสังขาร นั้น...เป็นสุข
สงบ อะไรล่ะ? ก็คือ ถอนอุปาทานออกมา
ว่าเห็นธรรมชาติตามเป็นจริงของมัน
เดี๋ยวนี้..ความจริงของมันมีอยู่ มันเป็นจริงอยู่ ต้นหญ้าภูเขาเถาวัลย์ มันเป็นของมันอย่างนั้น
มันเกิด มันก็ดับ มันดับ มันก็เกิด
มีเลื่อนไหลไปมา ธรรมชาติมันเป็นจริงอยู่...
แต่เราผู้ไม่จริง เมื่อไปเห็นแล้ว...ก็ตื่นเต้น ธรรมชาติ ไม่ตื่นเต้น มันเป็นอยู่...อย่างนั้น
ไม่ว่าใครจะร้องไห้ ใครจะหัวเราะ
มันก็เป็นของมัน อยู่...อย่างนั้น อันนั้น! มัน
เป็นของจริง เราไม่รู้จักของจริง
เมื่อไปเห็นของจริงแล้ว...
กระตือรือร้น ร้องไห้ หัวเราะ ต่างๆนาๆ
เสียอก เสียใจ ดีอก ดีใจ
ถึงเราจะดีใจเสียใจอย่างไร ก็ตาม
สภาวะร่างกายรูปนี้ ของเรา ก็เป็นอยู่...
ของมันเช่นนี้ มันเกิดมาแล้ว มันก็แปรตามธรรมชาติ แปรไป เจ็บไป ตายไป พลัด
พราก จากกันไปเป็นธรรมดา...
ธรรมชาติ มันเป็นอย่างนี้...
เมื่อหากว่า บุคคล ผู้ใดจะเอาธรรมชาติ
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ให้มันเป็นตัวเรา
เป็นของเราอย่างนี้ มันก็เป็นการแบกทุกข์ไว้
ฉะนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะ
ท่านจึงว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง” คำว่าสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งนั้น...หมายรวมตลอดเลย จะเป็นรูป หรือเป็นนามก็ช่าง ใช่หมดทั้งนั้น...
ความเห็นของท่าน ในขณะที่ท่านฟังเทศน์
ของพระพุทธองค์นั้น...เปลี่ยนขึ้นมาจนเห็นแจ้ง ออกจากที่นั่งแล้ว ก็ยังเห็นอยู่อย่างนั้น จริงอยู่อย่างนั้น...
อาการอย่างใด ผ่านเกิดขึ้นมา...
ก็เห็นความเกิด อันมันดับไปแล้ว ท่านก็เห็นความดับ เกิดแล้ว...ก็ดับ ดับแล้ว...ก็เกิด
ท่านก็เห็นมันอันใดมันเกิดแล้ว...ก็ดับ
อันใดมันดับแล้ว...ก็ดับไป เป็นอยู่...เรื่อยไป
สุข-ทุกข์ ก็มากระทบจิต ของท่านอยู่เสมอ
แต่ว่า...จิต ของท่านเพียงแต่...รับทราบ
ไม่พลอยตกนรก ไม่พลอยไปสู่อบาย ไม่พลอยไปดีใจ ไม่พลอยไปเสียใจ กับสิ่งเหล่านั้น...
จิต ของท่านตั้งมั่นเด่นอยู่...
พิจารณา อยู่...อย่างนั้น นั่น! เพราะท่าน
อัญญาโกณฑัญญะท่านได้ดวงตา ได้ดวงตาอันหนึ่ง ที่เห็นธรรมชาติตามเป็นจริง
ความรู้เท่าตามเป็นจริงของสังขาร สังขารมันเป็นจริงอย่างไร ก็รู้เท่าตามเป็นจริง ของมันอย่างนั้น นี่เรียกว่า...
ผู้รู้ธรรม ผู้เห็นธรรม รู้แล้ว...ละ เลิก ถอน
ถ้ายังไม่เห็น ก็ยังพากันอดพากันละ
มันไม่เห็นหรอกที่มาอดละ อดกลั้น อดทน
อดทานนั่นนะ! แต่ถ้าถึงที่ของมันแล้ว...
ก็จะไม่มีเรื่องอดละ อดกลั้น ไม่มี...เรื่องใด
ได้อด เรื่องผู้เห็นธรรมแล้ว...ก็เป็นธรรม
ไม่มี...เรื่องอดกลั้น นี่! เรายังไม่ทันรู้จักธรรม
ไม่เป็นธรรม จึงเอาธรรมมาใช้ เอาความเพียรมาใช้ มันเป็นอย่างนี้...
