2535-2539 นายกรัฐมนตรี 5 คน เลือกตั้ง 4 ครั้ง และ วิกฤตเศรษฐกิจ ต้มยำกุ้ง & ความสำเร็จคือ รัฐธรรมนูญประชาชน 2540

กระทู้สนทนา
การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538
จุดตัดทางประวัติศาสตร์ของสิทธิการศึกษาคนไทย ภายใต้วิกฤตการเมือง–เศรษฐกิจ และการสถาปนาปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์

บทคัดย่อ

บทความนี้มุ่งวิเคราะห์การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ในฐานะจุดตัดทางประวัติศาสตร์ (historical rupture) ของพัฒนาการสิทธิการศึกษาของประชาชนไทย ภายใต้บริบทวิกฤตการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษ 2530–2540 โดยชี้ให้เห็นว่าการยกระดับสิทธิการศึกษาจากระดับประถมศึกษาไปสู่สิทธิการเรียน 15 ปี มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลโดยตรงจากการอภิวัฒน์เชิงโครงสร้างที่นำโดย ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล และตั้งอยู่บนฐานของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งเป็น ปรัชญาสร้างคน สร้างชาติ ด้วยการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม บทความยังอภิปรายปัญหาการบิดเบือนและการไม่บันทึกความจริงทางประวัติศาสตร์การศึกษาในเอกสารทางการ ซึ่งส่งผลต่อความเข้าใจของสังคมไทยต่อรากเหง้าของความด้อยพัฒนาทางทุนมนุษย์อย่างยาวนานกว่า 100 ปี


1. บริบททางการเมืองและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของสิทธิการศึกษาก่อน พ.ศ. 2538

ภายหลังการรัฐประหาร พ.ศ. 2534 ประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 ซึ่งรับรองสิทธิการศึกษาของประชาชนเพียง 6 ปี สะท้อนกรอบคิดของรัฐไทยที่ยังมองการศึกษาในฐานะการจัดบริการตามดุลยพินิจของรัฐ มากกว่าการเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง
ช่วง พ.ศ. 2535–2539 เป็นช่วงเวลาแห่งความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ภายหลังเหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 2535 ประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปถึง 4 ครั้ง มีรัฐบาล 5 รัฐบาล และนายกรัฐมนตรี 5 คน ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี ขณะเดียวกัน วิกฤตเศรษฐกิจเอเชียได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2530 และปะทุเต็มรูปแบบใน พ.ศ. 2540

ในบริบทดังกล่าว การยกระดับสิทธิการศึกษาของประชาชนในเชิงโครงสร้าง แทบไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากอาศัยเพียงงบประมาณแผ่นดิน กลไกราชการแบบรวมศูนย์ และตรรกะการบริหารแบบเดิมของรัฐไทย

งบประมาณแผ่นดินหรือระบบราชการแบบรวมศูนย์ที่ล้มเหลวมาอย่างยาวนาน


2. การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538: ความสำเร็จเชิงโครงสร้างท่ามกลางวิกฤต

การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 เป็นการเปลี่ยนฐานคิดของการจัดบริการการศึกษาอย่างสิ้นเชิง โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรท้องถิ่น มีส่วนร่วมโดยตรงทั้งในรูปแรงงาน วัสดุ และทรัพยากรทางการเงิน ซึ่งในทางปฏิบัติมีมูลค่าสูงกว่างบประมาณหลวงอย่างมีนัยสำคัญ
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ได้แก่ การปรับปรุงโรงเรียนเกือบสามหมื่นแห่ง การยกระดับอาคารเรียนและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และที่สำคัญที่สุด คือการขยายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กและเยาวชนจากครอบครัวยากจนเพิ่มขึ้นกว่า 4.35 ล้านคน ทำให้เด็กไทยอายุ 3–17 ปี รวมกว่า 16.68 ล้านคน ได้รับบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย


3. จากการอภิวัฒน์การศึกษา สู่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