ทีนี้! ถ้าเรามาเพียรแล้ว มันไม่เกียจคร้านแล้ว ความเพียร ก็ไม่ต้องเอามาใช้ มันรู้เท่า
ต่ออารมณ์ทั้งหลาย ทั้งปวงแล้ว...มันไม่สุข
ไม่ทุกข์กับมัน ก็ไม่ต้องเอาขันติ มาใช้
เมื่อมันเป็นธรรมแล้ว..มันเกิดมามันก็เป็นธรรม ผู้รู้...ก็รู้ตามธรรมแล้ว ก็เลยเป็นธรรม
รู้ธรรมแล้ว...เห็นธรรม เรียนธรรม รู้ธรรม
เห็นธรรม เป็นธรรม
เมื่อมันเป็นธรรมแล้ว ก็หยุด!
สงบแล้ว...ทีนี้! ไม่ได้เอาธรรมมาใช้ เพราะ
มันเป็นธรรมแล้ว ภายนอก ก็เป็นแล้ว
ภายใน ก็เป็นแล้ว ผู้รู้ธรรม...ก็เป็นธรรม สภาวะมัน ก็เป็นธรรม อันที่รู้มัน ก็เป็นธรรม เป็นอยู่...อย่างนั้น เป็นอย่างเสรี เป็นหนึ่งเสียแล้ว...
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่เกิด
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่แก่
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่เจ็บ
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่ตาย
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่สุข ไม่ทุกข์
ธรรมชาติอันนี้ ไม่น้อยไม่ใหญ่ ไม่หนักไม่เบา ไม่สั้นไม่ยาว ไม่ดำไม่ขาว ไม่มี...เรื่องเปรียบเทียบ ไม่มี...เรื่องจะเอามาเปรียบ สมมุต
อะไรๆ เข้าไม่ถึง เข้าไม่ถึงที่นั่น!
ฉะนั้น พระนิพพานท่านจึงว่า...
ไม่มีสีสันวรรณะ สีเขียว สีแดง สีดำ
อะไร...ไม่มี เรื่องสีเขียว สีดำอะไรต่างๆ
เป็นเรื่องสมมุติ เป็นเรื่องบัญญัติ ในโลกีย์
เมื่อพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว...
ไม่มี...เรื่องเหล่านี้ ตามไปถึง
ดังนั้น...จึงกล่าวว่าสิ่งนั้น...เป็นโลกุตตระ
ธรรมอันนั้น...ท่านจึงว่าเป็นปัจจัตตัง
อันผู้รู้...ก็ได้เฉพาะเจ้าของ ประกาศ ไม่ได้
มีแต่...ให้อุบาย
ผู้ที่เข้าไปถึงแล้วก็แล้ว...
จะเอาสมมุติบัญญัติมาพูด ไม่ได้ มันหมด
มันหมดสิ้น..."
หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี
ปฏิบัติธรรมแต่ยังไม่เห็นธรรมะเป็นอย่างนี้
การปฏิบัติธรรมเช่นนั้น จะเป็นไปได้อย่างไร เป็นการยากอยู่...
เรื่องเหล่านี้น่ะ! ก็คือ ธรรมชาติธรรมดาที่มันเป็นอยู่ นี้แหละ...
ทุกวันนี้ บางที เรามีความสุขใจ
บางที เรามีความทุกข์ใจ มีความดีใจ มีความเสียใจ เพราะอะไร เพราะไม่รู้ธรรม
เพราะไม่เห็นธรรม ไม่รู้ธรรมชาติ ไม่เห็นธรรมชาติ คือธรรมชาติมันเป็นของมัน เช่นนั้นเรื่อยๆ ทั้งกาย และจิต คือรูป และนาม
ฉะนั้น...
พระบรมศาสดา ท่านจึงได้หมายขันธ์ห้า
วาง...ขันธ์ห้า เลิก...ขันธ์ห้า ละ...ขันธ์ห้า
ที่ละมันไม่ได้ เพราะอะไร?
เพราะไม่เห็นมัน เพราะไม่รู้...เท่าทันมัน
เห็นว่า มันเป็นเรา เห็นเราว่า เป็นมัน
เห็นเราว่า เป็นสุข เห็นสุขว่า เป็นเรา
เห็นทุกข์ว่า เป็นเรา เห็นเราว่า เป็นทุกข์
มันแยกออกจากกัน ไม่ได้
เมื่อแยกออกจากกันไม่ได้ ก็แปลว่า...
เราไม่เห็นธรรม คือธรรมชาติอย่างนี้
มันไม่เป็นเรา แต่เราเข้าใจว่า...เป็นเรา
สุข ก็มาถูกเรา ทุกข์ ก็มาถูกเรา
เสียใจ ก็มาถูกเรา
เพราะเรา เข้าไปขวางอยู่...ตรงนั้น
เราก็คือก้อนอัตตา ตัวตน
เมื่อมีก้อนอัตตา เมื่อใดแล้ว...สุข ก็ถูกเรา ทุกข์ ก็ถูกเรา อะไรถูกเราหมด
ฉะนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาท่านจึงว่า...
ให้ทำลายก้อนอัตตา เมื่อทำลายก้อนอัตตา คือสักกายทิฐินี้แล้ว หมดก้อนอัตตาแล้ว... อัตตา มันก็ไม่ต้องเรียก มันเป็นของมันเอง เมื่อหมดอัตตา อนัตตา ก็เกิดขึ้นมาเอง
เมื่อบุคคล...
ถือเนื้อถือตัว ก็จะเห็นแก่ตัว เห็นแก่ตน
เห็นว่า เราสุข เห็นว่า เราทุกข์ เห็นว่า เราดี เห็นว่า เราชั่ว เห็นว่า...เราต่างๆ นาๆ
ความจริงสิ่งเหล่านี้...
ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น แต่เรา..กลับไปเอาธรรมชาติมาเป็นเรา เอาเรา มาเป็นธรรมชาติ เลยไม่รู้ว่า...ธรรมชาติ คืออะไร
ธรรมชาติมันดี ก็หัวเราะกับมัน
ธรรมชาติมันร้าย ก็ร้องไห้กับมัน
ความจริงธรรมชาติ ก็คือ...สังขาร
อย่างเราว่า “เตสัง วูปสโม สุโข”
ความสงบของสังขาร นั้น...เป็นสุข
สงบ อะไรล่ะ? ก็คือ ถอนอุปาทานออกมา
ว่าเห็นธรรมชาติตามเป็นจริงของมัน
เดี๋ยวนี้..ความจริงของมันมีอยู่ มันเป็นจริงอยู่ ต้นหญ้าภูเขาเถาวัลย์ มันเป็นของมันอย่างนั้น
มันเกิด มันก็ดับ มันดับ มันก็เกิด
มีเลื่อนไหลไปมา ธรรมชาติมันเป็นจริงอยู่...
แต่เราผู้ไม่จริง เมื่อไปเห็นแล้ว...ก็ตื่นเต้น ธรรมชาติ ไม่ตื่นเต้น มันเป็นอยู่...อย่างนั้น
ไม่ว่าใครจะร้องไห้ ใครจะหัวเราะ
มันก็เป็นของมัน อยู่...อย่างนั้น อันนั้น! มัน
เป็นของจริง เราไม่รู้จักของจริง
เมื่อไปเห็นของจริงแล้ว...
กระตือรือร้น ร้องไห้ หัวเราะ ต่างๆนาๆ
เสียอก เสียใจ ดีอก ดีใจ
ถึงเราจะดีใจเสียใจอย่างไร ก็ตาม
สภาวะร่างกายรูปนี้ ของเรา ก็เป็นอยู่...
ของมันเช่นนี้ มันเกิดมาแล้ว มันก็แปรตามธรรมชาติ แปรไป เจ็บไป ตายไป พลัด
พราก จากกันไปเป็นธรรมดา...
ธรรมชาติ มันเป็นอย่างนี้...
เมื่อหากว่า บุคคล ผู้ใดจะเอาธรรมชาติ
ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ให้มันเป็นตัวเรา
เป็นของเราอย่างนี้ มันก็เป็นการแบกทุกข์ไว้
ฉะนั้น พระอัญญาโกณฑัญญะ
ท่านจึงว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่ง” คำว่าสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งนั้น...หมายรวมตลอดเลย จะเป็นรูป หรือเป็นนามก็ช่าง ใช่หมดทั้งนั้น...
ความเห็นของท่าน ในขณะที่ท่านฟังเทศน์
ของพระพุทธองค์นั้น...เปลี่ยนขึ้นมาจนเห็นแจ้ง ออกจากที่นั่งแล้ว ก็ยังเห็นอยู่อย่างนั้น จริงอยู่อย่างนั้น...
อาการอย่างใด ผ่านเกิดขึ้นมา...
ก็เห็นความเกิด อันมันดับไปแล้ว ท่านก็เห็นความดับ เกิดแล้ว...ก็ดับ ดับแล้ว...ก็เกิด
ท่านก็เห็นมันอันใดมันเกิดแล้ว...ก็ดับ
อันใดมันดับแล้ว...ก็ดับไป เป็นอยู่...เรื่อยไป
สุข-ทุกข์ ก็มากระทบจิต ของท่านอยู่เสมอ
แต่ว่า...จิต ของท่านเพียงแต่...รับทราบ
ไม่พลอยตกนรก ไม่พลอยไปสู่อบาย ไม่พลอยไปดีใจ ไม่พลอยไปเสียใจ กับสิ่งเหล่านั้น...