พลังทางสังคมที่เกิดจากการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ได้แปรเปลี่ยนเป็นพลังทางการเมืองและนิติรัฐ นำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ยกระดับสิทธิการศึกษาอย่างเป็นระบบ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองสิทธิการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี และสิทธิการศึกษาเพิ่มเติมอีก 3 ปี รวมเป็น 15 ปีอย่างเสมอภาคทั่วประเทศ พร้อมทั้งวางรากฐานระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อันสะท้อนการยกระดับ “คุณภาพชีวิต” ควบคู่กับ “สิทธิการศึกษา” ในเชิงโครงสร้างอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน


4. บทบาทเชิงประวัติศาสตร์ของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล และปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์

ความสำเร็จของการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 มิอาจแยกออกจากบทบาทของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้วางรากฐานการพัฒนาโดยยึด ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์ ซึ่งเป็น ปรัชญาสร้างคน สร้างชาติ ด้วยการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
ปรัชญานี้ได้รับการกล่าวถึงและอภิปรายในเวทีวิชาการและเอกสารระดับนานาชาติขององค์กรด้านการพัฒนา อาทิ UNESCO, World Bank, Asian Development Bank (ADB), UNICEF, SEAMEO รวมถึงฐานข้อมูลวิชาการอย่าง SSRN และ ERIC ในฐานะกรณีศึกษาการพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา



5. หลักฐานเชิงประจักษ์ของความล้มเหลวเชิงโครงสร้างก่อน พ.ศ. 2538

ข้อมูลโครงสร้างแรงงานไทยปี พ.ศ. 2538 จากรายงานของ Haas (1999) ซึ่งจัดทำร่วมกับ UNESCO–UNEVOC และ RMIT University แสดงให้เห็นว่า แรงงานไทยกว่าร้อยละ 79 มีการศึกษาเพียงระดับประถมศึกษาและต่ำกว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ระดับนานาชาติที่ยืนยันความล้มเหลวของรัฐไทยในการพัฒนาทุนมนุษย์ต่อเนื่องยาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงก่อนการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538



6. ความหมายทางประวัติศาสตร์และบทเรียนเชิงโครงสร้าง

การอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 จึงมิใช่นโยบายทั่วไป หากแต่เป็นจุดตัดทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ประเทศไทยเริ่มหลุดพ้นจากกับดักการจำกัดสิทธิการศึกษาไว้เพียงระดับประถมศึกษา อย่างไรก็ตาม การที่หน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ บิดเบือนและเขียนประวัติศาสตร์การศึกษาใหม่เพื่อลบความล้มเหลวในอดีต ได้ทำลายความเข้าใจของสังคมต่อรากเหง้าของความด้อยพัฒนา และลดทอนคุณูปการของ ฯพณฯ สุขวิช รังสิตพล อย่างไม่อาจยอมรับได้ในทางวิชาการและจริยธรรมทางประวัติศาสตร์



บทสรุป

ในเชิงวิชาการ จำเป็นต้องยืนยันอย่างชัดเจนว่า หากไม่มีการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 ประเทศไทยย่อมไม่อาจยกระดับสิทธิการศึกษาของประชาชนได้อย่างเป็นระบบ และจะตกอยู่ในสภาพด้อยพัฒนาทางทุนมนุษย์รุนแรงยิ่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค การบันทึกความจริงทางประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา จึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ของนักวิชาการ หากแต่เป็นพันธะทางศีลธรรมต่อผู้เสียสละและต่ออนาคตของชาติ



เอกสารอ้างอิง

Haas, A. R. (1999). Trends in Articulation Arrangements for Technical and Vocational Education in the South East Asian Region. UNESCO–UNEVOC & RMIT University, Australia.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540.
เอกสารและรายงานการพัฒนาทุนมนุษย์และสิทธิการศึกษาในประเทศกำลังพัฒนา จาก UNESCO, World Bank, Asian Development Bank (ADB), UNICEF, SEAMEO รวมถึงฐานข้อมูล SSRN และ ERIC (อ้างอิงในฐานะกรอบการอภิปรายเชิงสถาบันระดับนานาชาติของ ปรัชญาเศรษฐศาสตร์สุขวิชโนมิกส์)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่