จิต ของท่านตั้งมั่นเด่นอยู่...
พิจารณา อยู่...อย่างนั้น นั่น! เพราะท่าน
อัญญาโกณฑัญญะท่านได้ดวงตา ได้ดวงตาอันหนึ่ง ที่เห็นธรรมชาติตามเป็นจริง
ความรู้เท่าตามเป็นจริงของสังขาร สังขารมันเป็นจริงอย่างไร ก็รู้เท่าตามเป็นจริง ของมันอย่างนั้น นี่เรียกว่า...
ผู้รู้ธรรม ผู้เห็นธรรม รู้แล้ว...ละ เลิก ถอน
ถ้ายังไม่เห็น ก็ยังพากันอดพากันละ
มันไม่เห็นหรอกที่มาอดละ อดกลั้น อดทน
อดทานนั่นนะ! แต่ถ้าถึงที่ของมันแล้ว...
ก็จะไม่มีเรื่องอดละ อดกลั้น ไม่มี...เรื่องใด
ได้อด เรื่องผู้เห็นธรรมแล้ว...ก็เป็นธรรม
ไม่มี...เรื่องอดกลั้น นี่! เรายังไม่ทันรู้จักธรรม
ไม่เป็นธรรม จึงเอาธรรมมาใช้ เอาความเพียรมาใช้ มันเป็นอย่างนี้...
ทีนี้! ถ้าเรามาเพียรแล้ว มันไม่เกียจคร้านแล้ว ความเพียร ก็ไม่ต้องเอามาใช้ มันรู้เท่า
ต่ออารมณ์ทั้งหลาย ทั้งปวงแล้ว...มันไม่สุข
ไม่ทุกข์กับมัน ก็ไม่ต้องเอาขันติ มาใช้
เมื่อมันเป็นธรรมแล้ว..มันเกิดมามันก็เป็นธรรม ผู้รู้...ก็รู้ตามธรรมแล้ว ก็เลยเป็นธรรม
รู้ธรรมแล้ว...เห็นธรรม เรียนธรรม รู้ธรรม
เห็นธรรม เป็นธรรม
เมื่อมันเป็นธรรมแล้ว ก็หยุด!
สงบแล้ว...ทีนี้! ไม่ได้เอาธรรมมาใช้ เพราะ
มันเป็นธรรมแล้ว ภายนอก ก็เป็นแล้ว
ภายใน ก็เป็นแล้ว ผู้รู้ธรรม...ก็เป็นธรรม สภาวะมัน ก็เป็นธรรม อันที่รู้มัน ก็เป็นธรรม เป็นอยู่...อย่างนั้น เป็นอย่างเสรี เป็นหนึ่งเสียแล้ว...
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่เกิด
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่แก่
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่เจ็บ
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่ตาย
ธรรมชาติอันนี้ จึงไม่สุข ไม่ทุกข์
ธรรมชาติอันนี้ ไม่น้อยไม่ใหญ่ ไม่หนักไม่เบา ไม่สั้นไม่ยาว ไม่ดำไม่ขาว ไม่มี...เรื่องเปรียบเทียบ ไม่มี...เรื่องจะเอามาเปรียบ สมมุต
อะไรๆ เข้าไม่ถึง เข้าไม่ถึงที่นั่น!
ฉะนั้น พระนิพพานท่านจึงว่า...
ไม่มีสีสันวรรณะ สีเขียว สีแดง สีดำ
อะไร...ไม่มี เรื่องสีเขียว สีดำอะไรต่างๆ
เป็นเรื่องสมมุติ เป็นเรื่องบัญญัติ ในโลกีย์
เมื่อพ้นจากสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว...
ไม่มี...เรื่องเหล่านี้ ตามไปถึง
ดังนั้น...จึงกล่าวว่าสิ่งนั้น...เป็นโลกุตตระ
ธรรมอันนั้น...ท่านจึงว่าเป็นปัจจัตตัง
อันผู้รู้...ก็ได้เฉพาะเจ้าของ ประกาศ ไม่ได้
มีแต่...ให้อุบาย
ผู้ที่เข้าไปถึงแล้วก็แล้ว...
จะเอาสมมุติบัญญัติมาพูด ไม่ได้ มันหมด
มันหมดสิ้น..."
หลวงพ่อชา สุภัทโท
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี